โควิด 19 ที่ระบาดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ พิชิตได้ถ้าเรา “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ”

193

เมื่อช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ในนครอู่ฮั่นของจีน เกิดกลุ่มคนติดเชื้อ “ปอดอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุ” มีศูนย์กลางอยู่บริเวณรอบตลาดค้าส่งสัตว์และปลา มีร้านขายไก่ ค้างคาว งูพิษ กวาง และสัตว์ป่ามากมาย รวมทั้งอวัยวะภายในของสัตว์ป่าหลายชนิดกว่าพันร้าน

หลังเกิดเหตุระบาดของโควิด 19 การสาธารณสุขจีนได้ทุ่มเทค้นคว้าตรวจสอบจนสามารถค้นพบและแยกสายพันธุ์โคโรนา ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และพบว่าแหล่งที่เกิดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น เชื่อมโยงกับตลาดค้าอาหารทะเลหฺวาหนาน ซึ่งรับรู้กันต่อมาว่า การระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า โควิด 19 เป็นโรคที่เกิดจากสัตว์ (โรคที่มนุษย์รับจากสัตว์)
www.xinhuathai.com

ปัจจุบันแพร่ระบาดกระจายไปทั่วโลกใน 46 ประเทศ มีผู้ได้รับเชื้อกว่า 81,409 คน เสียชีวิตไปแล้ว 2,700 ราย รักษาหาย 30,496 คน

การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการติดต่อระหว่างคนสู่คน ผ่านละอองระบบทางเดินหายใจที่ปล่อยออกมาเช่น การไอหรือจาม โดยเจ้าไวรัสโควิด 19 มีระยะฟักตัวตั้งแต่ 2-14 วัน จะแสดงอาการไข้ ไอ หายใจลำบาก อาจมีสภาวะแทรกซ้อนของการปอดบวมและหายใจลำบากเฉียบพลัน ซึ่งยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับอนุญาตหรือยาต้านไวรัสจำเพาะ (แม้จะมีการวิจัยพัฒนาทั้งสองอย่างอย่างต่อเนื่อง)
การรักษาโดยทั่วไปจึงมุ่งเป้าไปที่การจัดการกับอาหารและรักษาแบบประคับประคอง ปรับพฤติกรรมให้คุ้นชินกับการดูแลตัวเอง
การใช้ชีวิตทั่วไปก็ควรอยู่ห่างจากบุคคลที่มีอาการไอ จาม หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าเพื่อป้องกันการติดต่อ ส่วนผู้ที่สงสัยว่าตนอาจได้รับเชื้อนี้ ควรกักตนเองและเฝ้าติดตามดูอาการเป็นเวลาสองสัปดาห์ ไม่ควรออกไปในที่ที่อาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่น และควรสวมผ้าปิดจมูก
www.xinhuathai.com
สถานการณ์โควิค 19 ในไทย ยังอยู่ในระหว่างการเฝ้าระวังและพยายามจะหยุดการระบาดอย่างเข้มข้น ล่าสุดพบผู้ป่วยที่กลับจากการท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น ซึ่งติดเชื้อและไม่ระมัดระวังจึงแพร่โรคสู่หลานของตัวเอง จึงส่งตัวเข้ารับการรักษา และแพทย์ก็ยืนยันแล้วว่า ไม่ใช่ผู้ป่วยที่แพร่กระจายเชื้ออย่างรุนแรง (Super Spreader)

หลังจากตรวจ-ติดตาม-พ่นยา ไปจนถึงกักตัวผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าจะมีการติดต่อหรือสัมผัสกับผู้ป่วยหรือญาติของผู้ป่วยรายนี้ ปัจจุบันไทยเรามีผู้ติดเชื้อโควิด 19 ทั้งสิ้น 40 ราย (นับตั้งแต่มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง) ซึ่งได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว 24 ราย และยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอีก 16 ราย

