รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ดึง GDP กลับสู่การเติบโตด้วยเครื่องยนต์ตัวใหม่

919

เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาโครงการ Eastern Seaboard ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของประเทศเติบโต 7-8%

หลังสิ้นสุดการลงทุนในโครงการ Eastern Seaboard ปรากฏว่า GDP ของไทยมีอัตราการเติบโตที่ลดลงเป็นอย่างมาก 
อย่างไรก็ตาม ภายใน 4 – 5 ปีข้างหน้านี้ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) จะทำให้ประเทศไทยกลับมาโชติช่วงชัชวาลย์อีกครั้ง
ภายใต้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ  EEC

Oil Refinery Working At Night, Eastern Seaboard Thailand

ย้อนรอยความสำเร็จ Eastern Seaboard

รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (FIBO) และผู้เชี่ยวชาญพิเศษสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวถึงโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกหรือ Eastern Seaboard ว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเปลี่ยนประเทศไทยจากสังคมเกษตรมาสู่อุตสาหกรรม สามารถผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้อย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งผลิตยานยนต์สำคัญแห่งหนึ่งจนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “Detroit of Asia” มีขีดความสามารถในการผลิตยานยนต์หลายต่อหลายรุ่น ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ช่วยให้อุตสาหกรรมพลังงานไทยไม่เคยเพลี่ยงพล้ำจนถึงทุกวันนี้
เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นใน Eastern Seaboard ส่งผลให้ GDP ของประเทศไทยเติบโต 7-8% แต่หลังสิ้นสุดการลงทุนแล้ว GDP ของไทยมีอัตราการเติบโตที่ลดลงเป็นอย่างมาก 
และเรายังไม่เคยเห็น GDP กลับไปเติบโตแบบนั้นอีกเลย

EEC เครื่องยนต์ที่จะดึง GDP กลับมา

รศ.ดร.ชิต ได้กล่าวถึงโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ว่าภายใน 4 – 5 ปีข้างหน้านี้ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของโครงการ EEC จะเป็นไปตามเป้าอย่างน้อยประมาณ 80% ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในการนำเม็ดเงินมาสร้างผลผลิต ผนวกเข้ากับการลงทุนในส่วนอื่นทั้งจาก 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย สมาร์ทซิตี้ การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและนวัตกรรมในส่วน EECi/EECd  การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา รวมแล้วกว่า 1.7 แสนล้านบาท

“EEC เปรียบเสมือนบทที่ 2 ของ Eastern Seaboard ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการพัฒนา 2 อุตสาหกรรมหลักของประเทศในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา นั่นคืออุตสาหกรรมยานยนต์ และ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี” รศ.ดร.ชิต กล่าว


โตด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เป็นสิ่งที่จะช่วยให้การเติบโตของประเทศไทยเป็นไปต่อเนื่องได้อย่างไม่หยุดชะงัก ด้วยแนวคิดนี้เองจึงเป็นที่มาของเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) ซึ่งจะเข้ามาช่วยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในพื้นที่ EEC สนับสนุนให้เกิดการวิจัยร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรมเป้าหมายและนักลงทุน
ยังมีอีกหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับไม้ต่อหลังสิ้นสุดช่วงการลงทุนแล้วคือ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ Digital Park Thailand (EECd) พื้นที่เศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่ยุค 4.0 ด้วยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น AI, IoT, 5G 
“กรณีการเข้ามาลงทุนของ Alibaba ได้มีการพูดคุยเพื่อให้ถ่ายทอดทักษะใหม่มายังแรงงานไทย โดยเราบอกไปตามตรงว่า จะกระตุ้นให้แรงงานเหล่านี้แยกตัวออกมาในอนาคต ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปได้โดยไม่ได้อาศัยการลงทุนเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต” รศ.ดร.ชิต กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะแรงงานยุคใหม่

