สาลิกาคาบข่าว Vol.48/63

185

บริษัทลูก ปตท.สผ. รุกธุรกิจโดรนจับกลุ่มสมาร์ทฟาร์เมอร์หนุนเกษตร 4.0

นายธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (เออาร์วี) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้บริษัทฯ เตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทในเครือ บมจ.ไทยคม เพื่อพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ใช้ในภาคการเกษตรในรูปแบบสมาร์ทฟาร์มมิ่งโดยมีแพลตฟอร์มบริการครบวงจร ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญช่วยสร้างรายได้เจาะกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเกษตรให้แก่บริษัทได้ เนื่องจากปัจจุบันประชากรไทยกว่า 70% อยู่ในภาคการเกษตร แต่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) แค่ 10% เท่านั้น จึงเป็นโอกาสที่จะเข้าไปช่วยสร้างการเติบโตผ่านภาคการเกษตรได้อีกมาก โดยในปี 2563 จะเห็นการพัฒนาโดรนพ่นสเปรย์ที่มีรูปแบบแตกต่างจากที่อื่น เพราะเป็นการผสมผสานการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) เข้ามาร่วมด้วย

เกรทวอลมองบวก! ซื้อโรงงานจีเอ็มในไทย หวังใช้เป็นฐานบุกอาเซียน

ภายหลังบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) เผยแพร่ข่าวยุติการผลิตและจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตในประเทศไทยโดยขายโรงงานให้กลุ่มบริษัท เกรทวอล มอเตอร์ส ที่ตกลงซื้อศูนย์การผลิตจีเอ็ม ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง ภายใต้ข้อตกลงลงนามร่วมกันว่าจีเอ็ม ประเทศไทย และ จีเอ็ม เพาเวอร์เทรน ประเทศไทย ซึ่งหมายรวมถึงศูนย์การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ในจังหวัดระยองจะถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของ เกรทวอล มอเตอร์ส คาดว่าสัญญาการซื้อขายและส่งมอบศูนย์การผลิตทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในปลายปี 2563 นายหลิว เซียง ชาง รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ของเกรทวอล มอเตอร์ส กล่าวว่า โครงการระดับโลกของเกรทวอล มอเตอร์ส เริ่มปรากฏชัดเจนหลังจากการเริ่มพัฒนามากว่า 10 ปี โดยในปี 2562 โรงงานในเครือเกรทวอล มอเตอร์ส ในเมืองตูลา (Tula) ประเทศรัสเซีย ประสบความสำเร็จในการเริ่มต้นสายการผลิต และเมื่อต้นปี 2563 บริษัทยังบรรลุข้อตกลงกับจีเอ็มในการซื้อโรงงานทาเลกอน (Talegaon) ประเทศอินเดีย ส่งผลให้แผนกลยุทธ์ระดับโลกของเกรทวอลก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกรทวอลจะขยายธุรกิจไปทั่วภูมิภาคอาเซียนโดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิอาเซียน

สศช. เผยจีดีพี Q4/62 ต่ำสุดรอบ 21 ไตรมาส หวังลงทุนรัฐเอกชนต่อลมหายใจปี 63

จีดีพี

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2562 ขยายตัว 1.6% ต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาสจากผลกระทบสงครามการค้าและการส่งออกที่ลดลง 4.9% ขณะที่งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ล่าช้า ผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ทั้งปี 2562 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.4% ลดลงจากปี 2561 ที่ขยายตัว 4.2% มูลค่าการส่งออกลดลง 3.2% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.5% การลงทุนรวมขยายตัว 2.2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 0.7% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 6.8% ของจีดีพี ขณะที่แนวโน้มปี 2563 คาดจีดีพีไทยจะขยายตัวในกรอบ 1.5-2.5% ชะลอตัวลงจากปี 2562 ตามปัจจัยเสี่ยงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ปัญหาภัยแล้งและความล่าช้าของงบประมาณ ส่วนปัจจัยหนุนคือการปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆของเศรษฐกิจและการค้าโลก การขยายตัวการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชนและรัฐ แรงขับเคลื่อนจากมาตรการรัฐและการขยายตัวที่ต่ำในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 พร้อมคาดการณ์การส่งออกปี 2563 จะขยายตัว 1.4% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.5% และการลงทุนรวมขยายตัว 3.6% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.4-1.4% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 5.3% ของจีดีพี