เมื่อประเทศไทยไทยเผชิญกับปัญหาโรคระบาดหรือปัญหาสุขภาพ ต้องยอมรับว่าการแพทย์และการสาธารณสุขไทยเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สาธารณสุขไทยยังได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก-ประชาคมโลก ขจัดปัญหามากมายไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด จนเป็นที่รับรู้และยอมรับกันทั่วโลกว่า ระบบสาธารณสุขไทยมีประสิทธิภาพสูง
ล่าสุดเมื่อองค์การอนามัยโลกประกาศให้โควิด 19 เป็นตัวก่อโรคอันตรายรุนแรงอันดับ 14 ของโลก มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปส์กินส์ สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศจัดอันดับคุณภาพ-ประสิทธิภาพการรับมือกับโควิด 19 ว่า การจัดการของประเทศไทยอยู่ในอันดับ 6 จาก 195 ประเทศทั่วโลก ซึ่งยืนยันได้ดีว่า การสาธารณสุขของไทยนั้นมีคุณภาพ-ศักยภาพสูง ส่งเสริมความปลอดภัยให้แก่ทุกชีวิตในประเทศได้อย่างดี นับเป็นเกียรติภูมิที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง

ความรุนแรงของโควิด 19 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเสียชีวิตและความปลอดภัยของผู้คนไปทั่วโลกเท่านั้น!แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงสังคม-เศรษฐกิจโดยรวมอย่างมาก โดยเฉพาะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนที่เผชิญปัญหาหนักหนาสาหัสอยู่ในวันนี้ ชี้ชัดว่า โรคติดต่อที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นในระยะสั้นและจะสามารถควบคุมได้ จากการที่รัฐบาลยกระดับการสนับสนุนด้านนโยบาย ช่วยให้จีนบรรลุเป้าหมายการพัฒนาต่างๆ ทางเศรษฐกิจและสังคมในปี 2563 โดยย้ำว่ารัฐบาลจีนจะยังคงรักษานโยบายด้านเงินตราอย่างสุขุมรอบคอบต่อไป และจะนำขั้นตอนของนโยบายใหม่ๆ ออกมาใช้ให้ถูกจังหวะเวลา พร้อมกับศึกษาและนำมาตรการลดภาษีอย่างเป็นขั้นตอนออกมาใช้ เพื่อช่วยให้กิจการขนาดเล็กฝ่าความยากลำบากในช่วงนี้ได้!

สำหรับประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหารอบด้าน แถมมีปัญหาการเมืองซ้ำเติมหนักขึ้นทุกขณะ! เศรษฐกิจไทยก็พึ่งพาการท่องเที่ยวสูงถึงร้อยละ 12 ของจีดีพี จึงมีการต้องปรับลดการคาดการณ์ใหม่ หลังจากที่การท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องซบเซา โดยมีการปรับลดจีดีพีไทยจากเดิมลงเหลือร้อยละ 1.4 แต่โกลด์แมน แซคส์ คาดว่าจีดีพีไทยปีนี้จะเติบโตเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น จากภาพรวมของปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศและจากผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว-ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องซึ่ดคาดว่าจะลดลงกว่าร้อยละ 10!
นี่คือโควิด 19 ที่ระบาดเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรงและต้องเตรียมรับมือกันให้ดี!

อย่างไรก็ดี เราสามารถช่วยกันลดความรุนแรงของเชื้อร้ายนี้ได้ แต่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในภารกิจหยุดการระบาด มูลเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความไม่ปลอดภัยทางสังคมและสุขภาพ ด้วยการระมัดระวังพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทำตามที่กระทรวงสาธารณสุขชี้แนะให้เป็นนิสัยได้ง่ายๆ นั่นคือ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงและการระบาดได้มากมายทีเดียว
หากเดินทางไปในสถานที่หรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง หรือสงสัยตัวเองว่าได้รับเชื้อนี้ ให้รีบไปตรวจรักษา ให้ข้อมูลแบบไม่ปกปิดกับแพทย์ จัดสถานที่กักตัวเองก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้ทั้งตนเอง คนรอบข้าง และสังคมโดยรวมได้เป็นอย่างดี
ถ้าร่วมมือกันได้ อีกไม่นานเกินรอ ชีวิตและสังคมก็จะกลับสู่สภาพปกติ อย่าลืมนะครับ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ”

 

 

เรื่อง : Apichartology