จาก “กฎบอสแมน” ถึง “แบนเรือใบ” คารวะ Jean-Marc Bosman และ Rui Pinto หัวหน้าคณะปฏิวัติวงการลูกหนังโลก! (ตอนแรก)

906

ข่าวใหญ่ยิ่งกว่า “ระเบิดภูเขา เผากระท่อม” ที่กำลังสั่นสะเทือนวงการฟุตบอลยุโรปอยู่ในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นข่าว “แบนเรือใบ” หรือสโมสร “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” ยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ ที่นอกจากจะเป็นข่าวในระดับ “แผ่นดินไหวครั้งใหญ่” แล้ว เชื่อว่าผลกระทบดังกล่าวอาจก่อให้เกิด “อาฟเตอร์ช็อค” ตามมาในอีกหลายรายการ


ผมเชื่อว่า “แฟนพันธุ์แท้” SALIKA ที่เกาะติด “วงการลูกหนังโลก” คงไม่ต้องลงรายละเอียดอะไรให้มากมายนัก
แต่สำหรับท่านที่ไม่ได้ติดตามกีฬาฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง ผมขออนุญาตเล่าสถานการณ์ย่อๆ ให้ฟังดังนี้ครับ
ต้นเรื่องของการ “แบนเรือใบ” หรือสโมสร “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” พี่ใหญ่แห่งศึก “พรีเมียร์ ลีก” มีที่มาอยู่ว่า “สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป” หรือ “ยูฟ่า” ได้ตรวจพบหลักฐานการปลอมแปลงบัญชีรายรับ ที่ “เรือใบสีฟ้า” เคยส่งให้ทาง “ยูฟ่า” ตรวจสอบ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงปี ค.ศ. 2012-2016 ครับ

ถามว่า ทำไมต้อง “ปลอมแปลงบัญชี” ?
ตอบว่า ก็เพื่อที่ “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” จะได้ไม่โดนตัดสินว่าทำผิดกฎ “ยูฟ่า” และ “ฟีฟ่า” ในข้อหา “กระทำความผิดอย่างรุนแรง” ต่อ “กฎควบคุมการเงิน” หรือ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” นั่นเอง
หรืออย่างน้อย การ “ปลอมแปลงรายรับ” ดังกล่าวของทีม “เรือใบ” ก็จะได้ไม่ถูกมองว่า “ขาดทุน” จนถึงระดับที่ต้องโดนลงโทษขั้นร้ายแรง
แล้วกฎ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” คืออะไร ?
“ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” หรือ “กฎควบคุมการเงิน” มีไว้เพื่อป้องกันการ “กินรวบ” ของบรรดาสโมสรฟุตบอลเงินถุงเงินถังแห่งยุโรป ครับ
ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในทุกๆ วงการนักกีฬาอาชีพ โดยเฉพาะฟุตบอลที่เป็นกีฬาชนิดทีม เกี่ยวกับการซื้อ-ขายผู้เล่นเก่า-ใหม่ เข้าและออกจากสโมสร

พูดอีกแบบก็คือ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” เขียนขึ้นสำหรับการปกป้องสโมสรเล็กสโมสรน้อย ที่มักถูกทีมใหญ่ที่ร่ำรวยเงินทอง กวาดต้อนเอานักเตะเก่งๆ ไปเข้าสังกัดจนหมด

แปลไทยเป็นไทยก็คือ กฎดังกล่าวได้สร้างสิทธิในการตรวจสอบขึ้นมา ระหว่าง “รายจ่าย” กับ “รายรับ” ของสโมสร

ยกตัวอย่าง “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” ได้ติดต่อขอซื้อตัว Sergio Agüero จากสโมสร Atlético Madrid ยักษ์ใหญ่แห่งลา ลีกา สเปน สนนราคา 40 ล้านปอนด์
“ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” ก็จะเข้าไปสำรวจตรวจตราว่า “เรือใบสีฟ้า” มี “รายรับ” ที่งอกเงยหลังจากที่ซื้อ Sergio Agüero มากน้อยเพียงไร ถ้ามาก ก็รอดตัวไป แต่ถ้าน้อย ก็จะถูกเพ่งเล็งว่า “ขาดทุน” ทดแต้มไว้ในใจ
ต่อมาหาก “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” ได้ซื้อ Raheem Sterling จาก “ลิเวอร์พูล” อีกคนหนึ่งในราคา 50 ล้านปอนด์ หากปิดฤดูกาลแล้ว “เรือใบสีฟ้า” มีกำไรงอกเงยขึ้นมาก็รอดตัวไป แต่หากขาดทุน อันนี้ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” ก็เริ่มจะทำงาน
ด้วยการเพ่งเล็ง และจับตา การซื้อนักเตะคนต่อๆ ไป ว่าราคาเท่าใดบ้าง และคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ พูดง่ายๆ ว่า “ยูฟ่า” จะนำรายรับหักออกจากรายจ่าย
ซึ่ง 100 ทั้ง 100 ไม่มีทางที่รายรับจากค่าตั๋วเข้าชม หรือรายได้จากการจำหน่ายเสื้อบอลจะเพียงพอ ยิ่งค่าตัวนักเตะนับวันจะยิ่งทวีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้
อันนำมาสู่การตรวจพบหลักฐานการปลอมแปลงบัญชีรายรับที่ “เรือใบสีฟ้า” เคยส่งให้ทาง “ยูฟ่า” ตรวจสอบ ตามที่ได้เล่ามา
ที่นอกจากจะทำให้ “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” ต้องเผชิญหน้ากับการลงโทษหนักจาก “ยูฟ่า” คือการ “ห้ามลงเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” และ “รายการอื่นๆ ของยุโรป” เป็นเวลา 2 ฤดูกาล นับตั้งแต่ฤดูกาล 2020/21 ที่จะถึงนี้ และในฤดูกาล 2021/22 อีกด้วย
และอาจส่งผลสะเทือน “อาฟเตอร์ช็อค” ต่อไปถึงขั้น อาจจะโดนริบ “แชมป์ พรีเมียร์ลีก” ฤดูกาล 2013/14 สืบเนื่องจากการโดนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ลงโทษ อันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ “ปลอมแปลงรายรับ” นี้ เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2012 นั่นเองครับ

