พนักงานที่มีความรู้และทักษะ คือ “ทรัพย์สิน” (Human Asset) ไม่ใช่ “ต้นทุน”

435

คงจะต้องทำความเข้าใจเรื่อง “การศึกษา” กันใหม่ว่า ทำไมการศึกษาไทยจึงล้มเหลว?

หากย้อนพิจารณาการจัดการศึกษาของประเทศช่วงที่ผ่านมา จะพบว่าการศึกษามีทิศทางไม่สัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของประเทศ ซึ่งพิจารณาได้จากความเคลื่อนไหวที่เป็นปกติของการศึกษาที่ส่งต่อมาจากศตวรรษที่ 19 ที่แทบจะไม่มีการปรับปรุงพัฒนาอะไรเลย!

การปฏิรูปการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ใช้เงินหลายพันล้านบาท เป็นเพียงการปฏิรูปโครงสร้าง-การจัดการอำนาจ-การใช้อำนาจของการศึกษา ที่ไม่มีผลต่อ ‘การปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้เหมาะกับการพัฒนาบุคลากรในการพัฒนาประเทศ’ หรือสร้างความก้าวหน้าแต่อย่างใด!

นี่คือสภาพที่เป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของการจัดการศึกษาไทย!

ผลที่ได้หลังปฏิรูปมีแค่วาทกรรมประโยคสวยหรูมากมายที่ไม่ส่งผลต่อภาคปฏิบัติอย่างจริงจัง มีแต่ความเห็นที่ขาดความรู้ในการจัดปรับการศึกษาให้มีปฏิสัมพันธ์กับความก้าวหน้าและการพัฒนาประเทศ ยิ่งโลกเคลื่อนมาถึงวันที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง ท่ามกลางนิเวศทางสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดปรับโครงสร้างการศึกษาด้วยแล้ว

แทนที่การศึกษาจะมีตำแหน่งแห่งที่เป็นหัวขบวนความก้าวหน้า-การพัฒนาประเทศ แต่การศึกษาในวันนี้กลายเป็นสิ่งชำรุดของสังคม เป็นภาระของสังคมที่ต้องเยียวยา มีสภาพเหมือนคนที่นอนป่วยอยู่ในห้อง ICU ที่ต้องการการรักษาฟื้นฟูอย่างมาก

อย่างน้อยที่สุด ปรากฏการณ์อย่างเป็นรูปธรรมที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ก็เป็นสภาพที่ประจานความอับจนด้อยคุณภาพซึ่งสัมผัสได้ นั่นคือ การที่ประเทศไทยมีบัณฑิตตกงานสะสมอยู่กว่า 5 แสนคน เกือบครึ่งของคนที่ตกงานไม่สามารถจ่ายเงินคืนกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา และยังดิ้นรนควานหาอนาคตของตัวเองไม่เจอ ทำได้เพียงเดินวนอยู่ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
ส่วนกลุ่มที่มีงานทำ เกือบครึ่งก็ไม่ได้ทำงานตรงตามสาขาวิชาที่เรียน! ผลรวมที่เป็นอยู่นี้จึงสะท้อนให้เห็นความป่วยไข้อย่างหนักของการศึกษาไทย ที่จำเป็นต้องเยียวยาอย่างเร่งด่วน!
แต่การเยียวยาการศึกษาที่ว่านี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่เรื่อง ‘งบประมาณ’ เป็นสำคัญ ทั้งที่ความเป็นจริง จากการศึกษาประเด็นการศึกษากับการสร้างงานยุคใหม่พบว่า ความป่วยไข้ของระบบการศึกษาไทยนั้น แท้จริงไม่ใช่การขาดงบประมาณ แต่เป็นเรื่อง วิสัยทัศน์และความคิดพื้นฐานในการเข้าใจการศึกษา!

human asset

ผลพวงของการเมืองในช่วงทศวรรษ 2540 ขับเคลื่อนการศึกษาไปสู่ทิศทางที่ว่า “การศึกษาที่ดี สถาบันต้องทำมาหากินได้”

