‘รชฎ ถกลศรี’ ฉายภาพ ‘อุตสาหกรรมยาของไทย’ ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสู่ Thailand Medical Hub

368

หนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ด้าน ในแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่ดูจะมีแนวโน้มสดใส สามารถพัฒนาต่อไปได้ด้วยความพร้อมของทุกองคาพยพ นั่นคือ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร โดยคำนิยามของการพัฒนา New S-curve นี้ นอกจากต่อยอดจากธุรกิจการรักษาพยาบาล และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ประเทศไทยมีฐานเดิมที่แข็งแรง โดยเพิ่มธุรกิจด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์จากพื้นฐานด้านอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมแล้ว รายได้หลักอีกส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ยังมาจาก อุตสาหกรรมผลิตยา ซึ่งไทยมีศักยภาพด้านนี้ไม่แพ้ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นี่เป็นคำยืนยันจาก รชฎ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอแลป จำกัด ผู้ผลิตยารายใหญ่ระดับประเทศของไทย

นอกจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง MD ของ ไบโอแลป แล้ว รชฎ ถกลศรี ยังรั้งตำแหน่ง เลขาสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบันอีกด้วย ดังนั้น หากจะรู้เรื่องจริงเกี่ยวกับการพัฒนา อุตสาหกรรมผลิตยาของไทย การได้คุยกับผู้บริหารท่านนี้คงไม่ผิดฝาผิดตัวเป็นแน่


เปิดความจริงที่ต้องก้าวผ่าน ถ้าจะพัฒนา อุตสาหกรรมผลิตยาของไทย ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

คุณรชฎ ได้มาร่วมงานในฐานะผู้เข้าร่วมเสวนา บนเวที ที่ อินฟอร์มาร์ จับมือ กระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัชกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และทีเส็บ แถลงข่าวถึงความพร้อมจัดงาน CPhI South East Asia 2020 ซึ่งเป็นงานมหกรรมแสดงวัตถุดิบและส่วนประกอบในการผลิตยา และบริการการผลิตยาครบวงจรเตรียมความพร้อมรับมือสังคมผู้สูงอายุ โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2563 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2  อิมแพค เมืองทองธานี 
และในงานนี้เอง ที่คุณรชฎมองว่าเป็นเวทีแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมยาไทยในเวทีโลก เพราะหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ประเทศไทยเป็นตลาดเวชภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2563 ตลาดสมุนไพรจะมีมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

“มูลค่าตลาดยาในประเทศไทยล่าสุดในตอนนี้ อยู่ที่ประมาณ 1 แสน 8 หมื่น ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นยานำเข้าประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นยาที่ผลิตในปะเทศ 30 เปอร์เซ็นต์ และใน 70 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นยานำเข้านั้น เป็นยาต้นแบบ หรือเป็นยาที่ยังไม่หมดสิทธิบัตร แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะหมดสิทธิบัตรแล้ว คนก็ยังซื้อหามาใช้เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ไทลินอล เป็นต้น”

“สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ตรงนี้เอง ที่ทำให้ยังมีช่องว่างที่โรงพยาบาลภาครัฐ ที่จะประมูลราคายาที่ค่อนข้างต่ำทำให้สินค้าซึ่งเป็นยานำเข้านี้ยังคงเข้ามาสู่ตลาดเมืองไทย ขณะที่ตอนนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ก็กำลังเดินหน้าควบคุมมาตรฐานการผลิตยาเหล่านี้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เท่ากัน”
“เพราะที่ผ่านมา อย.ประกาศเรื่องมาตรฐาน GMP หรือมาตรฐานการผลิตยาเฉพาะผู้ผลิตในประเทศ แต่สำหรับผู้นำเข้า ก็ยังเปิดช่วงเวลาไว้ให้ โดยตอนนี้ขยายให้ถึงช่วงปลายปี 2563 นี้ ที่เล่าถึงตรงนี้ เพื่อจะบอกว่า เกิดข้อเท็จจริงว่ามียานำเข้าส่วนหนึ่งที่ยังคงใช้มาตรฐานการนำเข้าที่ไม่ใช่มาตรฐานเดียวกันกับการควบคุมการผลิตยาในประเทศอยู่ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ต่างกับต้นทุนการผลิตยาในไทยไปโดยปริยาย”
“เพราะฉะนั้น สถานการณ์ที่เล่ามานี้ ก็มีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยาในประเทศไทย เพราะก็ยังต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนหนึ่งยังติดแบรนด์ยา original อยู่ หากผู้บริโภคคนนั้นพบว่ายานั้นแพง ก็จะไปซื้อยาที่แม้จะหมดสิทธิบัตรการผลิตแล้ว แต่ยังผลิตอยู่ภายใต้แบรนด์ไทย หรือยานำเข้าอีกเกรดหนึ่งจากประเทศ จีน อินเดีย”

