อิสรภาพทางการเงิน ไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป ข้อมูล Big Data ชี้ ‘เทคนิคการลงทุน’ สร้างความมั่นคงทางการเงินให้คนทุกเจน

284

‘อิสรภาพทางการเงิน’ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ใครหลายคนอาจมองว่าเป็นคำสวยหรูที่ยากจะเข้าถึง ทว่า ในยุคนี้ แค่ทุกคนรู้จักวางแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับวัยของตัวเอง แค่นี้ก็ถือว่าได้สร้าง Key success นำทางไปสู่ความมั่นคงทางการเงินส่วนบุคคลได้แล้ว

ผลการศึกษาข้อมูล Big Data ผู้ถือหน่วยกองทุนรวมของฝ่ายวิจัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบข้อมูลน่าสนใจเรื่อง “พฤติกรรมการลงทุน” ของผู้ลงทุนในแต่ละ Generation หรือแต่ละช่วงวัย โดยสองปัจจัยหลัก คือ “ลงทุนระยะสั้น กระจายความเสี่ยงต่ำ” ดูจะเป็น เทคนิคการลงทุนประจำใจของคนรุ่นใหม่ยุคนี้ เมื่ออะไรๆ ก็ดูจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บวกกับปัจจัยกระตุ้นที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน วิกฤตโรคระบาด ภัยธรรมชาติ ที่ล้วนส่งผลให้ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงได้ตลอดเวลา
ดังนั้น คงจะดีไม่น้อยถ้าคนทุกเจนจะให้ความสำคัญกับการวางแผนสร้าง อิสรภาพทางการเงิน ให้เหมาะสมกับวัยของตัวเอง ซึ่งวันนี้เรามีตัวช่วยที่เปิดให้เห็นทุกมิติของการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ในรูปแบบของเทคนิคการลงทุนที่สามารถนำไปปรับใช้ง่าย ได้ผลจริง มาบอกกัน

เปิดมุมมองการลงทุนทุกมิติ นำทางสู่ อิสรภาพทางการเงิน ของคนทุกวัย

จากการศึกษาข้อมูลผ่านการวิเคราะห์ Big Data ผู้ถือหน่วยกองทุนรวม แสดงให้เห็นถึงมุมมองด้านการลงทุนในหลากหลายมิติ โดยแบ่งตามทัศนคติและพฤติกรรม ความชื่นชอบ การเลือกกระจายความเสี่ยงของแต่ละช่วงวัยอย่างชัดเจน ดังนี้
  • การเลือกนโยบายการลงทุน
เนื่องจากกองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย มีความแตกต่างกันในด้านผลตอบแทนและความเสี่ยง ในภาพรวมพบว่า ผู้ลงทุนมีการลงทุนสอดคล้องตามช่วงวัย โดย นักลงทุนกลุ่ม Baby Boomer (อายุ 54-72 ปี) และ Post War (อายุ 73-100 ปี) เน้นลงทุนในตราสารหนี้ ส่วนกลุ่ม Generation X และ Y เน้นลงทุนในตราสารทุนมากกว่า ดังนั้น หากมองในภาพรวมอาจดูเหมือนว่า ผู้ลงทุนมีการกระจายการลงทุนที่ดี
  • การกระจายการลงทุน
พบว่าในปี 2018 ผู้ลงทุนเกินครึ่งหนึ่งยังไม่มีการกระจายการลงทุน ส่วนมากเป็นการลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุนหรือตราสารหนี้หลายกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเดียวกัน และเมื่อพิจารณาต่อในระดับ Generation แล้ว จะเห็นได้ว่ากลุ่ม Generation Y มีการกระจายการลงทุนในหลายนโยบายที่ต่ำมาก ยกตัวอย่าง ผู้ลงทุนคนหนึ่งถือกองทุนรวมอยู่ 5 กอง แต่ทั้ง 5 กองนี้มีนโยบายการลงทุนที่เหมือนกัน หรือเปรียบเสมือนลงทุนในกองทุนรวมประเภทเดียวกัน 5 กอง
ดังนั้น ผลการศึกษาข้อมูล Big Data ผู้ถือหน่วยกองทุนรวม โดย ก.ล.ต. จึงชี้ว่า ควรให้ความสำคัญกับการผลักดันให้ผู้ลงทุนมีการลงทุนในกองทุนรวมที่หลากหลายทั้งในหลักทรัพย์ไทยและต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงให้มากขึ้น การวางแนวทางสู่การสร้างโอกาสในการส่งเสริมบริการด้านการให้คำแนะนำและวางแผนทางการเงินที่มีคุณภาพ จะช่วยให้ผู้ลงทุนจัดพอร์ตการลงทุนที่สามารถกระจายการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับเป้าหมายในระยะยาวได้