นี่คือเรื่องราว 2 ตอนนับจากนี้ครับท่านสารวัตร ที่ผมจะได้วิเคราะห์ตัวละครสำคัญจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขออนุญาตย้อนหลังกลับไปดูประวัติศาสตร์ “การปฏิวัติวงการลูกหนังโลก” ก่อนเกิดอาเพศกับ “เรือใบสีฟ้า” ในครั้งนี้

ผมตั้งชื่อบทความเอาไว้ว่า จาก “กฎบอสแมน” ถึง “แบนเรือใบ” คารวะ Jean-Marc Bosman และ Rui Pinto “หัวหน้าคณะปฏิวัติ” วงการลูกหนังโลก!
Bosman
Jean-Marc Bosman
ใช่ครับ เรากำลังจะพูดถึง Rui Pinto กับบทบาท “จอมแฉ” บันลือโลก ที่ Hack เอาเอกสารทางการเงินของสโมสรฟุตบอลต่างๆ โดยเฉพาะสโมสรฟุตบอลที่ร่ำรวย ซึ่งเขาตั้งข้อสงสัยว่า สโมสรเหล่านั้นได้กระทำผิดกฎ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์”
แต่ก่อนจะไปพูดถึง Rui Pinto ในตอนนี้ คงต้องเท้าความถึง “นักปฏิวัติรุ่นพี่” ผู้มีนามว่า Jean-Marc Bosman กันก่อน
เพราะ Jean-Marc Bosman คือบุคคลในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล ที่กล้าอาสาเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์หรือเป็นผู้ปลดแอก “สัญญาทาส” ให้กับนักฟุตบอลร่วมรุ่นของเขา
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักฟุตบอลรุ่นน้อง รุ่นลูก รุ่นหลาน ที่กำลังคลานตามกันมานั่นเองครับ
เหตุผลก็คือ Jean-Marc Bosman ผู้นี้ คือเจ้าของแสลงคำว่า “กฎบอสแมน”
แล้ว “กฎบอสแมน” คืออะไร ?
ในวาระครบรอบ 30 ปี “กฎบอสแมน” ผมขออนุญาตอธิบายสั้นๆ ดังนี้ครับ
จุดเริ่มต้นของ “กฎบอสแมน” คือการที่เขารู้สึกว่าตนนั้นถูกสโมสรต้นสังกัดเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งต้นสังกัดของ Jean-Marc Bosman ในเวลานั้นก็คือสโมสรเอฟซี ลีแอช แห่งลีกเบลเยียม บ้านเกิดเมืองนอน
เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อ Jean-Marc Bosman ได้เซ็นสัญญาเป็นเวลา 2 ปีกับสโมสรลีแอชดังกล่าว ซึ่งขณะนั้นอยู่ในดิวิชั่น 2 ของเบลเยียม เมื่อปี ค.ศ. 1988
ทำให้ในปี ค.ศ. 1990 สัญญาดังกล่าวระหว่าง “บอสแมน” กับต้นสังกัดคือ “ลีแอช” จะต้องสิ้นสุดลง

Jean-Marc Bosman

โดยในขณะนั้น เขาได้รับความสนใจจากสโมสร “ดันเคิร์ก” ของฝรั่งเศสที่ต้องการดึงตัวไปร่วมทีม ภายใต้สัญญา 1 ปี พร้อมกับเงินเดือน 100,000 ฟรังก์เบลเยียม บวกเงินโบนัสอีก 900,000 ฟรังก์

เมื่อทั้งสองสโมสรเห็นชอบร่วมกันที่เซ็นสัญญายืมตัว 1 ปี โดย “ดันเคิร์ก” ต้องจ่ายให้ “ลีแอช” 1,200,000 ฟรังก์ โดยมี Option ว่า “ดันเคิร์ก” สามารถคว้าตัว “บอสแมน” ไปได้อย่างถาวรในปีถัดไป ด้วยการจ่ายเงินเพิ่มอีก 4,800,000 ฟรังก์

อนิจจา พอครบ 1 ปี ความโลภก็มาเยือน “ลีแอช” ที่โก่งค่าตัวของ “บอสแมน” เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 8 เท่า!

