เซี่ยงไฮ้เริ่มใช้ QR Code 3 สี บ่งชี้สถานะว่าใครเสี่ยงแพร่เชื้อ COVID-19

716

เกิน 10 วันมาแล้วที่ ‘รัฐบาลเซี่ยงไฮ้’ ทดลองใช้ระบบ QR Code (随身码) เพื่อติดตาม ควบคุม และป้องกันการระบาดของไวรัส COVID-19


ระบบ QR Code นี้เป็นหนึ่งในมาตรการที่จีนใช้บ่งชี้สถานะบุคคลว่า ใครเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงที่จะแพร่เชื้อต่อ โดยมีการจัดแบ่ง QR Code ออกเป็น 3 สี ดังนี้
  • สีแดง แสดงสถานะว่า บุคคลดังกล่าวอยู่ระหว่างควบคุม/กักกันตัวทางการแพทย์ เป็นผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ออกจากโรงพยาบาล หรือเป็นผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ เสนอแนะให้บุคคลดังกล่าวกักกันตนเองหรือแยกจากบุคคลอื่น
  • สีเหลือง แสดงสถานะว่า บุคคลดังกล่าวเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อเข้ามายังเซี่ยงไฮ้ ยังไม่ครบกำหนดระยะเวลา 14 วัน เสนอแนะให้ติดตามสังเกตอาการของบุคคลดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
  • สีเขียว แสดงสถานะว่า บุคคลดังกล่าวไม่มีอาการผิดปกติ หรือเป็นบุคคลที่สิ้นสุดการควบคุมกักกันตัวทางการแพทย์แล้ว จึงสามารถผ่านเข้าออกสถานที่ต่างๆ ได้ตามปกติ

ระบบ QR Code นี้เริ่มทดลองวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ในหลายพื้นที่ของเซี่ยงไฮ้ อาทิ ด่านตรวจการจราจร ชุมชนที่พักอาศัย พื้นที่เขตนิคมพัฒนาธุรกิจและเทคโนโลยี อาคารสำนักงานต่างๆ ซูเปอร์มาร์เก็ต ระบบขนส่งสาธารณะ ฯลฯ
แต่ใช่ว่าทุกคนที่มีบัตรประชาชนจีนจะได้ QR Code ที่พร้อมใช้งานทันที เพราะรัฐยังไม่ได้ลิงก์กับระบบ Big Data ของประเทศที่เป็น Social Credit System หรือ ระบบเครดิตสังคม เนื่องจากต้องการคัดกรองผู้ติดเชื้อและประวัติการเดินทางไปมาหาสู่ในบางพื้นที่ก่อน
สำหรับการใช้งาน ชาวจีนต้องกรอก ชื่อ, เลขที่บัตรประชาชนจีน, เบอร์โทรศัพท์ โดยสามารถให้ข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ซึ่งมีให้เลือก 3 ช่องทาง ได้แก่
  • Shanghaifabu App (แอปพลิเคชันของรัฐบาลเซี่ยงไฮ้)
  • Wechat (Tencent Holdings Ltd.)
  • Alipay (Alibaba Group Holding Ltd.)
เมื่อสมัครใช้งานแล้ว ชาวจีนในบางพื้นที่ก็จะได้ QR Code ผ่านทางสมาร์ทโฟนของตัวเอง
Alipay ประกาศว่า มีแผนพัฒนาระบบนี้ให้ใช้งานได้ทั่วประเทศ
การใช้งาน QR Code นั้น เหมือนเป็นระบบพาสปอร์ตสำหรับสุขภาพ (Health Passport System) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ทั้ง
  1. ผู้ใช้งานที่เป็นประชาชนทั่วไป
    สามารถใช้ QR Code แสดงสถานะของตนเองเมื่อผ่านหรือเข้าออกชุมชนที่พักอาศัย สถานที่ทำงาน
  2. ผู้ตรวจสอบสถานะบุคคล
    อาทิ เจ้าหน้าที่ประจำด่านทางด่วน เจ้าหน้าที่ตรวจควบคุมประจำชุมชนที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และสถานที่ต่างๆ สามารถใช้ฟังก์ชันสแกนโค้ดของ Wechat และ Alipay เพื่ออ่าน QR Code ของบุคคลที่ต้องการผ่านเข้าออกได้เลย และเมื่อสแกนแล้วจะได้เห็น
      • ข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้น
      • ข้อมูลเรื่องสุขภาพ
      • ข้อมูลตำแหน่ง GPS ณ ปัจจุบันของบุคคลนั้นๆ

ในกรณีที่สแกนแล้วพบบุคคลต้องสงสัย ผู้ตรวจสอบสามารถรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที

ข่าวอีกด้านหนึ่งจากเว็บไซต์ Technode ให้ข้อมูลว่า จีนทดลองใช้งานระบบ QR code ในหางโจว (Hangzhou Health Code) เมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียงเป็นแห่งแรก เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในลักษณะของฟีเจอร์ใหม่ที่เข้าถึงได้จาก Alipay และ WeChat ก่อนที่รัฐบาลจีนจะประกาศเปิดตัวระบบให้ใช้งานในมหานครเซี่ยงไฮ้

ผู้สื่อข่าวของ TechNode เปิดเผยว่า การใช้งานระบบ QR Code ในเจ้อเจียงมีความจริงจังและเข้มงวดมาก ต่างจากทางตอนใต้ของ เมืองเซินเจิ้น ที่ตั้งของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ Tencent ซึ่งเป็นอีกเมืองที่ได้ทดลองใช้ระบบ QR Code ก่อนเซี่ยงไฮ้ แต่คนส่วนใหญ่กลับเพิกเฉยต่อการใช้งานระบบดังกล่าว เนื่องจากหลังผ่านช่วงปิดเมือง (Lockdown) ชาวเมืองก็กลับมามีวิถีชีวิตที่รีบเร่งเดินทางไปทำงานและกลับบ้าน

แม้จีนจะวางระบบ Big Data และใช้ประโยชน์ได้จริงในหลากหลายด้าน แต่จากข้อมูลการใช้งานระบบ  QR Code บางพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการปัญหาในแต่ละเขตการปกครอง ความท้าทายในการควบคุมโรคระบาด เนื่องจากการใช้งานระบบโดยไม่รัดกุมก่อให้เกิดความเสี่ยงตามมา ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยในสถานการณ์เช่นนี้ การให้ความร่วมมือ เปิดเผยข้อมูลตามจริงของประชาชน กับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลแบบเรียลไทม์ระหว่างหน่วยงาน จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การใช้งาน Big Data เกิดประโยชน์สูงสุดและฝ่าวิกฤตนี้ไปได้


ดูการใช้ประโยชน์จาก Big Data ในเกาหลีใต้ และเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-0

COVID-19 กับการเฝ้าติดตามด้วย IoT,  Big Data และ Smart City ที่เกาหลีใต้

ระยะแพร่เชื้อ ‘ไวรัส COVID-19 เฟส 3’ ไทยจะรอดหรือร่วง? ชวนมาลุ้นแบบคนรู้จริง

บทเรียนที่โลกได้จาก ‘ผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายที่ 31’ ของเกาหลีใต้ หายนะที่มาจากผู้หญิงคนเดียว


ที่มา