ระยะแพร่เชื้อ ‘ไวรัส COVID-19 เฟส 3’ ไทยจะรอดหรือร่วง? ชวนมาลุ้นแบบคนรู้จริง

หากเชื่อตามรายงานข่าวอัปเดตล่าสุด ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ยืนยันว่า “ขณะนี้ประเทศไทยยังอยู่ในระยะที่ 2 หรือ เฟส 2  ยังไม่เกิดการระบาดในประเทศ ไม่มีผู้ป่วย Super Spreader” ก็พอจะเบาใจได้ว่า สถานการณ์แพร่เชื้อ ‘ไวรัส COVID-19 เฟส 3’ ประเทศไทยยังเอาอยู่

โดยในรายงานข่าวอัปเดตฉบับเดียวกัน เจ้ากระทรวงสาธารณสุข ยังอัปเดตข้อมูลทางสถิติเพิ่มเติมด้วยว่า มีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 24 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 16 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 40 รายจำแนกเป็นผู้ป่วยติดเชื้อจากต่างประเทศ (Index case) หรือผู้ป่วยรายแรกๆในระบบรายงานจำนวน 26 ราย และผู้ป่วยในกลุ่มสัมผัสใกล้ชิด (High Risk contact) จำนวน 14 ราย

COVID-19

อย่างไรก็ตาม หลังจากทราบรายงานข่าวสถานการณ์แพร่เชื้อ ‘ไวรัสโคโรน่า (COVID-19)’ ในไทยล่าสุดแล้ว คงต้องสรุปตามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายได้พูดตรงกันว่า “สถานการณ์ก็ยังไม่น่าไว้วางใจ”
สิ่งที่ทุกคนทำได้และควรทำตอนนี้คือ การเปิดรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รายงานข่าวอัปเดตจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามวิธีดูแลสุขภาพตนเอง และรับผิดชอบต่อสุขภาพผู้อื่น ที่จะบอกผ่านบทความนึ้

เปิดข้อเท็จจริงที่ต้องรับรู้ เรื่องการเข้าถึง “ความปลอดภัยทางสุขภาพ” ของคนทั้งโลก

ความไม่น่าไว้วางใจ ดังที่เกริ่นข้างต้นนี้ สอดคล้องกับการรายงานผล ดัชนี “2019 Global Health Security Index” ล่าสุด ซึ่งเป็นรายงานเปรียบเทียบการเข้าถึง “ความปลอดภัยทางสุขภาพ” ของคนทั่วโลก ที่ระบุชัดเจนว่า

“ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ปรากฎใน ดัชนี GHS (GHS Index score) หรือดัชนีการเข้าถึง “ความปลอดภัยทางสุขภาพ” ของคนทั่วโลกล่าสุด อยู่ที่ 40.2 คะแนน (จาก 100 คะแนนเต็ม) ขณะที่ในกลุ่มประเทศรายได้สูง มีระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 51.9 ฉะนั้น ในภาพรวมระดับโลก การเตรียมการรับมือ การระบาดของโรคร้าย นั้น ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก”

โดยประเด็นสำคัญ ที่ดัชนีฉบับนี้ชี้ว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญ 4 อันดับแรก คือ
  1. แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับการเตรียมมาตรการเพื่อรองรับวิกฤตโรคระบาดน้อยเกินไป
  2. ข้อมูลที่เกี่ยวกับการเข้าถึง ความปลอดภัยทางสุขภาพ ของแต่ละประเทศต้องมีความโปร่งใสและเข้าถึงได้ให้มากกว่านี้
  3. ผู้นำของทุกประเทศต้องเพิ่มความใส่ใจ และเป็นตัวกลางที่จะเชื่อมเอาความร่วมมือจากองค์กรระดับโลกที่ดูแลด้านความปลอดภัยทางสุขภาพให้มากกว่าเดิม
  4. ต้องวางกลไกทางการเงิน เพื่อวางแผนนำงบประมาณที่จะนำไปปิดช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพของประชาชนอย่างรัดกุมมากขึ้น และรัฐบาลของแต่ละประเทศ ต้องพยายามขยายโครงการที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพ ไปเชื่อมโยงกับโครงการทางการแพทย์และสาธารณสุขระดับโลกด้วย
จากผลการเข้าถึง ความปลอดภัยทางสุขภาพ ที่ไม่สู้ดีนักนี้เอง จึงนำมาซึ่งผลลัพธ์ว่าเมื่อในวันนี้ โลกต้องเผชิญหน้ากับ วิกฤตการแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่า(COVID-19)ความปลอดภัยทางสุขภาพที่สามารถเข้าถึงได้มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราอย่างไร

