COVID-19 กับการเฝ้าติดตามด้วย IoT,  Big Data และ Smart City ที่เกาหลีใต้

4591

ในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (The Fourth Industrial Revolution) การเชื่อมข้อมูลจากโลกทางดิจิทัล (Digital World) กับโลกความจริง (Physical World) ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ เช่น IoT, Big Data, Twins Digital จะมีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City

อาจารย์ขอยกตัวอย่างเว็บไซต์รายงานการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการเชื่อมข้อมูลทั้ง 2 โลกเข้าด้วยกัน ดังภาพจำลองแผนที่ด้านล่างนี้
corona map
Source : https://coronamap.site
จากภาพแผนที่ด้านบน การจำลองเส้นทางการเดินทางของคุณป้าอาจุงม่า ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อหมายเลข 31 (ป้า#31) จะเห็นว่าเกาหลีไม่ได้ใช้ Google Map แต่ใช้แผนที่ของเกาหลีเอง ซึ่งเป็น NAVER Map และแน่นอนว่าแผนที่นี้ละเอียดมาก ทั้งยังแม่นยำ-เป๊ะ-อัปเดต และมีบริการ API Services ให้นักวิจัยเรียกใช้ได้ Services ต่างๆ ต่อได้ด้วย

การที่เกาหลีใต้พัฒนาข้อมูลใดๆ ก็ตามที่จะต้องอ้างอิงในเชิง Spatial Based (ข้อมูลพื้นที่) ประเทศเกาหลีไม่ต้องพึ่งพาใครเพราะมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสร้าง MAP เป็นของตัวเองได้

นี่คือประเด็นแรกของการทำ Digital World
ต่อมารัฐบาลเกาหลีก็จำลองในระบบว่า มีการติดเชื้อที่จังหวัดใดบ้าง จำนวนเท่าไร อยู่ส่วนใดของประเทศ โดยพิจารณาจากเส้นทางที่คุณป้าอาจุงม่าผู้ทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อในวงกว้างนั้น เดินทางผ่านไป ซึ่งอาจารย์คาดว่า มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลเกาหลีจะใช้ข้อมูลจาก
  1. เครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ
  2. บัตร ATM / Debit / Credits cards ที่ป้าใช้จ่ายเงิน
  3. บัตร T-Money ที่ป้าใช้ในการเดินทาง
พื้นที่ที่ป้าเดินทางไป จุดนั้นก็จะเป็นพื้นที่เสี่ยง และข้อมูลนี้ก็จะเป็นข้อมูลที่สำคัญมากสำหรับการเตรียมการรับมือ ป้องกัน รวมทั้งออกมาตรการต่างๆ
นี่คือประเด็นที่สองของการทำ Digital World
จากข้อมูล Big Data ที่อาจารย์คาดการณ์ไว้นั้น รัฐบาลนำมาจำลองเป็นภาพแผนที่และมีการ ระบุสีของวงกลม โดยกำหนดเป็นช่วงเวลาเอาไว้ ในกรณีที่ประชาชนเดินทางไปยังพื้นที่เหล่านั้นภายในระยะเวลาใดๆ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ก็จะต้องรายงานตัวต่อรัฐบาล เพราะมีความเสี่ยงที่จะสัมผัสเชื้อ เช่น
1) สีเขียว หมายถึง มากกว่า 9 วัน
2) สีเหลือง หมายถึง ตั้งแต่ 24 ชม.จนถึง 9 วัน
3) สีแดง หมายถึง น้อยกว่า 24 ชม.

ดังนั้น คำว่า Smart City ไม่ใช่เพียงแต่จะมีเพียงฮาร์ดแวร์ เช่น กล้องวงจรปิด อินเทอร์เน็ตไวไฟ เครื่องกั้นเปิดปิดรถเข้าออกอัตโนมัติ หรือแม้แต่มีระบบใดๆ ก็ตามที่มีคำว่า อัจฉริยะ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องพิจารณาด้วยคือ เรานำเอา Data ที่เกิดขึ้นใน Digital World มาเพื่อใช้ควบคุม Physical World ได้อย่างไร และการเข้าถึงซึ่ง Data นั้น ไทยจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ที่ประเทศไทย คือมีมนุษย์ป้า (เรียกแบบไทย) มาแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 ถามว่าระบบแผนที่แบบนี้ ไทยทำได้หรือไม่?

อาจารย์ตอบได้เลยว่า ทำได้ แต่เราก็ต้องใช้แผนที่และ API Services ของ Google นะคะ อีกทั้งเราต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการเครือข่าย เช่น Dtac, True, AIS, ธนาคาร เพราะคนทำโปรแกรมก็ทำได้แต่โปรแกรมหน้าเว็บ แต่ไม่มีข้อมูลมาแสดงผล

นี่คือประเด็นที่สามของการทำ Digital World

Digital Technology

ทั้งสามประเด็นที่กล่าวมา คือ ปัญหาพื้นฐานของการทำ Big Data และ Smart City ของประเทศไทย ซึ่งปัญหาคือ เรายังไม่มีข้อมูลที่สามารถเอามาใช้ได้จริง หมายความว่า ประเทศไทยมีการเก็บข้อมูล แต่ไม่ได้แชร์ข้อมูลนั้นออกมาให้ใช้ ซึ่งถ้าจะใช้ข้อมูลจริงๆ หากมองในแง่ของความเป็นส่วนตัว (privacy) เราสามารถควบคุมได้ว่าจะให้ข้อมูลได้แค่ไหน
สุดท้าย อาจารย์อยากจะบอกว่า ประเทศไทยควรพิจารณาแนวทางที่เป็นประโยชน์อย่างจริงจัง ทำให้ Physical World กับ Digital World เชื่อมข้อมูลถึงกันได้แบบเรียลไทม์และสร้างประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะ IoT, Big Data ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และแสดงผลเป็นภาพข้อมูล (Data Visualization) รวมถึงคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดังที่เกาหลีใต้และอีกหลายประเทศใช้ประโยชน์จาก Big Data ติดตามและป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 กันอยู่

บทเรียนที่โลกได้จาก ‘ผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายที่ 31’ ของเกาหลีใต้ หายนะที่มาจากผู้หญิงคนเดียว

ในข่าวร้ายมีข่าวดีเสมอ ชี้แนวทางเสพข่าว ‘ไวรัสอู่ฮั่น’ ระบาด อย่างมีสติและความหวัง


อธิตา อ่อนเอื้อนเรื่อง : อธิตา อ่อนเอื้อน อาจารย์ประจำคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา และกำลังศึกษาต่อสาขา Big Data Science ที่ UST and KISTI (Korea Institute of Science and Technology Information) ศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของประเทศเกาหลีใต้