แม้จะเร็วเกินไปที่จะระบุว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยในขณะนี้ ทั้งหมดมีสาเหตุมาจาก COVID-19 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ได้สำแดงเดชอย่างเด่นชัด และทำให้เศรษฐกิจโลกซวนเซ โดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ได้ประเมินว่า จากการที่ไวรัสแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก จะทำให้เศรษฐกิจโลกจะต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแน่นอน และคาดว่าจีดีพีโลกจะลดลง 0.5% เหลือการเติบโต 2.4% ในปี 2020 จากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2019 ที่ประเมินไว้ว่าจะเติบโต 2.9%
พิษ COVID-19 ทำให้แทบทุกอุตสาหกรรมต่างติดล่มกันถ้วนหน้า ที่เด่นชัดคือภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่โรงงานปิดตัว ซัพพลายเชนของสินค้าอุปโภคบริโภคพัง และการท่องเที่ยวที่หดตัวจากการที่หลายประเทศมีมาตรการห้ามพลเมืองของตัวเองเดินทางไปในประเทศกลุ่มเสี่ยง รวมถึงบางประเทศออกกฎระเบียบเข้มงวดในการตรวจตรานักเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ซึ่งตัวเลขนี้น่าจะเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก หรือวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์
สถานการณ์ล่าสุด จากรายงาน Coronavirus COVID-19 Global Cases by Johns Hopkins CSSE เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2020 คือ
- มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 95,425 ราย
- เสียชีวิต 3,286 ราย
- รักษาหายแล้ว 53,399 ราย

โดยข้อเสนอแนะจาก OECD คือ รัฐบาลและสถาบันการเงินแต่ละประเทศควรออกมาตรการช่วยเหลือด้านภาษี ทั้งในแง่ของการลดภาษี และขยายเวลาการจัดเก็บล่าช้าออกไปจากปกติ รวมถึงมาตรการเสริมสภาพคล่องทางการเงินต่างๆ เพื่อรองรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
Laurence Boone, OECD Chief Economist ระบุว่า “ความเสี่ยงที่เกิดจากไวรัสนี้ ทำให้เศรษฐกิจโลกทรุดหนักลง จากที่อ่อนแออยู่แล้วจากความตึงเครียดทางการค้าและการเมือง รัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นต้องดำเนินการมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนโดยทันทีเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค สนับสนุนระบบการดูแลสุขภาพคุ้มครองผู้คน หนุนอุปสงค์และจัดหาความช่วยเหลือทางการเงินแก่ครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด”
วิกฤติ COVID-19 สร้างความสั่นสะเทือนมากกว่าเมื่อครั้งวิกฤต SARS เมื่อปี 2003 เพราะในช่วงนั้นจีนยังไม่มีบทบาทสำคัญบนเวทีโลกมากขนาดนี้ ครั้งนั้นจีดีพีของจีนมีสัดส่วนเพียง 6% ของจีดีพีโลก แต่ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนสูงถึง 17% ขณะที่ย้อนกลับไป ณ ขณะนั้น นักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนเพียง 2% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่เมื่อปี 2019 เพิ่มขึ้นเป็น 9%
เมื่อจีนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาด COVID-19 ประสบปัญหาอย่างหนักหน่วง จีดีพีปี 2020 ของจีนจึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเติบโตต่ำกว่า 5% คือ เหลือเพียง 4.9% จากปี 2019 ที่เติบโต 6.1% และก่อนหน้าได้ประเมินว่าจะเติบโต 5.7% ในปีนี้
ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ Top 10 ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และอินเดีย ก็ล้วนถูกคาดการณ์ว่าจะจีดีพีจะเติบโตลดลงด้วย
อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะยืดเยื้อแค่ไหน และเศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวกลับมาแข็งแกร่งได้เร็วเพียงใด
กระนั้น OECD ก็คาดการณ์ว่าจีดีพีโลกจะฟื้นตัวและกลับมาเติบโต 3.3% ในปี 2021
นอกจากบทความชิ้นนี้่ เรายังขอแนะนำให้คุณอ่านบทความอีก 2 ชิ้น คือ
- โลกโลกาภิวัตน์ไปไกลแค่ไหน ‘ซัพพลายเชน’ ก็กระเทือนเพราะไวรัสระบาด
- มหันตภัย COVID-19 ทุบยอดขนส่งสินค้าไอทีร่วง ติดลบทั้งระบบ
เพื่อจะได้เห็นภาพความวุ่นวายและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจจะตามมาจากไข้หวัดที่ระบาดไปทั่วโลก
ที่มา
- Coronavirus: OECD Slashes Forecast for World Economy
- The impact of the Covid-19 outbreak on economic prospects is severe