อย่างไรก็ดี ในข่าวร้ายนี้ ก็มีข่าวดีสำหรับประเทศไทย เพราะจากการจัดอันดับประเทศที่เข้าถึงความปลอดภัยทางสุขภาพในครั้งนี้ ประเทศไทย ครองอันดับ ที่ 6 โลก ทำคะแนนการเข้าถึงความปลอดภัยทางสุขภาพเฉลี่ยสูงถึง 73.2 คะแนน
นับเป็นประเทศแรกที่อยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง ที่ติดอันดับสูงที่สุด รองจากประเทศรายได้สูงทั้ง 5 ประเทศ
แต่ในภาพรวมทั่วโลก ก็ต้องมาคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนได้เข้าถึงความปลอดภัยในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานนี้ให้ได้ ทุกประเทศทั่วโลกต้องพยายามหาคำตอบให้กับโจทย์นี้กันต่อไป

อยู่อย่างไร ในวันที่ ‘ความปลอดภัยทางสุขภาพ’ ไม่มีจริง บนโลก

เมื่อ “ความปลอดภัยทางสุขภาพ” ไม่มีจริงในโลก นี่น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ให้สถานการณ์การแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19)ยังคงน่ากังวล และในขณะนี้เชื้อร้ายนี้ก็ได้แพร่ข้ามทวีปเอเชีย ไปยัง ยุโรป และตะวันออกกลางเรียบร้อยแล้ว
ล่าสุด สำนักข่าวบีบีซี รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในยุโรป ว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเริ่มต้นจากอิตาลี ที่เป็นประเทศที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในยุโรป โดยขณะนี้พบผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้วราว 322 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ราย
และในตอนนี้ได้เริ่มแพร่กระจายไปในหลายประเทศในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรีย โครเอเชีย สเปนและสวิตเซอร์แลนด์ ได้ออกมาประกาศยืนยันการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกแล้ว ขณะที่ ฝรั่งเศสและเยอรมนีก็พบผู้ติดรายใหม่เพิ่มขึ้นด้วย
บีบีซี ยังได้สรุปสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก ไว้โดยโฟกัสไปที่ประเทศกลุ่มเสี่ยงที่สุดในตอนนี้
  • อิตาลี เป็นหนึ่งในสามประเทศที่พบการระบาดมากที่สุดนอกประเทศจีน
  • อิหร่าน แรกเริ่ม ได้รายงานตัวเลขยืนยันผู้ติดเชื้ออย่างเป็นทางการไม่ถึง 100 คน  แต่ล่าสุดทางการอิหร่านรายงานผลผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมดในประเทศ สูงถึง 245 ราย เสียชีวิตแล้วกว่า 26 คน
  • เกาหลีใต้ มีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 1,100 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 คน เป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดนอกประเทศจีน
  • นับตั้งแต่เกิดการระบาด มีผู้ติดเชื้อในจีนแล้ว 78,064 คน เจ้าหน้าที่ทางการสาธารณสุขรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 52 คนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขผู้เสียชีวิตในวันเดียวที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตรวมในจีนแผ่นดินใหญ่อยู่ที่ 2,715 คน
โดยล่าสุด มีการเปิดเผยผลการวิจัยที่ชี้ว่ามาตรการและความพยายามที่จะคัดกรองผู้ติดเชื้อของทั่วโลก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่(COVID-19) ดูเหมือนจะล้มเหลว
แม้แต่การคัดกรองที่ดีที่สุดกับผู้โดยสารที่สัญจรทางอากาศ ก็มีโอกาสผิดพลาดไม่พบผู้ติดเชื้อมากกว่าครึ่ง
ผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร eLife โดยทีมนักนักวิจัยในสหรัฐฯและอังกฤษได้ใช้โมเดลคอมพิวเตอร์พยากรณ์ผลกระทบของมาตรการคัดกรอง บนพื้นฐานของข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับพฤติกรรมของ COVID-19 และระยะเวลาที่คนไข้แสดงอาการต่างๆ ออกมา

