สาลิกาคาบข่าว Vol.49/63

162

ผู้ประกอบการคอนกรีตยกอีอีซีดันอุตสาหกรรมก่อสร้างสดใส คาดปี 63 ‘นิคมฯอสังหาฯบูม

นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ทคอนกรีต จำกัด (มหาชน) (SMART) ผู้ผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบาด้วยระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงเพื่อใช้ในงานก่อสร้างและงานกั้นผนังอาคาร กล่าวถึงทิศทางธุรกิจปี 2563 ว่าจะมีแนวโน้มที่ดีจากนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ผลักดันให้เกิดการลงทุนก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า โครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ งานโครงการก่อสร้างอาคารภาครัฐ และผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทยอยลงทุนในโครงการใหม่ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างอิฐมวลเบาปรับตัวดีขึ้น ซึ่งบริษัทมีแผนเดินหน้าทำการตลาดเชิงรุก แนะนำสินค้าให้เป็นที่รู้จัก ผลักดันสินค้าผ่านช่องทางการจำหน่ายให้หลากหลายมากขึ้น และมีการขยายฐานลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนรายได้งานภาครัฐอยู่ที่ 28% ภาคเอกชน 70% และต่างประเทศ 2%

5 ธุรกิจอ่วมหลังนักท่องเที่ยวจีนหาย กระทบรายได้ 1.7 แสนล้าน

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน ได้ประเมินผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อภาคเศรษฐกิจและธุรกิจของไทย โดยมองว่ากรณีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสต่อเนื่องยาวไปจนถึง 6 เดือน คาดว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3.5 ล้านคน ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยลดลงไปกว่า 170,000 ล้านบาท และฉุดให้จีดีพีของไทยในปี 63 ลดลง 1% แต่หากทางการจีนควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้เร็วภายใน 3 เดือน คาดว่าผลกระทบจะลดลง นักท่องเที่ยวจีนจะหายไปประมาณ 1.6 ล้านคน ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยลดลงไปกว่า 80,000 ล้านบาท และฉุดให้จีดีพีลดไป 0.4% ผลกระทบจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวชาวจีนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่คนจีนใช้จ่ายจำนวนมาก 5 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจช้อปปิง  2.ธุรกิจที่พักแรม 3.ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม 4.ธุรกิจเดินทาง และ 5.ธุรกิจบันเทิง   โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากสุดจะอยู่ในจังหวัดที่คนจีนนิยมท่องเที่ยว อาทิ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และเชียงราย

อเด็กโก้ชี้องค์กรยุคใหม่เมินใบปริญญา เน้นจ้างพนักงานทักษะหลากหลาย

ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย กล่าวถึงแนวโน้มการจ้างงานในปัจจุบันมีการจ้างงานในรูปแบบฟรีแลนซ์เข้ามาผสมผสานกันมากขึ้น เพื่อลดรายจ่ายประจำของบริษัท ส่วนการจ้างงานในรูปแบบพนักงานประจำ องค์กรก็ต้องการพนักงานที่มีทักษะที่หลากหลาย (Multi Skill) มากขึ้น นอกจากเหตุผลเรื่องความคุ้มค่าแล้ว ยังเป็นเพราะธุรกิจในปัจจุบันมีการ Disruption อยู่ตลอดเวลา องค์กรจึงต้องการพนักงานที่มีความรู้และทักษะรอบด้านเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่นหากคุณทำงานในสายการตลาด นอกจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในสายงานที่ต้องมีแล้ว ทุกวันนี้คุณยังจำเป็นต้องมีทักษะด้านดิจิทัล ทักษะด้านการออกแบบ และมีความรู้ความเข้าใจในงาน IT หรือ E-Commerce เพิ่มเติมด้วย ในอนาคตแนวโน้มของการกำหนดอัตราเงินเดือนจะขึ้นอยู่กับทักษะของผู้สมัครมากกว่าใบปริญญา เพราะความรู้ที่เรียนมาจะล้าหลังกว่าความรู้ในโลกการทำงานจริง ใบปริญญาจึงวัดอะไรไม่ได้ไม่มากนัก ดังนั้นหากอยากก้าวหน้าในยุคนี้สิ่งสำคัญที่คนทำงานต้องมีคือการหมั่นเรียนรู้และพัฒนาทักษะอยู่เสมอ ทั้งการเสริมทักษะใหม่ (Upskilling) และพัฒนาทักษะเดิมที่มีอยู่ (Reskilling) ทักษะเหล่านี้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้องค์กรยอมจ่ายเงินเดือนที่สูงขึ้นและผลักดันสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในองค์กร

ออนไลน์จีนโตแรงสวนโควิด-19 แนะผู้ส่งออกไทยเตรียมพร้อมรับกำลังซื้อกลับมา

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กลายเป็นแรงผลักดันธุรกิจอีคอมเมิร์ซและบริการดิจิทัลคอนเทนต์มาแรง เพราะประชาชนหลีกเลี่ยงการออกไปที่สาธารณะและใช้เวลาที่บ้านมากขึ้น ทั้งนี้ รายงานจาก JD.com ระบุว่ายอดการสั่งซื้อข้าวและผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้นกว่า 154% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เช่นเดียวกับสินค้าอาหารทะเลและเนื้อวัว นอกจากนี้มีรายงานว่าประชาชนส่วนใหญ่นิยมสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ร้านอาหารหลายแห่งเริ่มปรับตัวและให้บริการร่วมกับแพลตฟอร์มแอพพลิเคชั่นต่างๆมากขึ้น อาทิ ปรับระยะทางของการส่งอาหารให้ไกลขึ้น จำหน่ายสินค้าอาหารแช่แข็ง อาหารกึ่งสำเร็จรูป และขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ต คาดว่าภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้การขนส่งประมาณ40% จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้การส่งออกนำเข้า การขนส่งและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติภายหลังท่าเรือด่านศุลกากรจีนกลับมาเปิดทำการ เป็นอีกช่องทางสำคัญที่จะช่วยเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่จีนมีความต้องการสูงในระยะนี้ รวมถึงสินค้าที่ตอบสนองต่อรูปแบบการใช้ชีวิตในบ้าน อาทิ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งขนาดเล็ก สินค้ากลุ่มอโรมาและผลิตภัณฑ์สปา ซี่งไทยมีศักยภาพเป็นแต้มต่อและโอกาสทางการค้า

สงครามการค้าหนุนส่งออก SME โต 3.6% ทะลุ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ
ดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงตัวเลขการส่งอออกของ SME ในรอบปี 2562 พบว่ามีมูลค่ารวม 75,477.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 3.6 และมีสัดส่วนการส่งออกของ SME ต่อการส่งออกรวมของประเทศ คิดเป็นร้อยละ 30.6 เฉพาะเดือนธันวาคม 2562 มีการส่งออกคิดเป็นมูลค่า 5,530 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีปัจจัยบวกมาจากตลาดส่งออกสำคัญของ SME ส่วนใหญ่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐอเมริกา ซึ่งขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 11.4 และ 10.1 ตามลำดับ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง เพื่อทดแทนสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างกัน (สงครามการค้า) เช่น เม็ดพลาสติก ทองแดงบริสุทธิ์ ยางนอกรถยนต์และยานพาหนะอื่นๆ อุปกรณ์ Solar cell เครื่องคำนวณและประมวลผล ท่อและข้อต่อ ตะปู หมุดที่ทำด้วยเหล็ก รวมทั้งฟูก ที่นอน และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ  กลุ่มผลไม้สดโดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และผลไม้แปรรูปต่างๆ ขยายตัวถึงร้อยละ 34.4 กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวร้อยละ 13.2 กลุ่มเครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าขยายตัวร้อยละ 1.1 นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่นๆที่ขยายตัวได้แก่เฟอร์นิเจอร์อาหารแปรรูปเครื่องหนังเป็นต้น

มหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลก ควัก 3 แสนล้านบาทตั้งกองทุนลดโลกร้อน

เจฟฟ์ เบซอส
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเจฟฟ์ เบซอสประธานบริษัท Amazon ยักษ์ใหญ่ขายของออนไลน์จากสหรัฐอเมริกา มอบเงิน 312,100 ล้านบาท เพื่อช่วยโลกต่อสู้กับปัญหาสภาพอากาศ ด้วยการจัดตั้งกองทุนเบซอส เอิร์ธ ฟันด์มูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ  3 แสนล้านบาท สนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ นักเคลื่อนไหว และเอ็นจีโอที่พยายามเสนอแนวทางที่เป็นไปได้ในการช่วยอนุรักษ์และปกป้องโลกธรรมชาติ เพื่อให้เป็นทุนในความพยายามที่จะช่วยโลก และให้ก่อเกิดความสามารถที่แท้จริงในการกอบกู้สภาพอากาศกลับคืนมา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามใหญ่ที่สุดต่อโลก เจฟฟ์ เบซอส ถือเป็นมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลกด้วยทรัพย์สิน 123,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3.8 ล้านล้านบาท จัดอยู่ในกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่อแนวคิดของคนทั้งโลซึ่งเขาได้ออกมาย้ำเตือนถึงสิ่งที่มนุษย์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นั่นก็คือปัญหาโลกร้อน

อเมริกันเปิดบริการกรีน นำร่างมนุษย์ทำเป็นปุ๋ย

recompose.life/news,2019
เว็บไซต์ Environman รายงาน บริษัท Recompose จากสหรัฐอเมริกาเริ่มโดย Katrina Spade ที่เปิดบริการนำร่างมนุษย์ไปทำเป็นปุ๋ย Human Composting ชี้ว่ากระบวนการนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการเผาหรือฝังแบบปกติ ซึ่งจะเปิดบริการที่แรกในรัฐ Washington โดยวิธีของ Recompose จะนำร่างของผู้เสียชีวิตเข้าภาชนะหมุนได้ที่เรียกว่า composting pods พร้อมกับวัสดุธรรมชาติต่างๆ อย่างไม้สับ ฟางข้าว มีการควบคุมอุณหภูมิ สภาพก๊าซต่างๆ ให้เหมาะสมกับการย่อยสลาย โดยตัวเครื่องจะหมุนร่างกายให้เกิดกระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติ กระบวนการจะเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาประมาณ 4-7 สัปดาห์ กลายเป็นปุ๋ยออกมาและใส่ต้นไม้ได้ ล่าสุดจากการศึกษาบนร่างของอาสาสมัครที่เสียชีวิตแล้ว เผยให้เห็นว่าทุกส่วนย่อยสลายอย่างปลอดภัยหมดจดภายใน 30 วัน ไม่ว่าจะเป็นกระดูก ฟันก็กลายเป็น compost โดยรายงานว่าวิธีนี้ใช้พลังงานต่ำกว่าการทำศพแบบอื่นถือเป็นวิธีลาโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม