สาลิกาคาบข่าว Vol.51/63

141

‘บิ๊กตู่’ ไฟเขียวอัดงบหมื่นล้านอุ้มเอสเอ็มอี ปรับปรุง ซ่อมแซม ขยายกำลังการผลิต

น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบการจัดทำมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอี รวมวงเงินทั้งสิ้น 10,665 ล้านบาท ผ่านโครงการต่างๆ ได้แก่ สนับสนุน SME รายย่อยผ่านกองทุน สสว. 5,000 ล้าน อุดหนุนผ่านโครงการ บสย. สร้างไทย 5,000 ล้าน โครงการ FX Option 450 ล้าน และมาตรการ MSME 2020 วงเงิน 215 ล้านบาท เพื่อช่วยขับเคลื่อนเอสเอ็มอีทุกมิติ นำไปปรับปรุง ซ่อมแซม ยกระดับการพัฒนาการให้บริการ ขยายกำลังการผลิต ซึ่งจะทำให้กิจการสามารถดำเนินงานต่อไปได้ ทำให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนของเงินทุนในระบบ และยังเป็นการรักษาและเพิ่มการจ้างงานให้สูงขึ้น

‘อว.’ เปิดตัวรถยนต์จิ๋วไร้คนขับ เช็คตำแหน่งด้วยดาวเทียม หนุนนโยบาย EEC

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ร่วมกับ AsiaTechnology Industry (ATI) , บริษัท Tokai Clarion จำกัด, บริษัท Kokusai Kogyo จำกัด , Asian Institute of Technology และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมจัดสาธิตระบบขับขี่อัจฉริยะรถพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กด้วย micro EVs ซึ่งเป็นการขับขี่แบบอัตโนมัติ โดยใช้การกำหนดตำแหน่งจากดาวเทียมด้วยระบบดาวเทียม Quasi-Zenith Satellite System (QZSS) ของประเทศญี่ปุ่น ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ ( SKP) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายพรเทพ นวกิจกนก รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ จิสด้า กล่าวว่าระบบขับขี่อัจฉริยะด้วยรถพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็ก micro EVs มีการขับขี่แบบอัตโนมัติที่เกิดจากการควบคุมด้วยการกำหนดตำแหน่งจากดาวเทียม QZSS ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ระบุพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลกแม่นยำสูงถึงระดับ 10 เซนติเมตรหรือน้อยกว่า นับว่ามีความแม่นยำมากที่สุดในโลก มีประสิทธิภาพสูงครอบคลุมพื้นที่เอเซียและโอเชียเนีย นอกจากจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศแล้วยังเป็นการเปิดโอกาสในการสำรวจโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวในเชิงพานิชย์ เช่น อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี, ผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการของโครงการ R&D ที่ต้องการขับขี่แบบอิสระและปลอดภัยสูง เอื้อต่อการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนหรือมาลงหลักปักฐานในพื้นที่ EEC ในอนาคต

ปตท. พัฒนานวัตกรรมแผ่นปิดแผลชนิดไบโอเซลลูโลส ยกไทย ‘ฮับ’ เทคโนโลยีการแพทย์

นายวิทวัส สวัสดิ์-ชูโต ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กล่าวถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.ในการส่งเสริมงานวิจัยที่สร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ใหม่ไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่สามารถต่อยอด New Business S-Curve ตอบสนองให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยสถาบันนวัตกรรม ปตท. ได้พัฒนาไบโอเซลลูโลสที่มีส่วนประกอบหลักจากเส้นใยเซลลูโลสบริสุทธิ์ผลิตจากจุลินทรีย์ขนาดนาโนเมตร ซึ่งประกอบด้วยรูพรุนขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้ดูดซึมน้ำได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับใช้เป็นวัสดุปิดแผลเนื่องจากสามารถควบคุมสภาวะที่เหมาะสมในการรักษาบาดแผลของร่างกาย ส่งผลให้บาดแผลหายเร็วขึ้นและไม่ต้องพึ่งสารเคมีจากภายนอก โดยได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาวัสดุไบโอเซลลูโลสตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์จุลินทรีย์ที่มีความเหมาะสมในการผลิต การพัฒนากระบวนการผลิต ตลอดจนการคัดเลือกเทคโนโลยีสำหรับกระบวนการฆ่าเชื้อของเวชภัณฑ์ทางการแพทย์อย่างครบวงจร เพื่อพัฒนาและผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านเวชภัณฑ์ทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโรคผิวหนังที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าระดับสากล

ทักษะแรงงานไทยก้าวช้ากว่า AI โดน ‘อินโดฯ’ แซงหน้าอันดับทรัพยากรบุคคลโลก

น.ส.ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย เปิดเผยรายงานดัชนีศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรบุคคลของโลกประจำปี 2563 (Global Talent Competitiveness Index: GTCI) พบว่าประเทศไทยมีคะแนนรวมดีขึ้น โดยมีคะแนนที่ 41.30 สูงขึ้นจากปีก่อนที่มีคะแนน 38.62 อย่างไรก็ตามพัฒนาการของไทยยังช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยพบว่าอันดับของประเทศไทยลดลงจากอันดับที่ 66 สู่อันดับที่ 67 ถูกประเทศอินโดนีเซียแซงขึ้นมาอยู่อันดับที่ 65 และครองอันดับ 4 ในกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC การที่ประเทศไทยมีคะแนนรวมสูงขึ้นแต่อันดับตกลงนั้น เป็นเพราะการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันของแรงงานไทยซึ่งยังไม่พอกับสภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ไทยจึงควรเร่งพัฒนาทักษะให้กับประชาชนทั้งด้านดิจิทัล เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ ภาษาต่างประเทศ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงการปฏิรูปการศึกษาและส่งเสริมค่านิยมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้แรงงานไทยมีภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