เคทลีน กอสติก นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ชี้ชัดว่า

“หากใครบางคนไม่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อและยังไม่แสดงอาการ เมื่อนั้นโดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาจะไม่ถูกตรวจพบ ประมาณการได้ว่าโดยเฉลี่ยมาตรการคัดกรองจะไม่พบนักเดินทางที่ติดเชื้อราวๆ 2 ใน 3 ได้เวลาที่แต่ละชาติทบทวนแนวทางการคัดกรองผู้โดยสารกันแล้ว”

โดยการตรวจไม่พบไม่ใช้ผลลัพธ์จากความผิดพลาดของมนุษย์ แต่มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากพฤติกรรมของไวรัสโดยตรง
ระยะฟักตัวของโควิด-19 หรือระยะเวลาระหว่างที่คนไข้คนหนึ่งๆติดไวรัสกับแสดงอาการ ที่องค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลไว้ระบุว่าอยู่ที่ราวๆ 10-14 วัน นั่นหมายความว่าคนไข้อาจแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้การตรวจอุณหภูมิเพื่อหาผู้ที่มีไข้ หรือแม้แต่การเข้ารายงานตัวด้วยตนเองว่าติดเชื้อ เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไปโดยปริยาย
เพราะตามสมมุติฐานของงานวิจัยชิ้นนี้ นักเดินทางจะถูกแบ่งแยกเป็น 4 ประเภท คือ
  1. มีอาการแต่ไม่ทราบว่าติดเชื้อ
  2. ทราบว่าติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ
  3. ทั้งทราบและแสดงอาการติดเชื้อ
  4. ทั้งไม่แสดงอาการและไม่ทราบว่าติดเชื้อ
ดังนั้น วิธีคัดกรองธรรมดาทั่วไปไม่สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสได้แน่นอนในนักเดินทางประเภทที่สี่ ขณะที่นักเดินที่อยู่ในกลุ่มประเภทที่สามนั้น มักต้องมีอาการไอเสียก่อนถึงจะเข้ารายงานตัว
ในโมเดลนี้เท่ากับว่ามาตรการคัดกรองจะพลาดผู้โดยสารที่ติดเชื้อถึง 53%
“คนที่มีผลตรวจออกมาเป็นบวกระหว่างถูกกักโรค ถือเป็นสัดส่วนจำนวนมาก พวกเขาไม่แสดงอาการใดๆที่สามารถตรวจพบได้ในตอนวินิจฉัยโรค”
“บางคนไม่แสดงอาการใดๆเลย บางคนจะมีอาการในอีกหลายวันต่อมา จากทั้งสองอย่าง เรื่องราวเหล่านี้เป็นตัวอย่างของความยากลำบากในการคัดกรอง ซึ่งมีเป้าหมายตรวจพบผู้ติดเชื้อตั้งแต่เนิ่นๆโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่คนจำนวนมากไม่แสดงอาการที่สามารถตรวจพบใดๆในขั้นต้นของการติดเชื้อ”
หลังจากกอสติกอธิบายผลการวิจัยเขย่าโลกนี้เพิ่มเติมแล้ว เธอได้วิเคราะห์ต่อว่า

