World Economic Forum WEF 2020 กับภารกิจกอบกู้โลก ด้วยการพัฒนา ‘เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ทักษะบุคลากร’ อย่างยั่งยืน

336

เมื่อวันที่ 21-24 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ผู้ที่สนใจประเด็นเรื่องเศรษฐกิจระดับโลก ต้องไม่พลาดเวทีการประชุมและเสวนาเศรษฐกิจระดับโลก เวิลด์ อีคอโนมิก ฟอรัม World Economic Forum WEF 2020 โดยในปีนี้มีความพิเศษ คือ เป็นการจัดการประชุมครบรอบปีที่ 50 ด้วย

จากบทความเรื่อง “ฟอรัมเศรษฐกิจโลกกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่ ธนันธร มหาพรประจักษ์ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เขียนไว้ในคอลัมน์ บางขุนพรหมชวนคิด เผยแพร่ในเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th) อธิบายให้ทราบเพิ่มเติมว่า

“การประชุม World Economic Forum WEF 2020 เป็นเวทีระดับโลกที่ผู้นำทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วมหารือกันเพื่อกำหนดทิศทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และประเด็นอื่นๆที่ส่งผลกระทบกับประชาคมโลก โดยการประชุมในปี 2563 จัดในหัวข้อ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืน” (Stakeholders for Cohesive and Sustainable World)”

เพื่อสรุปสาระสำคัญที่ได้จากการประชุมระดับโลกครั้งนี้ และนำสู่การปรับใช้จริงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง ผันผวน ทว่า มีโอกาสที่สามารถต่อยอด พัฒนา ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโลกได้ เราขอนำเอาประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ที่ผู้เขียนบทความซึ่งได้อ้างอิงถึงข้างต้น ได้สรุปประเด็นที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ นั่นคือ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาทักษะบุคลากร มาบอกกล่าวให้ทุกคนได้อัปเดตกัน

ระดมสมอง หาทางรับมือ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โจมตีเศรษฐกิจโลก

ที่ประชุม World Economic Forum WEF 2020 แถลงร่วมกันถึงความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาโลกอย่างยั่งยืน และครอบคลุมทุกมิติของสังคม โดยประเด็นหลักที่ WEF ตั้งใจผลักดัน คือ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางปัญหาภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

คุณธนันธร ผู้เขียนบทความ ได้รายงานว่าสำหรับหัวข้อต่างๆในการประชุมครั้งนี้ นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน
แล้ว ยังมีการอภิปรายถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สงครามการค้า ความมั่นคงทางไซเบอร์รวมถึงประเด็นอื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดยสามารถสรุปเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
  • การกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น สอดคล้องกับการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับโลกในปี 2563 และในอีก 10 ปีข้างหน้าของ WEF ที่ชี้ว่า ความเสี่ยง 5 อันดับแรกของโลกล้วนแต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมทั้งหมด อาทิ สภาพอากาศรุนแรง ภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่อัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ที่ประชุมมีมติร่วมกันว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน เพื่อรักษาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยนักลงทุน ภาคธุรกิจ รวมถึงภาครัฐของทุกประเทศทั่วโลกต้องปรับตัวและหันมาคำนึงถึงสภาพแวดล้อมอย่างจริงจัง
  • ประกาศแผนการปลูกและฟื้นฟูต้นไม้ 1 ล้านล้านต้นทั่วโลก ในช่วงปี 2564 ถึง 2573 เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์ภาวะโลกร้อน และฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่ถูกทำลาย ทั้งที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์และภัยธรรมชาติ

เปิดยุทธศาสตร์ต่อกร ความไม่แน่นอนและความผันผวน จากความขัดแย้งทางการค้าและการเมือง

การระดมสมองเพื่อพูดคุยถึงยุทธศาสตร์ที่ภาคธุรกิจต้องใช้ต่อกรกับ ความไม่แน่นอนและความผันผวน จากความขัดแย้งทางการค้าและการเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลกนี้ ยังกินความรวมไปถึงการปรับแผนธุรกิจเพื่อรับกับ Disruptive Technology หรือความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มาในรูปแบบต่างๆอย่างรวดเร็วด้วย

เพราะปรากฏการณ์นี้ส่งผลถึงขั้น “เปลี่ยนโฉม” การดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิมอย่างระบบทุนนิยมที่มุ่งผลกำไรสูงสุดให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน (Shareholder Capitalism) เป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจที่หันมาคำนึงถึงทุกภาคส่วนมากขึ้น ครอบคลุมทั้งตัวธุรกิจ ลูกค้า ผู้รับจ้างผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับธุรกิจและผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากสินค้าและบริการของธุรกิจนั้น ๆ
โดยในอนาคตภาคธุรกิจและภาครัฐต้องปรับมุมมองให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตระหนักถึงผลต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และหาทางวัดผลลัพธ์ของการลงทุนในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ
ท้ายสุดที่ที่ประชุม WEF 2020 ถกกัน คือ ประเด็นความท้าทายที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยี AI การปรับเอา หุ่นยนต์ Robotics มาแทนที่แรงงานคน และเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นและเข้าถึงคนจำนวนมาก ที่แม้เทคโนโลยีเหล่านี้จะมีข้อดีมากมาย แต่หากใช้ในทางที่ผิดก็มีผลลบเช่นกัน ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคธุรกิจจะต้องใช้เทคโนโลยีโดยคำนึงถึงหลักจริยธรรม
ขณะที่ภาครัฐเองก็ต้องมีมาตรการควบคุมหรือกำกับดูแลเทคโนโลยีเหล่านี้อย่าง “เท่าทัน” และ “เหมาะสม” เพราะความมั่นคงทางไซเบอร์และจริยธรรมจะเป็นประเด็นสำคัญที่มีการถกเถียงในอนาคตควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีแห่งยุคที่กล่าวมาอย่างแน่นอน

เดินหน้าต่อในยุคแห่งการปรับตัวของบุคลากร Reskill & Upskill เพื่อความอยู่รอด

นอกจากนี้ในโลกของการทำงานที่เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น คนทำงานจำเป็นต้องปรับตัวและฝึกทักษะใหม่ๆ Reskill & Upskill ให้สอดคล้องกับความต้องการทักษะแรงงานที่เปลี่ยนไปของภาคธุรกิจและพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่ง WEF 2020 ได้แสดงความตั้งใจพัฒนาการศึกษา รวมถึงพัฒนาทักษะทางอาชีพของคนให้ได้ 1 พันล้านคน ภายใน 10 ปีข้างหน้า ให้ได้
ทั้งนี้ เทรนด์ด้านการปรับตัวของบุคลากร ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ทว่า มีการตื่นตัวมานานแล้ว โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยเอง ในตอนนี้มีความพยามอย่างยิ่งจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะสร้างหลักสูตร หรือการอบรม เพื่อ Reskill & Upskill บุคลากรหรือคนทำงานในองค์กรหรือบริษัทอย่างจริงจัง

โดยเหตุผลเบื้องหลังของการยกระดับทักษะที่จำเป็นแห่งศตวรรษที่ 21 ให้กับคนทำงานทุกคนนี้ ได้รับการอธิบายไว้ใน บทความ ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์สาลิกา เรื่อง “พนักงานที่มีความรู้และทักษะ คือ “ทรัพย์สิน” (Human Asset) ไม่ใช่ “ต้นทุน”” โดย Apichartology (February 18, 2020) โดยผู้เขียนได้หยิบยกเอาแนวคิดของ เตอร์ ดรัคเกอร์ กูรูด้านการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับโลก มาอธิบายว่า

“ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้เคยบรรยายถึงการพัฒนาบุคลากร-ทรัพยากรมนุษย์หลายครั้งว่า “หลายๆ องค์กรเข้าใจผิดว่า แรงงาน โดยเฉพาะแรงงาน-บุคลากรที่มีความรู้มีทักษะ เป็น “ต้นทุนการผลิต” แต่ในความเป็นจริงคือ “ทรัพย์สิน” (Human Asset) เพราะปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรที่มีความรู้มีทักษะกับองค์กรนั้น จะขับเคลื่อนความก้าวหน้าเติบโต สร้างผลกำไรให้องค์กรอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมุมมองดังกล่าวก็สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และวิธีคิดในการจัดการศึกษาและการพัฒนาคนให้ประเทศ-องค์กร-และการดำเนินการต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่ง”

นี่เองที่เป็นที่มาให้โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ อย่าง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาทักษะบุคลากรมาเป็นอันดับต้นๆ
โดยได้ตั้ง คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC ขึ้น เพื่อดำเนินบทบาทหลักในการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ให้มาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรหรือการอบรมในรูปแบบของการ Reskill & Upskill เพื่อพัฒนาทักษะบุคลากร ด้วยความมุ่งหวังว่าจะสร้าง “ต้นทุนการผลิต” เป็น ทรัพยากรบุคคล ที่มีคุณภาพ ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างที่ประสิทธิภาพ

ทั้งในแง่ของการสร้างเสริมทักษะที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นทักษะวิชาชีพให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียุคนี้ ไปจนถึงทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นทักษะ Soft skill ที่จำเป็นในการทำงาน ด้วย
นอกจากนี้ แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับหลักการที่เคยนำเสนอไว้ในบทความเรื่อง “การยกระดับทักษะแรงงานไทย: โจทย์ใหญ่ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก” ที่เผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2019 ด้วย
โดยบทความนี้ชี้ชัดว่า ในการยกระดับทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรับมือกับคลื่น “เทคโนโลยีดิสรัปชั่น” นั้น คนทำงานในอนาคตจำเป็นต้องมี “ทักษะชุดใหม่” ที่สามารถทำงานร่วมกับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติได้ โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล
จากรายงาน “The Future of Jobs Report 2018” ของ World Economic Forum ซึ่งสำรวจผู้ประกอบการทั่วโลกถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะแรงงานภายในปี 2565 พบว่า 54% ของแรงงานทั้งหมดต้องได้รับการพัฒนาทักษะทั้งการ Reskill และ Upskill
และในบริบทของประเทศไทย รายงานชิ้นนี้ระบุว่าผู้ประกอบการให้ความเห็นสอดคล้องกับภาพรวมทั่วโลก กล่าวคือประมาณครึ่งหนึ่งของแรงงานไทยต้องรับการพัฒนาทักษะทั้งด้าน “Technical Skill” โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์และการคิดเชิงนวัตกรรม และความคิดเชิงสร้างสรรค์และความคิดริเริ่ม รวมถึง “Human skill” ที่สามารถเข้าใจจิตใจและอารมณ์ของผู้อื่นได้ ซึ่งหุ่นยนต์ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้

ที่มา :


ประเด็น “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของทุกประเืศทั่วโลก ศึกษามุมมองน่าสนใจในเรื่องนี้เพิ่มเติม

พนักงานที่มีความรู้และทักษะ คือ “ทรัพย์สิน” (Human Asset) ไม่ใช่ “ต้นทุน”

สัญญาต้องเป็นสัญญาของ ‘Schneider Electric’ แบรนด์ด้านพลังงานและระบบออโตเมชัน กับแผนและผลงานด้านความยั่งยืน

สร้าง ‘ความไว้วางใจในข้อมูล’ กลยุทธ์เอาชนะใจผู้บริโภคขององค์กรธุรกิจผู้นำเทรนด์ความยั่งยืน ปี 2020