จากสถานการณ์นี้ คุณรชฎ ชี้ชัดว่า จริงๆเมื่อยาที่นำเข้ามานั้นไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ได้คุณภาพตามที่กำหนดไว้ ก็ต้องเลิกนำเข้าแล้ว ซึ่งในประเด็นนี้ ในนามของ สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน ก็ยังพยายามประสานงานร่วมกันอยู่กับทาง อย. เพื่อให้เกิดกฎเกณฑ์ชัดเจนในการควบคุมมาตรฐานและคุณภาพของยา ทั้งยานำเข้าและยาที่ผลิตในไทย ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน
“ผมเชื่อมั่นว่า ถ้า อย. ประกาศกฎเกณฑ์เรื่องมาตรฐานการควบคุมนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อไร มูลค่าการผลิตของอุตสาหกรรมยาในประเทศก็จะเพิ่มขึ้นเอง จากในปัจจุบันอยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ก็น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ ได้ เพราะมาตรการนี้จะทำให้เราสามารถตัดยาที่คุณภาพไม่ดี ไม่ให้เข้ามาในตลาดประเทศไทยได้”
“ในเวลาเดียวกัน คนที่ติดแบรนด์ยา ซึ่งเป็นยาที่ได้รับสิทธิบัตร ก็จะค่อยๆน้อยลง เพราะยามีอายุมีสิทธิบัตรประมาณ 20 ปี ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็อยู่ที่การประกาศเรื่องมาตรการควบคุมคุณภาพยาของ อย. ด้วย ถ้าทาง อย.ชัดเจน แน่นอนว่าทางภาคอุตสาหกรรมผลิตยาของไทย ก็พร้อมขับเคลื่อนไปด้วยได้เช่นกัน และจะยิ่งสนับสนุนให้คนหันมาซื้อยาที่ผลิตในประเทศมากขึ้น”
นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ยาที่ผลิตจากประเทศไทย ก็ได้รับการยอมรับในภูมิภาคอาเซียน ผู้คนในประเทศอาเซียนมักเดินทางมาในประเทศไทยเพื่อซื้อยา เพราะฉะนั้นภาพลักษณ์ด้านการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยาระดับภูมิภาคจึงค่อนข้างดี ยิ่งถ้าประกอบกับแนวโน้มสดใส ที่คนไทยก็จะหันมาซื้อยาที่ผลิตในประเทศไทยมากขึ้น ภาพรวมของอุตสากรรมยาในประเทศก็ย่อมจะดีขึ้นตามลำดับด้วย”

‘อุตสาหกรรมผลิตยาของไทย’ กับแนวโน้มสดใสในเอเชียแปซิฟิก ตามมุมมองของ ‘รชฎ ถกลศรี’

การจะพัฒนาอุตสาหกรรมยาของไทย คุณรชฎ ชี้ชัดว่า Key success หลัก อยู่ที่การเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพของยาให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศให้ได้
“ที่ผ่านมา ผมมองว่าเราทำได้ดีอยู่แล้ว และมีแนวโน้มความเชื่อมั่นสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างที่กล่าวมา โดยคนไทยก็เริ่มใช้ยาที่ผลิตในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”

“เวลาที่เราบอกว่า มูลค่าการตลาด สมมุติว่าอยู่ที่ 100 เปอร์เซ็นต์ ผลิตในประเทศทั้งหมด 30 เปอร์เซ็นต์ นี้ ไม่ได้หมายความว่า ปริมาณการผลิตอยู่แค่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น จำนวนแท้จริง อาจจะอยู่ที่ 50-70 เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากเรากำหนดราคาขายที่ต่ำกว่ายาต้นแบบ หรือยา Original จากต่างประเทศ ดังนั้น ในสภาวะความเป็นจริง ก็พูดได้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ บริโภคยาที่ผลิตในประเทศมากกว่ายานำเข้าอยู่แล้ว

“ผมยืนยันได้ว่า ตัวเลขนี้จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราเองในฐานะบริษัทผู้ผลิต เราผลิตในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี แค่เพียงมูลค่า ไม่ได้ขึ้นตาม เพราะอาจถูกกดราคาบ้าง เราจึงเห็นเทรนด์ของคนไทยชัดว่า หันมาใช้ยาที่ผลิตในประเทศมากขึ้น”