ทำให้ ในที่สุด “ดีลย้ายทีม” ของ “บอสแมน” จึงเป็นโมฆะ และหลังจากนั้น “ลีแอช” ก็เริ่ม “รังแกบอสแมน” ประเดิมด้วยการลดค่าจ้างลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 120,000 ฟรังก์เบลเยียม เหลือเพียง 30,000 ฟรังก์
ซึ่งนับเป็นอัตราเงินค่าจ้างต่ำที่สุดในเบลเยียม
ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาไม่ได้เป็นผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ของสโมสรอีกต่อไปแล้ว!
เมื่อความอยุติธรรมมาเยือน Jean-Marc Bosman จึงต้องลุกขึ้นทวงถามความเป็นธรรมนั้นด้วยตนเอง!
จึงออกโรงต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ที่เขาควรจะได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 1990 โดยได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากต้นสังกัด และสมาคมฟุตบอลเบลเยียม
และศาลเบลเยียมได้ตัดสินให้เขาสามารถย้ายไปเล่นกับ “ดันเคิร์ก” ได้โดยไม่มีค่าตัว ในเดือนพฤษภาคม ปี 1991
หลังหมดสัญญากับ “ดันเคิร์ก” ในปี ค.ศ. 1992 “บอสแมน” ซึ่งขณะนั้นอายุมากขึ้น พูดอีกแบบก็คือหมดวัยสำหรับการเล่นฟุตบอลอาชีพแล้ว ซึ่งหมายถึง “ตกงาน” นั่นเอง
เขาจึงยกข้อเรียกร้อง “ค่าเสียโอกาส” กับทาง “ลีแอช” แต่ก็ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าว “บอสแมน” จึงยื่นฟ้องต่อศาลของสหภาพยุโรป เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 1 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1995
และในที่สุด “ศาลอียู” ได้ตัดสินให้ “บอสแมน” เป็นผู้ชนะคดี!
เหตุการณ์ที่ผมเล่ามาทั้งหมดคือบ่อเกิดของ “กฎบอสแมน” ซึ่งถือเป็นการ “ปฏิวัติวงการลูกหนังโลก” ในยกแรก!
เพราะหลังจากนั้น แวดวงฟุตบอลได้นำ “กฎบอสแมน” ไปใช้กันถ้วนหน้า ซึ่งหมายถึง “กฎการย้ายแบบใหม่” ที่ปลดแอกนักเตะทุกคนจาก “สัญญาทาส” ทั้งมวลนั่นเองครับ
“กฎบอสแมน” มีรายละเอียดอย่างไร ?
อธิบายง่ายๆ ได้ว่า “กฎบอสแมน” คือการให้อิสระกับ “นักเตะที่กำลังจะหมดสัญญา” กับสโมสรต้นสังกัด ในการ “ย้ายทีม” ได้แบบ “ไม่มีค่าตัว”
และสามารถ “เจรจาย้ายทีม” ได้ทันทีที่สัญญากับทีมต้นสังกัดปัจจุบันมี “อายุเหลือ 6 เดือน”
เพราะหากไล่เรียงเหตุการณ์ของ Jean-Marc Bosman มาตั้งแต่ต้นก็จะพบว่า นักเตะอาชีพใน “รุ่นบอสแมน” และ “รุ่นพี่ทั้งหมด” จะ “มีสิทธิ์ย้ายทีมได้” ก็ต่อเมื่อ ทั้ง 2 สโมสร คือต้นสังกัดปัจจุบัน กับสโมสรใหม่ “ต้องมีความเห็นชอบร่วมกัน” โดยเฉพาะในเรื่อง “ค่าตัว”
แปลไทยเป็นไทยก็คือ “นักเตะไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในสัญญา” เลยแม้แต่ประการเดียว คือต้องขอ “ความเห็นชอบ” ทุกกรณีจากต้นสังกัด
หรือพูดอีกแบบก็คือ Jean-Marc Bosman คือ “ผู้ปลดแอก” นักเตะที่ถูกพันธนาการไว้ด้วย “สัญญาทาส” นั่นเองครับ!

ภาคต่อรอคุณอยู่

จาก “กฎบอสแมน” ถึง “แบนเรือใบ” คารวะ Jean-Marc Bosman และ Rui Pinto “หัวหน้าคณะปฏิวัติ” วงการลูกหนังโลก! (ตอนจบ)