จากวันนั้น สถานศึกษาทั้งหลายก็พากันเข้าสู่โหมดที่ใช้สถานศึกษาเป็นที่ทำมาหากิน-ปั๊มประกาศนียบัตร-ปริญญาบัตร เป็นว่าเล่น!
นี่คือความเปราะบางอ่อนไหวของการมองการศึกษาในมิติเดียวแบบคณิตศาสตร์เชิงเดี่ยว ไม่สัมพันธ์กับความก้าวหน้าของประเทศ ทำให้การศึกษาตกต่ำ-สร้างความสูญเปล่าขึ้นมหาศาลตั้งแต่นั้นมา! ส่งผลให้ทุกกลุ่ม-ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา คิดถึงแต่ความอยู่รอด-การทำมาหากินกับการศึกษาแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ซึ่งมันคือหายนะที่ทำลายล้างระบบการศึกษาไทยอย่างรุนแรง!
ยังผลให้ การบริการการศึกษาที่ขาดวิสัยทัศน์-ขาดมิติสัมพันธ์กับความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ และไม่เสริมส่งการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยียุคใหม่ ทำให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาขาดวิธีคิด-วิสัยทัศน์ ตกอยู่ในสภาวะ “การเมืองของภาคการศึกษา” ที่มุ่งแต่เรื่องอำนาจ-ตำแหน่ง-การแย่งชิง-แก่งแย่ง-การสร้างตัวตนขึ้นสู่อำนาจ จนการศึกษาตัดขาดจากความเป็นจริง-ความก้าวหน้า ไปลอยเคว้งอยู่บนหอคอยงาช้างอย่างวังเวง!
จนกลายเป็นความป่วยไข้ที่หมักหมมอยู่ในต้นน้ำของการศึกษาไทยอย่างน่าวิตก!
แต่ปรมาจารย์อย่าง ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ กูรูด้านการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้เคยบรรยายถึงการพัฒนาบุคลากร-ทรัพยากรมนุษย์หลายครั้งว่า 
peter drucker human asset
Peter Drucker | Source : https://hac.bard.edu
หลายๆ องค์กรเข้าใจผิดว่า แรงงาน โดยเฉพาะแรงงาน-บุคลากรที่มีความรู้มีทักษะ เป็น “ต้นทุนการผลิต” แต่ในความเป็นจริงคือ “ทรัพย์สิน” (Human Asset) เพราะปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรที่มีความรู้มีทักษะกับองค์กรนั้น จะขับเคลื่อนความก้าวหน้าเติบโต สร้างผลกำไรให้องค์กรอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมุมมองดังกล่าวก็สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และวิธีคิดในการจัดการศึกษาและการพัฒนาคนให้ประเทศ-องค์กร-และการดำเนินการต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่ง!  

ถ้าใช้มุมมองนี้ย้อนมอง “บริษัทไทยแลนด์” จะพบว่ากำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนทรัพย์สิน (ที่เป็นบุคลากร) อย่างหนัก เนื่องจากการศึกษาอยู่ในสภาพป่วยไข้ ที่ต้องจัดปรับทบทวนและขับเคลื่อนในทิศทางใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์และวิธีคิดที่เข้าใจถึงคุณค่าของการพัฒนาบุคลากร ในฐานะของการสร้างทรัพย์สินให้ประเทศ!

นี่คือความจริงในเรื่องวิสัยทัศน์-ความเข้าใจใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและพลังความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางกายภาพ พรมแดน กาลเวลา และวิธีคิดของคนและระบบในโลกใบเก่า

การจัดปรับการศึกษาสู่แนวทาง Demand Driven ของ อีอีซี โมเดล จึงเป็นวิสัยทัศน์และวิธีคิดที่ปรับเชื่อมเข้ากับความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ที่ขับเคลื่อนไปตามแผนการพัฒนาบุคลากรในเชิงปริมาณ-คุณภาพที่ชัดเจน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นงานยาก! แต่ก็ช่วยให้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์วาววับขึ้นทุกขณะ

นี่คืออีกการปรับตัวในการพัฒนาอีอีซีที่ช่วยเยียวยาปรับสร้างความก้าวหน้ายุคใหม่อย่างเป็นจริง ซึ่งต้องร่วมลงมือทำในหลายมิติ ทั้งการจัดปรับคุณภาพสถาบันการศึกษา การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ รวมทั้งการจัดปรับภูมิทัศน์ใหม่ทางการศึกษาทั้งระบบ!
ทั้งนี้ก็เพื่อก้าวออกจากวิกฤตสู่โอกาสใหม่ที่สอดคล้องกับโลกศตวรรษที่ 21

 

 

เรื่อง : Apichartology


บทความอื่นๆ ที่สาลิกาเคยนำเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา

ความหวังใหม่ ปฏิรูปการศึกษาไทย ด้วย 4 แนวทาง ปรับการศึกษา 0.4 สู่ 4.0

‘แพลตฟอร์ม’ สร้างการศึกษาและพัฒนาบุคลากรยุคใหม่ ที่เชื่อมโลกให้ไทยแล่น