“ดังนั้น สรุปแล้ว เราจึงถือโจทย์อยู่ 2 โจทย์ คือ หนึ่งการสร้างคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ส่วน โจทย์ที่ 2 คือ เรื่องของต้นทุน เพราะไม่มีใครที่อยากผลิตสินค้าที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกปี และสินค้าที่เป็นยา ก็อยู่ในสินค้าที่ผู้ผลิตต้องมั่นใจว่าผลิตสินค้าดีให้ผู้บริโภค เพราะเป็นสินค้าที่ใช้เกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วย เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ป่วย ทีนี้ การจะคงราคาไว้ จะถูกหรือแพงขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าฐานการผลิตเรามากพอหรือเปล่า ถ้ามองตลาดไม่ได้อยู่แค่ในประเทศ แต่มองเป็นอาเซียน รายได้ หรือ Volume ในการค้าก็จะเพิ่มขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ขณะที่ต้นทุนการผลิตก็จะลดลงไปเองโดยอัตโนมัติเช่นกัน”
นอกจากนั้น คุณรชฎ ยังให้มุมมองเรื่อง การลงทุนในอุตสาหกรรมยาที่ค่อนข้างสดใส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศอย่าง โครงการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ว่า 
“การลงทุนในอุตสาหกรรมยา ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในระดับภูมิภาค หรือ Regional อยู่แล้ว มูลค่าการลงทุน แม้ในรายเล็กๆ ยังไม่มีทาต่ำกว่า 50-100 ล้านบาท เพราะฉะนั้นเมื่อลงทุนไป จะหวังแต่ขายในตลาดในประเทศ ย่อมไม่คุ้มอยู่แล้ว ดังนั้น ในกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ผู้ลงทุนภาคเอกชนก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่าหน้าที่ของตนเอง ต้องส่งออกด้วย”
“ผมมองว่า ผู้เล่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมยาบ้านเราในตอนนี้เป็นตัวจริงแล้ว มีความแข็งแรง มีอัตราการเติบโตที่ดีจริง ซึ่งภาพนี้เรามองว่า เราอยู่ในจังหวะที่ดีมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่าง เมียนมา โรงงานผลิตยาในประเทศไม่มีเลย อย่างไรเสีย ก็ต้องพึ่งพาการนำเข้าเต็มๆ เพราะแม้ทางรัฐบาลเมียนมาจะมีการส่งเสริมการลงทุน แต่เต็มที่ก็แค่ 1-2 โรงงาน เทียบกับบ้านเรา ตัวเลขอัปเดตในตอนนี้ มีโรงงานผลิตยาอยู่ 162 โรงงาน อย่างไร เขาก็ไม่น่าจะตามเราทันในเวลาอันใกล้แน่นอน”
“หรือทาง มาเลเซีย ทุกวันนี้โรงงานผลิต ก็ไม่ใช่ของคนมาเลเซียแล้ว เป็นของคนต่างชาติไปหมดแล้ว ดังนั้น ถ้าเปรียบเทียบศักยภาพการผลิตในระดับภูมิภาคอาเซียน จะเป็นรองก็แค่อินโดนีเซียเท่านั้น เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศไทย มีประชากรจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่ตลาดยาเราจะเล็กกว่า”

“ทว่า แม้ว่าตลาดเราจะเล็ก แต่ก็เล็กแบบแข็งแรงกว่า เพราะตลาดยาอินโดนีเซียเป็นตลาดปิด ไม่มีการนำเข้ายาต่างประเทศ บังคับให้ผลิตและบริโภคแค่ภายในประเทศ เพราะฉะนั้นการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต จึงไม่เข้มข้นเท่าไทย เนื่องจากเขาไม่ได้ต้องแข่งขันกับยานำเข้า ขณะที่ไทยเรา แข่งขันตลอดเวลากับทั้ง จีน และ อินเดีย”

“ถ้าทางสองประเทศนั้นส่งมาในราคาถูก เราก็สู้ด้วยการอัปคุณภาพ ในราคาที่แข่งขันกันได้ อุตสาหกรรมยาบ้านเราจึงวิ่งอยู่ตลอดเวลา พัฒนาตลอดเวลา ศักยภาพในการแข่งขันในระดับภูมิภาค เราจึงสูงกว่าแน่นอน ความเข้มแข็งและยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรมยาเราจึงดีกว่า ทำให้การขับเคลื่อน ไทย ให้ไปสู่ Medical Hub ของอาเซียน โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมการผลิตยาคุณภาพ จึงไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อมเลย”


อ่านบทสัมภาษณ์ แสดงมุมมองน่าสนใจจากผู้ประกอบการในหลากหลายอุตสาหกรรมเป้าหมาย

‘ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม’ จริงจังกับอนาคต บ่มเพาะ ‘ความเป็นผู้ประกอบการ Entrepreneurship’ Key success ของบัณฑิตทศวรรษใหม่

ศุภชัย เจียรวนนท์ “เราควบคุมโลกไม่ได้ แต่กำหนดอนาคตตัวเองได้”

HUAWEI 2020 VISIONS : วิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของซีอีโอ ‘เหริน เจิ้งเฟย’

โอฬาร วีระนนท์ : โลก Cashless Society ที่ต้องตระหนักรู้-อยู่เป็น และ 10 เมกะเทรนด์ Payment ที่จะเกิดขึ้นบนโลก