เส้นทางสู่ ‘วันแห่งความสำเร็จ’ Congratulation Day ต้องเริ่มต้นด้วย ‘การลงมือทำ’ ตั้งแต่วัยเรียน

322

วันแห่งความสำเร็จ เป็นอีกหนึ่งวันแห่งความภาคภูมิใจที่ใครๆก็ต่างใฝ่ฝันและโหยหาว่า สักวันหนึ่ง จะพาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นให้ได้ เพราะถ้าทำได้ ย่อมเป็นการเริ่มต้นเดินบนเส้นทางสู่ความสำเร็จในก้าวต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราลงมือทำ ดังนั้น จึงควรติดตั้งจิตสำนึกแห่ง “การลงมือทำ” นี้ ตั้งแต่ในวัยเด็ก สถานศึกษาจึงมีหน้าที่สำคัญในการบ่มเพาะให้เด็กไม่รีรอที่จะ “ลงมือทำ” เพราะนั่นหมายถึง การลงหลักให้เด็กๆได้เรียนรู้และจดจำ ซึ่งดีกว่าการเรียนรู้ในแบบท่องจำแต่เพียงอย่างเดียวแน่นอน
โรงเรียนที่ดีจึงต้องเตรียมการให้เด็กได้มีโอกาส “ลงมือทำ” ในหลากหลายรูปแบบ และการลงมือทำที่ดี ต้องไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเล่าเรียนเขียนท่องตามตำรา เท่านั้น แต่โรงเรียนต้องวางรากฐานที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตให้เด็กๆในชีวิตประจำวันด้วย
โดยการวางรากฐานชีวิตให้กับเด็กในแต่ละช่วงวัย ต้องตอบโจทย์ทั้งการใช้ทักษะ ความรู้ และความเข้าใจ เพื่อสร้างพัฒนาการทั้งร่างกาย สมอง และทักษะชีวิตที่จำเป็น เพราะหากเราวางแผนการเรียนรู้ในทักษะเหล่านี้ไม่ถูกที่ถูกเวลาแล้ว จากสิ่งที่ดี ก็อาจจะกลายเป็นการทำลายพัฒนาการทางสมอง และทำร้ายความรู้สึกของเด็กต่อการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ไปได้โดยไม่ได้ตั้งใจ

เดินสู่ ‘วันแห่งความสำเร็จ’ ต้องลงมือทำตั้งแต่ในวัยเรียน

ยกตัวอย่าง การปลูกฝังทักษะชีวิตเพื่อปูทางสู่ ‘วันแห่งความสำเร็จ’ ให้กับเด็กปฐมวัยนั้น ต้องเน้นให้เขาได้ลงมือทำมากกว่าแค่ท่องจำและการจดตามในสมุด ที่ผ่านมาผู้ใหญ่อาจจะเข้าใจว่าการทำให้เด็กจดจำได้ดีเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรและนำไปสู่พัฒนาการที่ดีได้ แต่ในขณะเดียวกัน อาจหลงลืมไปว่าระหว่างที่เราบอกให้เขาท่องจำนั้น เราได้ทำลายศักยภาพและความสามารถในการเรียนรู้เรื่องอื่นๆที่สำคัญกว่าในเวลานั้นของเด็กไปแล้วหรือไม่

ดังนั้น การตระเตรียมความพร้อมให้เด็กปฐมวัย เพื่อเริ่มต้นบนเส้นทางสู่วันแห่งความสำเร็จที่เหมาะสม ต้องมีความเข้าใจธรรมชาติของชีวิต สมอง และจิตใจ ก่อน จึงจะทำให้สามารถกำหนดรูปแบบของการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย และส่งพวกเขาเข้าสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จได้
ส่วนอีกหนึ่งความเข้าใจที่ผู้ใหญ่ต้องมี เพื่อนำทางเด็กไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ คือ ปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กประสบความสำเร็จมิใช่เกิดขึ้นจากการ “เรียนเก่ง”เท่านั้น แต่มันเป็นความผกผันของความรู้สึก และ ความสามารถในการแก้ปัญหาเมื่อต้องอยู่ในสังคมได้ด้วย
ถ้า 3 สิ่งนี้ ประสานรับกันได้ดี จะช่วยให้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จที่เกิดเฉพาะแต่ในห้องเรียนหรือในระบบการศึกษาเท่านั้น แต่จะกลายเป็นการสร้างเด็กให้ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสวยงามได้ด้วย 
โดยความรู้สึกในที่นี้ หมายถึง ความรู้สึกดีต่อตนเองและผู้อื่น รวมถึงความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมด้วย ส่วนความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ จะช่วยเสริมให้การดำรงชีวิตในสังคมของเด็กๆมีความสุขและความอบอุ่น สามารถเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น

ฮาวทูฝึกฝนให้เกิด ‘คุณลักษณะของความสำเร็จ’ อย่างต่อเนื่อง

การฝึกฝนให้เด็กมี “คุณลักษณะของความสำเร็จ” อย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่โรงเรียนควรให้ความสำคัญ เพราะการสร้างความสำเร็จ ความภาคภูมิใจ ควรจะต้องเกิดอย่าง “ต่อเนื่อง” ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการของการฝึกฝน บ่มเพาะคุณสมบัติของผู้ที่จะประสบความสำเร็จให้เกิดขึ้นในตัวเด็กอย่างแท้จริง ซี่งนั่นประกอบด้วย
  1. มีวินัยในตนเอง
  2. สร้างความภูมิใจในตนเอง และมีพร้อมชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่นได้ด้วย
  3. มีเป้าหมายในชีวิต
คุณสมบัติทั้ง 3 ด้านที่กล่าวมานี้ เป็นการวางรากฐานให้เด็กเติบโตขึ้น และเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น รวมทั้งมีใจเปิดกว้างต่อการพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นและดีขึ้นได้ในทุกวัน

การบ่มสร้างให้เด็กมีคุณสมบัติ 3 ด้านนี้ ผู้ใหญ่ต้องมีความรับผิดชอบที่จริงจังต่อชีวิตของเด็ก ต้องมาร่วมกันวางแผน วางกระบวนการสร้างคุณลักษณะที่จำเป็นให้กับเด็กอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เด็กเสียเวลาไปวันๆ อย่างไร้ค่า
เพราะการมาโรงเรียนของเด็ก เป็นการลงทุนทั้ง เงินทอง และเวลาในชีวิต และการเริ่มต้นบนเส้นทางสู่ความสำเร็จได้นั้น นอกจากสมองและร่างกายต้องพร้อมแล้ว สิ่งสำคัญ คือ จิตใจ ต้องพร้อมด้วย
เพราะความสำเร็จสร้างได้ด้วย “ใจ” เราใช้ใจเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อจะก้าวข้ามอุปสรรค ต่อให้อุปสรรคจะใหญ่แค่ไหนก็ผ่านพ้นได้แค่มีใจ
และการศึกษาตั้งแต่ในระดับปฐมวัยจนถึงช่วงประถมศึกษานี่เอง ที่เป็นช่วงวัยแห่งการวางรากฐานในอนาคตว่าเด็กเติบโตไปจะมีคุณลักษณะอย่างไร เช่น มองโลกในแง่บวก มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองและคำนึงถึงประโยชน์ของสังคม มีความอดทน ไม่ย่อท้อ
ขณะเดียวกัน พวกเขาต้องมีความเอื้อเฟื้อ สามารถชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่นได้ด้วยความจริงใจ และคุณสมบัติที่กล่าวมาเหล่านี้เอง ที่จะมาเป็นตัวบ่งชี้ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นผู้ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตหรือไม่

ที่สุดแล้ว การศึกษาที่จัดขึ้นในโรงเรียนจึงไม่ใช่การศึกษาเพื่อแก้ไขอดีต หรือตามรอยอดีต แต่ต้องเป็นการศึกษาที่เตรียมความพร้อมเพื่ออนาคต ดังนั้น กระบวนการสอน วิชาที่จะสอน จึงมีความสำคัญมาก ในฐานะของครู คงไม่มีสิ่งใดน่าภาคภูมิใจไปกว่า การเห็นลูกศิษย์มีพัฒนาการที่ดี เก่งขึ้น ดีขึ้น ที่สำคัญต้อง “เก่งกว่าครู” เพื่อจะได้นำความรู้ที่พัฒนาขึ้นแล้วไปสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับตนเองและสังคม หรือสามารถที่จะส่งต่อรากฐานของความรู้ให้กับคนรุ่นต่อไปเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้กับโลกนี้ได้


 

 

เรื่อง : ดร.วัลยา ภูมิภักดีพรรณ โรงเรียนภักดีพรรณ ชลบุรี


ยังมีมุมมองน่าสนใจเรื่องปฏิรูปการศึกษาไทยจากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ให้อ่านกันต่อ

ปรับสร้าง ‘แรงงานแห่งอนาคต’ ในมุมมอง 2 กูรูภาคอุตสาหกรรม ‘IQ ไม่สำคัญเท่า EQ & ประสบการณ์’

พนักงานที่มีความรู้และทักษะ คือ “ทรัพย์สิน” (Human Asset) ไม่ใช่ “ต้นทุน”

ร่วมหาทางออกให้เด็กไทย ฮาวทูฝึกฝน ทักษะภาษาต่างประเทศ ให้เป๊ะและปังกว่าเดิม