5G พลิกโฉม EEC

รศ.ดร.ชิต ยังได้แสดงความเห็นถึงกรณี 5G ที่เริ่มขับเคลื่อนว่า จากการไปดูงานมากว่า 10 ประเทศ พบว่า ไม่มีประเทศไหนเลยที่สามารถทำกำไรจาก 5G
เช่น ในเกาหลีใต้ Korea Telecom นำ 5G ไปใช้กับธุรกิจสื่อบันเทิง มีการถ่ายทอดสดกีฬาผ่านกล้องนับพันเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่จริง หรือการฉายภาพโฮโลแกรมซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดในสายตาของผู้บริโภคทั่วไป แต่ในความเป็นจริง ผู้บริโภคมักไม่อยากจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อความบันเทิง เป็นเหตุให้ราคาของบริการด้าน 5G ที่เกี่ยวข้องต้องปรับลด ส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการที่มียอดน้อยลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง 5G มีคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการคือ
  • 1. Massive Bandwidth 
  • 2. Low Latency Communications
  • 3. Multiple Machine Connection 
คุณสมบัติทั้ง 3 ข้อนี้ เอื้ออำนวยต่อการเชื่อมต่อและบริหารจัดการข้อมูลอย่างจริงจัง ซึ่งเหมาะกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากกว่าการใช้งานทั่วไป โดยจากการสำรวจช่วงคลื่นที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดให้บริการนั้นพบว่า ช่วงคลื่น 700 MHz มีความเหมาะสมในการนำไปต่อยอดใช้กับ Smart City ในขณะที่ช่วงคลื่น 2600 MHz เหมาะกับ Industry 4.0
“ประเทศไทยอาจกลายเป็นประเทศแรกที่ทำกำไรจาก 5G โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC เนื่องจากการรวมกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมไว้ในพื้นที่เดียวกัน เหมาะสมแก่การนำเครือข่าย 5G มาใช้มากกว่าในประเทศที่มีโรงงานกระจายตัวอยู่หลายแห่ง สะดวกต่อการติดตั้งเสาสัญญาณและการทำ Network Slicing อีกด้วย ถือได้ว่าเป็นจุดต่างที่น่าสนใจ”

หยิบจุดอ่อนมาสร้างจุดแข็ง

แม้ว่าโครงการ Eastern Seaboard ในอดีตจะผลักดันให้ GDP ของไทยเติบโตได้ระยะหนึ่ง แต่อุปสรรคสำคัญของ Eastern Seaboard ที่ไม่อาจผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ในระยะยาวคือ การไม่มีสนามบินในพื้นที่ ทำให้โครงสร้างด้านโลจิสติกส์ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร นำมาซึ่งความไม่สะดวกของการจัดส่งสินค้า จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งจากเดิมเป็นสนามบินทหารให้กลายเป็นท่าอากาศยานเพื่อการพาณิชย์ โดยสนามบินอู่ตะเภานี้จะเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่รอบสนามบินให้กลายเป็นมหานครการบิน หรือ “Aerotropolis” ศูนย์กลางการเชื่อมต่อธุรกิจ ทั้งผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ และ ลูกค้าต่างๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยยกระดับซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมไทยได้เป็นอย่างมาก

ท่าเรือแหลมฉบัง

“นอกจากการขนส่งทางอากาศแล้ว ยังมีโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเพื่อรองรับความต้องการการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งจะรองรับปริมาณเรือที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมไปถึงมีการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดและท่าเรือพาณิชย์สัตหีบอีกด้วย และยังมีโครงการ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (High Speed Rail Linking 3 Airports) โครงการรถไฟทางคู่จากแหล่งอุตสาหกรรมสู่ท่าเรือแหลมฉบัง มาบตาพุด และสัตหีบ (Double-Tracks Rail Linking 3 Seaports) โครงการถนนทางหลวงและวงแหวนฝั่งตะวันออก (Highway & Motorways) เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าขึ้นอีกด้วย” รศ.ดร.ชิต กล่าวปิดท้าย
ทั้งหมดนี้กำลังเป็นไปตามเป้าหมาย…เชื่อมโลกให้ไทยแล่น!!!

ที่มา : M Report