  • ระยะเวลาในการลงทุน
การศึกษาปัจจัยด้านนี้ก็เพื่อพิจารณาว่า ผู้ลงทุนมีการลงทุนระยะยาวหรือไม่ โดยดูว่าเมื่อผู้ลงทุนเข้ามาลงทุนในกองทุนรวมแล้ว ในปีต่อมาจะยังตัดสินใจลงทุนต่อหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ลงทุนรายใหม่ที่เข้ามาในปี 2015 พอสิ้นปี กว่า 78% จะยังมีมูลค่าการลงทุนในกองทุนรวมอยู่ แต่พอผ่านไปสองปีเหลือ 67% และเมื่อผ่านไปสามปีจะเหลืออยู่ 60% ตามลำดับ
และการสำรวจแบบเดียวกันนี้กับผู้ลงทุนใหม่ในปี 2016 และ 2017 เช่นกัน ซึ่งผลที่ได้ไม่แตกต่างกันมาก และเมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนี้ในระดับ Generation ในภาพรวม ทุกกองทุนพบว่าผู้ลงทุนใหม่ กลุ่ม Generation X  และ Y มีสัดส่วนผู้ลงทุนที่ลงทุนระยะยาวสูงกว่าค่าเฉลี่ย
แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะกองทุนตราสารทุน กลับพบว่า Generation X และ Y มีสัดส่วนการถือครองกองทุนรวมระยะยาวค่อนข้างน้อย จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดต่อว่า จะทำอย่างไรเพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนที่เข้ามาลงทุนแล้ว มีการลงทุนระยะยาวมากขึ้น

แชร์ ‘เทคนิคการลงทุน’ เลือกอย่างไร ตอบโจทย์คนทุกเจน

จากบทสรุปของการศึกษาพฤติกรรมการลงทุน ฉบับนี้ ในภาพรวมมีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่า แต่ละ Generation หรือแต่ละช่วงวัย มีการลงทุนที่ค่อนข้างสอดคล้องตามวัย อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของผู้ลงทุนแต่ละรายพบว่า ผู้ลงทุนส่วนมากยังลงทุนเพียงนโยบายการลงทุนประเภทเดียว และยังไม่เน้นลงทุนระยะยาว ดังนั้น จึงมีการนำผลการศึกษานี้ มากำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย ดังนี้

  • Generation Z (อายุ 10 – 21 ปี)
ยังมีการลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับวัย ดังนั้นจึงควรส่งเสริมความรู้ด้านการลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น ส่งเสริมความรู้การวางแผนทางการเงิน (Personal Finance) รวมทั้งสนับสนุนการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งคนเจนนี้จะทำความเข้าใจเรื่องการลงทุนได้ไม่ยากเพราะเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย สามารถใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ได้ดี และเรียนรู้เร็ว
เมื่อคนเจนนี้เริ่มต้นทำงาน ก็จะมีความมั่นใจและยอมรับความเสี่ยงได้สูง โดยขึ้นอยู่กับรายได้ที่มีด้วย และข้อดีของคนเจนนี้ คือ ยังไม่ค่อยมีภาระ จึงสามารถใช้เงินเก็บมากถึง 90% มาลงทุน แนะนำให้แบ่งลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี หรือการลงทุนที่คิดว่าจะได้ผลตอบแทนในระยะยาวที่คุ้มค่า
โดยควรแบ่งเงินเก็บสัก 10% ไว้ฝากธนาคาร เน้นที่ได้ดอกเบี้ยสูง หรือซื้อหุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล ลงทุนในช่องทางที่สร้างความมั่นคง และมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นเอาไว้ด้วย เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงให้ชีวิต