สวทช. เปิดตัวรถเข็นรักษ์โลก‘ ยกระดับพ่อค้าแม่ค้าอาหารริมทาง

นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. โดยศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC) ได้ดำเนินการพัฒนานวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกในเวอร์ชันที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำเร็จแล้ว และมีเป้าหมายส่งมอบนวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลก จำนวนไม่น้อยกว่า 100 คันให้กับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดได้ใช้งานจริงในการประกอบกิจการ อีกทั้งยังมีการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการและกระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม โดยวางรูปแบบการพัฒนาแบ่งเป็น 4 โมเดลหลักเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดคือ 1) รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี, ถังบำบัดและซิงค์น้ำ 2) รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี, ถังบำบัดและซิงค์น้ำ+ระบบดูดควัน  3) รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี, ถังบำบัดและซิงค์น้ำ + ระบบดูดควัน + หัวเตาแก๊ส 2 หัว และ 4) ระบบตู้เก็บความเย็นพร้อมแท่นรับพ่วงข้าง ซึ่งภายใต้โครงการนี้ สวทช. จะทำให้ราคาเป้าหมายของรถเข็นนวัตกรรรมรักษ์โลกเป็นราคาที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้

ไอซีเอโอคาดไวรัสระบาดทำรายได้สายการบินทั่วโลกวูบ 1.5 แสนล้านบาท

องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศหรือไอซีเอโอ คาดการณ์ว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 อาจทำให้รายได้ของสายการบินทั่วโลกลดลง 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 155,00 ล้านบาท) หลังมี 70 สายการบินยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออกจากจีน ขณะที่อีก 50 สายการบินลดเที่ยวบินลง ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการที่นักท่องเที่ยวจีนลดลง อาจสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 1,290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 40,150 ล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยจะได้ผลกระทบรองลงมาโดยอาจสูญเสียรายได้ถึง 1,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35,800 ล้านบาท ไอซีเอโอระบุว่า ผลกระทบจากการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ต่ออุตสาหกรรมการบิน จะรุนแรงกว่าการระบาดของโรคซาร์สในช่วงปี 2545-2546 เนื่องจากมีการการยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า

การตลาดโลกสวยสินค้าวัตถุดิบย่อยสลายใช้ซ้ำพลังงานสะอาด กุมหัวใจคนเจน B-X

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU เผยผลวิจัยการตลาดเกี่ยวกับ Voice of Green เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคโลกสวยของไทย ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีกลุ่มผู้บริโภคโลกสวยแบ่งเป็น ประเภท ประกอบด้วย 1) สายกรีนตัวแม่ จำนวน 37.6% 2) สายกรีนตามกระแส จำนวน 20.8% 3) สายสะดวกกรีน จำนวน 15.7% และ 4) สายโนกรีน จำนวน 26.0% ซึ่งผลการสำรวจกลุ่มผู้บริโภคจำนวน 1,252 คนพบว่า ผู้บริโภคจำนวน 74% มีโอกาสเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีจำนวนผู้บริโภคถึง 37.6% เป็นกลุ่มผู้บริโภคเพื่อโลกสวยที่มองหาเฉพาะผลิตภัณฑ์อีโคเท่านั้น ในจำนวนนี้เป็นกลุ่ม Baby boomer อายุ 55-73 ปี และ Gen X  อายุ 39-54 ปีสูงสุด สำหรับกลุ่มสินค้าที่มาแรงในปี 2563 ได้แก่ สินค้าที่ใช้วัตถุดิบย่อยสลายง่ายและนำกลับมาใช้ซ้ำ สินค้าหรือบริการที่ใช้พลังงานสะอาด สินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สินค้าอีโคมีดีไซน์ตอบสนองคนรุ่นใหม่

สิงคโปร์หั่นคาดการณ์อัตราเติบโตเศรษฐกิจเซ่นพิษไวรัสโควิด-19

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประเทศสิงคโปร์ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2020 เหลือระหว่าง -0.5%-1.5% เนื่องจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิค-19) ส่งผลกระทบการท่องเที่ยวส่งออก จากคาดการณ์ก่อนหน้านี้มองว่าจะขยายตัวเติบโตได้ระหว่าง 0.5%-2.5% โดยแถลงการณ์ของกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ระบุการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสิงคโปร์และอีกหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากความต้องการบริโภคสินค้าในตลาดส่งออกไปยังประเทศจีนลดต่ำลง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวของสิงคโปร์มีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างมาก จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนสิงคโปร์ลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการบริโภคภายในประเทศก็มีแววว่าจะลดต่ำลง เนื่องจากประชาชนลดกิจกรรมการชอปปิ้ง การทานอาหารนอกบ้าน ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ยืนยันพบผู้ติดเชื้อแล้ว 75 คน ขณะที่นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงออกมายอมรับว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะกระทบต่อเศรษฐกิจของสิงคโปร์รุนแรงมากกว่าไวรัสซาร์สที่ระบาดเมื่อปี 2003