“โลกอาจอยู่ในจุดหักเห มาตรการคัดกรองหรือแม้แต่มาตรการกักกันโรคต่างๆแบบเดียวกับที่พบเห็นในเมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางของการแพร่ระบาดจะไม่ได้ผลอีกต่อไป รัฐบาลชาติต่างๆควรเริ่มคิดเกี่ยวกับการระบาดใหญ่ไปทุกทวีปทั่วโลก (Pandemic) กันได้แล้ว”

แล้วเราจะอยู่อย่างไร เมื่อพึ่งพามาตรการรักษาความปลอดภัยที่มีนี้ไม่ได้ ? คงต้องกลับไปที่วิธีการดูแลและหมั่นสังเกตสุขภาพตนเองที่ทุกคนทำได้ทันทีในแบบ “อัตตาหิ อัตตะโนนาโถ” ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
  • ใครที่มีประวัติเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีการรายงานพบผู้ป่วย หลังเดินทางกลับประเทศไทยภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ เจ็บคอ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูกไอ เสมหะ หายใจเร็ว หอบให้สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง อย่าปิดบัง
  • ดูแลสุขภาพตนเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศแปรปรวน ใช้มาตรการ กินร้อน ช้อนกลางล้างมือ และสวมหน้ากากป้องกันโรคเวลาไอ จาม พกเจลแอลกอฮอล์ เพื่อล้างมือบ่อยๆป้องกันเชื้อโรค หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ

ไทยจะรอดหรือร่วงจาก ระยะการแพร่เชื้อ ‘ไวรัส COVID-19 เฟส 3’ ฟังคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ

ที่ปูทางมาขนาดนี้ ก็เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวไทยว่า คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะกังวลกับสถานการณ์การแพร่เชื้อ ไวรัส COVID-19 แบบตื่นตระหนก ท่ามกลางความพยายามของทุกฝ่ายที่ต่อกรกับเจ้าเชื้อร้ายนี้แบบกัดไม่ปล่อย
แม้ล่าสุด ข่าวที่สร้างความตกใจให้ชาวไทยอย่างมาก คือ การพบผู้ติดเชื้อ ไวรัส COVID-19 เพิ่ม 3 ราย ที่มาจากครอบครัวเดียวกัน รายที่ 1 เป็นชายไทยอายุ 65 ปี เดินทางไปเที่ยวเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ล่าสุดถูกส่งตัวรักษาต่อที่สถาบันโรคทรวงอก
รายที่ 2 เป็นหญิงไทยอายุ 62 ปี (เป็นภรรยา ติดเชื้อมาจากประเทศญี่ปุ่น) และรายที่ 3 เด็กชายไทยอายุ 8 ปี (เป็นหลาน) ซึ่งเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายที่ 1 รักษาอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร
แน่นอนว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2 รายแรกนี้ ได้รับการพิพากษาจากสังคมไปแล้ว จากประเด็นที่ปิดบังข้อมูลว่าเคยไปประเทศกลุ่มเสี่ยงมาก่อน ทั้งที่ แพทย์ได้สอบถามถึง 2 ครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธทั้ง 2 ครั้ง

ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เอง ที่ทำให้ทุกคนหวาดผวาว่าจะเข้าทำนอง “คุณป้า(จากเมือง)แทกู” ผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายที่ 31’ ของเกาหลีใต้ ผู้ป่วย Super spreader ที่เป็นต้นเหตุให้ เกาหลีใต้ กลายเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดในเอเชีย รองจากประเทศจีน ศูนย์กลางการระบาดฯไปในทันที
แล้วไทย จะรอดหรือร่วง จาก ระยะการแพร่เชื้อ ‘ไวรัสโควิดเฟส 3 ?
คำตอบของข้อสงสัยนี้ ได้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาจากหลายสำนักการแพทย์ ออกมาให้ความรู้ โดยทางเราขอรวบรวมมาสรุปให้เข้าใจง่ายๆกันตามนี้ (นำมาจาก บทสัมภาษณ์ นายแพทย์ไผท สิงห์คำ แพทย์ระบาดวิทยาภาคสนาม เผยแพร่ใน Instagram : The Standard)