  • Generation Y (อายุ 22 – 38 ปี)
เป็นกลุ่มที่มีความสนใจในการลงทุน เนื่องจากส่วนใหญ่จะเริ่มลงทุนเร็ว แต่ยังถือกองทุนตราสารทุนในช่วงระยะเวลาที่สั้น ประกอบกับยังมีการกระจายการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่น้อย ดังนั้น จึงควรมีการวางแผนทางการเงิน โดยควรได้รับบริการด้าน Wealth Advice เพื่อให้ความรู้และคำแนะนำไปสู่การจัดพอร์ตเพื่อให้มีการกระจายการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับเป้าหมายในระยะยาว
แต่อย่างไรก็ตาม เข้าสู่ช่วงการทำงาน เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว บางคนอาจมีครอบครัว มีบ้าน คอนโด รถ เริ่มมีภาระและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น Gen Y จึงเริ่มมองหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย ดังนั้นจึงควรจะแบ่งเงินลงทุน 50% จากเงินเก็บ โดยเลือกลงทุนในกองทุน หรือตราสารเงินที่คุ้มครองเงินต้น ส่วนเงินเก็บอีก 50% ที่เหลือก็ควรออมที่ได้ดอกเบี้ยสูง เช่น ฝากประจำปลอดภาษี หรือโครงการพิเศษต่างๆ และควรเริ่มมองการลงทุนหุ้นในระยะยาวด้วย

  • Generation X (อายุ 39 – 53 ปี)
ต้องเน้นลงทุนให้สอดคล้องกับช่วงวัย ควรรับบริการ Wealth Advice เพื่อช่วยให้ความรู้และคำแนะนำไปสู่การจัดพอร์ต พร้อมทั้งการวางแผนการลงทุนรองรับการเกษียณผ่าน Post-retirement products โดยไม่ควรลงทุนแบบโลดโผน หากจะลงทุนในหุ้นก็ควรเป็นการลงทุนในระยะยาว เพื่อรอรับผลประโยชน์หลังจากเกษียณ
โดยแบ่ง 30% ของเงินเก็บไปลงทุน และอีก 70% ออมกับธนาคารหรือลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่คน Gen X นิยมลงทุนในกองทุนรวมประเภท LTF หรือ RMF เพราะเป็นการลงทุนหุ้นในระยะยาว และยังนำมาช่วยลดหย่อนภาษีได้ด้วย เนื่องจากคนวัยนี้มีรายได้มาก จึงต้องเสียภาษีมากตามไปด้วย อีกหนึ่งการลงทุนที่เหมาะกับ Gen นี้คือ การซื้อประกัน เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ในอนาคตอาจจะมีปัญหาสุขภาพตามมา ดังนั้น การซื้อประกันสุขภาพและประกันที่เป็นการเก็บเงินเอาไว้ใช้ในระยะ 10 – 20 ปีข้างหน้า จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

  • Baby Boomer และ Post War (อายุ 54 ปี ขึ้นไป)
เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการลงทุนในกองทุนรวมสูงที่สุด และเริ่มนำเงินไปลงทุนเนื่องจากเข้าสู่วัยเกษียณ ดังนั้น การพัฒนา Post-retirement products รองรับผู้ลงทุนกลุ่มนี้จะเป็นการสนับสนุนให้นำเงินมาลงทุนผ่านตลาดทุน และช่วยป้องกันการนำเงินไปลงทุนนอกระบบซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกได้ เพราะคนวัยนี้แทบจะเรียกได้ว่าใกล้จะหมดภาระแล้ว และใกล้เกษียณอายุจากการทำงาน จึงควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนทุกรูปแบบ แล้ววางแผนการเงินให้พอสำหรับการใช้ชีวิตในบั้นปลายของตัวเอง
แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้แบ่งเงินมาลงทุนเลย ยังควรต้องลงทุนอยู่แต่ลดลงให้เหลือน้อยเพียง 10% และอีก 90% ของเงินเก็บ ควรฝากไว้กับธนาคาร ไม่ควรลงทุนเพิ่มในหน่วยการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ยกเว้นกรณีที่ลงทุนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการทำงานก็ควรรักษาการลงทุนนั้นไว้

ที่มา :

ยังมีอีกหลายเทคนิคการลงทุน ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงอิสรภาพทางการเงินได้ไม่ยาก

การออม…ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อาจเป็นปัญหาใหญ่หากคนไทยยังออมเงินไม่เป็น

อัปเดต ‘สิทธิลดหย่อนภาษี ปี 2563’ ที่ต้องรู้ ‘ลุงตู่’ ฝากมาบอก

New Year’s Resolution : 3 สิ่งที่ควรทำเมื่อเริ่มปีใหม่