ข่าวดี! ความเชื่อมั่นอุตฯเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้น แต่ความหวัง 3 เดือนข้างหน้ายังวังเวง

Supant Mongkolsuthree, Federation of Thai Industries at
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนม.ค.2563 อยู่ที่ระดับ 92.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค.2562 อยู่ที่ระดับ 91.7 เนื่องจากผู้ประกอบการกลับมาเร่งปริมาณการผลิตหลังจากติดวันหยุดต่อเนื่องในเดือนธ.ค. ทำให้ทุกองค์ประกอบของดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า นอกจากนี้ยังได้อานิสงส์จากสินค้าที่ใช้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (พีเอ็ม 2.5) มียอดขายเพิ่มขึ้น อาทิ สินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องมือแพทย์ ยา และเคมีเพื่อการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ รวมถึงกลุ่มเยื่อและกระดาษจากความต้องการใช้หน้ากากอนามัยที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับช่วงเทศกาลตรุษจีนยังส่งผลดีต่อการใช้จ่ายในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม อีกทั้งสงครามการค้าเริ่มคลี่คลายลงจากการที่สหรัฐและจีนได้บรรลุข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 อย่างไรก็ตาม แม้ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ จะเพิ่มขึ้นแต่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการยังอยู่ในระดับที่ไม่ดีเท่าที่ควร ขณะที่ความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 99.4 ลดลงจากเดือนธ.ค.2562 คาดการณ์อยู่ที่ระดับ 100.1 โดยค่าดัชนีต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2559 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อการชะลอตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะในภาคเกษตรจากปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งการระบาดของไวรัสโควิด-19 หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การส่งออกและเศรษฐกิจในประเทศ

เกาหลีใต้พบผู้ป่วย ‘โควิด-19’ ตายรายแรก สถานการณ์ญี่ปุ่นยังวิกฤตติดเชื้อกว่า 600 คน

ผลกระทบจากไวรัสโคโรน่า
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (เคซีดีซี) แถลงวันนี้ (20 ก.พ.) พบผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 รายแรกเป็นชายวัย 63 ปี ซึ่งรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองชองโด ใกล้กับเมืองแทกู ทางภาคใต้ของประเทศ ขณะที่ยอดผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ที่พบในวันนี้ 53 คน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อรวมพุ่งเป็น 104 คน โดยผู้ป่วยใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองแทกู ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งหาสาเหตุที่แท้จริงของการระบาดที่ลุกลามอย่างรวดเร็วนี้ ด้านสถานการณ์ในญี่ปุ่นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อรู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับมาตรฐานการกักกันและคัดกรองโรคโควิด-19 บนเรือสำราญไดมอนด์ ปรินเซส ซึ่งจอดเทียบท่าที่เมืองโยโกฮามาที่มีผู้โดยสารและลูกเรือราว 3,700 คน ถูกทางการญี่ปุ่นสั่งกักกันโรคและห้ามคนบนเรือขึ้นฝั่งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่คนแรกเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ล่าสุดเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระบุว่ายอดผู้ติดเชื้ออยู่ที่อย่างน้อย 621 คน ถือเป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (20 ก.พ.) ว่ามีผู้โดยสาร 2 คนเสียชีวิตจากการติดเชื้อบนเรือ เป็นชายวัย 87 ปีและเป็นหญิงวัย 84 ปี ทั้งคู่ถูกนำตัวลงจากเรือไปรับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อสัปดาห์ก่อน

‘หวังอี้’ ขอบคุณสมาชิกอาเซียน ยืนยันโควิด-19 ในจีนเริ่มอยู่ภายใต้การควบคุม

www.xinhuathai.com
สำนักข่าวซินหัวรายงาน หวังอี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียนที่ยืนหยัดเคียงข้างและให้กำลังใจจีนเพื่อต่อสู้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) และแสดงความมั่นใจในการเอาชนะโรคระบาดครั้งนี้ ขณะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจีน-อาเซียนสมัยพิเศษ และการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 5 ณ นครหลวงเวียงจันทน์  หวังอี้กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงก่อนการประชุมว่า โอกาสที่พวกเรามาร่วมกันในที่แห่งนี้มีความหมายพิเศษยิ่ง ปัจจุบันประชาชนจีนต่างร่วมใจเป็นหนึ่งในการต่อสู้กับไวรัส โรคระบาดในครั้งนี้โจมตีจีนอย่างกะทันหัน และแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แต่พวกเราก็หาได้ย่อท้อหรือล้มลง ภายใต้การบัญชาการของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ชาวจีนกว่า 1,400 ล้านคน สมัครสมานสามัคคี ตั้งกลไกระดับประเทศ ใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีในการต่อสู้กับไวรัสร่วมกัน สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น เมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ยซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโรคเริ่มอยู่ภายใต้การควบคุม ส่วนพื้นที่ต่างๆนอกหูเป่ยก็มีข่าวที่น่ายินดีอย่างไม่ขาดสาย ยกตัวอย่างเช่น ยอดจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อลดลงต่อเนื่องเป็นเวลา 15 วันแล้ว ส่วนผู้ป่วยที่รักษาหายได้ออกจากโรงพยาบาลก็เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ นับจนถึงวันที่ 18 ก.พ. มีผู้ป่วยกว่า 14,000 รายที่รักษาหายและออกจากโรงพยาบาล เมื่อวานนี้นับเป็นวันที่มีความหมายยิ่ง เนื่องจากจำนวนผู้ที่ได้ออกจากโรงพยาบาลมีมากกว่าจำนวนผู้ที่ยืนยันผลว่าติดเชื้อในวันเดียวกัน