ระยะ หรือ เฟส การแพร่เชื้อของ ไวรัส COVID-19 แบ่งอย่างไร

ระยะที่ 1 พบผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ 
เป็นช่วงที่มีการนำเข้าเชื้อมาจากต่างประเทศ ซึ่งแทบทั้งหมดเกิดจากผู้ที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัศ COVID-19 โดยตรวจพบจากมาตรการคัดกรองในสนามบิน ส่วนมากจะตรวจพบจากผู้ที่มีอาการแล้ว เมื่อตรวจพบก็นำตัวผู้ป่วยมาตรวจในห้องแลปทางการแพทย์อีกครั้ง
ระยะนี้ ยังไม่สามารถตรวจคัดกรองพบผู้ติดเชื้อได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะคนที่เดินทางเข้ามาในประเทศยังไม่มีอาการ แต่เมื่อเดินทางเข้ามาในประเทศ จะเกิดการแสดงอาการในภายหลัง ทำให้เกิดโอกาสที่จะแพร่เชื้อไปยังประชาชนในประเทศ
ระยะที่ 2 พบการติดเชื้อในประเทศในวงจำกัด 
ช่วงนี้จะเริ่มตั้งแต่การแพร่กระจายเชื้อจากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ สู่ประชาชนในประเทศ ระยะนี้ยังสามารถทราบได้ว่าใครติดจากใคร ในทางปฏิบัติ ทุกประเทศจะพยายามจัดการจำกัดวงการระบาดให้อยู่ในช่วงระยะที่ 2 นี้ ไม่ให้พัฒนาไปสู่ระยะที่ 3 รวดเร็วเกินไปนัก
ด้วยการทำทุกวิถีทาง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดเชื้อมาจากต่างประเทศนั้น ไปแพร่เชื้อต่อ ซึ่งเป็นระยะ หรือเฟส ที่ประเทศไทยกำลังพยายามหยุดการระบาดให้จำกัดอยู่แค่ในระยะนี้
ระยะที่ 3 การระบาดแพร่ขยายในประเทศเป็นวงกว้าง
“เป็นเส้นทางการดำเนินของโรค ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง”
ซึ่งเกิดได้หลายรูปแบบ ทั้งจากคนที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงแพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆ ถ้าควบคุมไม่อยู่ จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในแต่ละวัน
และในกลุ่มผู้ติดเชื้อในระยะนี้ จะมีผู้ป่วยที่มีอาการหนัก จำเป็นต้องอยู่ในห้องผู้ป่วย ICU และเกิดความเสี่ยงว่า ถ้าแพทย์หรือบุคลากรการแพทย์ที่ดูแลมีไม่พอ ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นได้
ดังนั้น การตัดสินว่า ระยะการแพร่เชื้อ ‘ไวรัสโควิดเฟส 3’ จะเกิดขึ้นในไทยหรือไม่? ตัวชี้วัดอยู่ที่ จำนวนเคสการติดเชื้อในประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ในบริเวณจำกัด จึงทำให้จำนวนคนที่ติดเชื้อสะสมลดลง
ฉะนั้น ไม่ว่าจำนวนคนติดเชื้อจะเพิ่มมาขนาดไหน กราฟผู้ติดเชื้อจะค่อยๆตกลงอย่างแน่นอน นี่จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ที่เกิดวิกฤตการแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 นี้ต่อจากนี้ไป
ส่วนกราฟแสดงผลจำนวนผู้ติดเชื้อ จะสูงหรือต่ำ ในระยะที่ 3 ก็ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศนั้นมีมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่เชื้อทั้งในส่วนบุคคลและสาธารณะได้ดีแค่ไหน
ดังนั้น แพทย์ระบาดวิทยา จึงฟันธงไว้ว่า ประเทศไทยทั้งประเทศยังไม่จัดอยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยง เพราะมีบางจังหวัดที่ยังไม่มีผู้ป่วยเข้าข่ายเสี่ยงเลย ไม่ใช่เรื่องที่จะเหมารวมแล้วกำหนดชะตาประเทศได้ มีอีกถึงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังไม่มีผู้ป่วยติดเชื้อเลย

“วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ ประชาชนต้องรู้ว่าหนทางสำคัญที่สุดที่จะทำให้เราจติดเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ คือ การไปสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลายของผู้ติดเชื้อ ทั้งการสัมผัสโดยตรง จับมือกัน แล้วเอามือมาจับหน้า หรือบังเอิญไปจับสิ่งของ ที่มีน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ติดเชื้ออยู่ รวมถึงการไอจามใส่กันในระยะกระชั้นชิด”

“ดังนั้น ทางรอดของประเทศตอนนี้ คือ การที่คนไทยมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อสังคม

รับผิดชอบตนเอง คือ ถ้าเรามีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศที่เสี่ยง ก็ควรเตรียมการอย่างจริงจังว่าจะปกป้องตัวเองอย่างไรไม่ให้เสี่ยงติดเชื้อ เลื่อนได้ย่อมดีที่สุด แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ต้องเลี่ยงการไปอยู่ในที่แออัดมากๆ เพราะเสี่ยงกับการสัมผัสเชื้อ นี่ก็จะทำให้ความเสี่ยงในการติดเชื้อกลับมายังประเทศตัวเองลดลงได้”
“ถ้าเราไม่รู้ว่า ที่ไหนอันตราย ก็ต้องพยายามล้างมือบ่อยๆ ทั้งด้วยการฟอกสบู่และเจลแอลกอฮอล์ หรือถ้ายังล้างไม่ได้ ต้องพยายามอย่าจับหน้า”
“มาที่ประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ต้องหลีกเลี่ยงการไปสัมผัสกับผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามอยู่แต่ในบ้าน หรือทางการแพทย์เรียกว่าการทำ Self Quarantine เป็นระยะเวลา 14 วัน เพราะช่วงเวลา 14วันนี้เป็นระยะเวลายาวที่สุดที่จะเห็ฯคนป่วยแสดงอาการ ถ้าผ่าน 14 วัน ยังไม่แสดงอาการก็ค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าจะไม่ติดเชื้อ”
“ในทางกลับกัน ถ้าภายใน 14 วัน มีอาการของโรค ต้องรีบไปพบแพทย์ แจ้งทันทีว่ามีประวัติเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยงมา อย่าปิดบัง ถือเป็นจริยธรรมที่ชาวไทยในตอนนี้พึงมีมากที่สุด”
คงต้องบอกว่า “ชะตาของประเทศ” และคำตอบว่า ไทยจะเข้าสู่ ระยะแพร่เชื้อ ‘ไวรัส COVID-19 เฟส 3’ หรือไม่ ขึ้นอยู่ที่คนไทยทุกคนแล้ว

ที่มา :


อัปเดตและรู้ทันวิธีการดูแลสุขภาพ ปลอดภัยจาก ไวรัส COVID-19

บทเรียนที่โลกได้จาก ‘ผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายที่ 31’ ของเกาหลีใต้ หายนะที่มาจากผู้หญิงคนเดียว

ฟังหูไว้หูเรื่อง ‘ไวรัสอู่ฮั่น’ ลดการใช้ ‘มโนศาสตร์’ แต่ให้ใช้ ‘ระบาดวิทยา’

ในข่าวร้ายมีข่าวดีเสมอ ชี้แนวทางเสพข่าว ‘ไวรัสอู่ฮั่น’ ระบาด อย่างมีสติและความหวัง