“อ่านใจคน” ผ่าน “กิริยาท่าทาง”

908

มีซีรี่ส์หนึ่ง ซึ่งแม้จะออกฉายไปนานแล้ว แต่ยังคงย้อนหาดูได้ และผมคิดว่าเป็นละครโทรทัศน์ที่น่าสนใจ นั่นก็คือ ซีรี่ส์ชุด Lie to Me ครับ


Lie to Me เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวน คล้ายๆ กับ CSI แต่ Lie to Me มิได้อาศัยเครื่องไม้เครื่องมือใน Labs สำหรับการตรวจ DNA เหมือน CSI
เพราะ Lie to Me ใช้เพียงการวิเคราะห์ “สีหน้า-ท่าทาง” ครับ!
อาทิ การเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าตามสภาพอารมณ์ที่แท้จริง แววตา รวมถึงมุมเคลื่อนของตาดำ และอากัปกิริยาท่าทางต่างๆ ของผู้ต้องสงสัย
เรามาดูตัวอย่างการ “ทายนิสัย-อ่านใจคน” ผ่าน “ท่วงท่าลีลา” ต่างๆ กัน

1. ว่าด้วยแขน

1.1 กอด อก สุดคลาสสิก: มีงานวิจัยมากมายจากอดีตถึงปัจจุบันที่เผยว่า การกอด อก ของผู้ใหญ่ก็คือท่าทางที่มนุษย์เราพัฒนามาจากตอนที่แต่ละคนเป็นเด็กๆ
กล่าวคือ เมื่อพบเหตุการณ์ที่ไม่แน่ใจว่าปลอดภัยหรือไม่ เด็กเล็กๆ มักจะไปแอบหลังวัตถุที่ใหญ่กว่าร่างกายตนเอง ที่คลาสสิกมากๆ ก็คือแอบหลังแม่ หรือไม่ก็เสาบ้าน ต้นไม้ใหญ่ กระถางต้นไม้ใหญ่ๆ ตู้ โต๊ะ ต่างๆ เป็นต้น
ต่อเมื่อเด็กโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงช่วงวัยรุ่น เด็กวัยนี้มักหลีกเลี่ยงการแอบหลังวัตถุ วัยรุ่นหลายคนจึงนิยมกอด อก เพื่อปกป้องตนเองจากสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ

โดยนัยนี้ก็คือ การสะท้อนสัญชาตญาณการใช้ท่อนแขน เพราะไม่อยากแอบหลังวัตถุ ดังนั้นจึงเกิดการใช้ท่อนแขนเพื่อปกป้องอวัยวะสำคัญคือ หัวใจ รวมถึงปอด เพื่อป้องกันการจู่โจมจากศัตรู คือคู่สนทนา หรือสถานการณ์

และเมื่อมนุษย์พัฒนาร่างกายและจิตใจมาถึงวัยกลางคน หากเขาหรือเธอเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่เปราะบาง ผู้ใหญ่หลายๆ คนมักแสดงท่ายกแขนข้างใดข้างหนึ่งงอพาดขึ้นทาบบริเวณหน้าอกและช่องท้องด้านบนโดยไม่รู้ตัว
ท่าคลาสสิกของกรณีนี้ก็คือ “ท่าหอบแฟ้ม” และ “ท่าหอบกระเป๋า” ในลักษณะ “ถือแฟ้ม” หรือ “ถือกระเป๋า” ด้วย “มือเดียว” แบบ “เฉียงพาดหน้าอก”

รวมถึงท่าคลาสสิกอีกท่าหนึ่งของการกอด อก ก็คือ ท่าเอาแขนขวายกผ่านใต้ราวนมไปจับแขนซ้ายของตัวเอง ท่านี้เป็นที่รู้จักในแวดวงนักจิตวิทยาว่าท่ากอด อกข้างเดียว
ท่ากอด อกข้างเดียว มักเกิดกับบุคคลที่ขาดความมั่นใจในสถานการณ์ประหม่าต่อหน้าสาธารณชนครับ

โดยสถิติแล้วจะพบ ท่ากอด อกข้างเดียวในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เพราะเพศชายส่วนใหญ่เมื่อไม่มั่นใจ หลายคนมักใช้ท่ากุมเป้ามากกว่า เนื่องจากมนุษย์เพศชาย 99.999% จะให้ความสำคัญกับอวัยวะเพศในทุกเรื่องที่พวกเขาคิด-พูด-ทำ ทั้งโดยซ่อนเร้นและเปิดเผย หรือโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว

1.2 กำปั้นกอด อก: ท่านี้บ่งบอกได้อย่างดีว่า นอกจากผู้กำมือกอด อก จะไม่แน่ใจในสถานการณ์แล้ว ยังพร้อมสู้ตายอีกด้วย!

1.3 กอดอกชูนิ้วโป้ง: ท่านี้ขัดแย้งกันในตัวเอง กล่าวคือ ถ้าการกอด อก คือความไม่มั่นใจ แต่การยกนิ้วโป้ง หรือ Thumb up ในภาษาอังกฤษนั้นคือความมั่นใจ

แต่หากท่าทั้งสองมาอยู่ร่วมกัน มันก็แปลได้ว่า คนที่ทำท่านี้อยู่นั้นกำลังหวั่นไหวอยู่ในทีท่า นี่คืออีกท่าคลาสสิกที่พัฒนามาจากยุคโบราณ โดยเฉพาะยุคหิน ที่มนุษย์ใช้หอกเป็นอาวุธ หรือนักรบโรมัน และตำรวจที่พกปืน
มีงานวิจัยจำนวนมากระบุว่าแทบไม่พบภาพคนทั้ง 3 กลุ่มนี้กอด อก เลย
เพราะคนทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวมีความมั่นใจในอาวุธที่ถืออยู่ ดังนั้นจึงไม่ต้องกอด อก แต่อย่างใด!

1.4 ท่านั่งกินกาแฟ: ท่าสุดท้ายในกลุ่มท่ากอด อก คือท่านั่งกินกาแฟครับ
ท่านั่งกินกาแฟนี้ ดูเผินๆ อาจไม่ใช่กลุ่มท่ากอด อก สักเท่าไหร่ ทว่า นักจิตวิทยาระดับโลกต่างชี้ตรงว่า ถ้าคู่สนทนาคนไหนเอามือฝั่งตรงข้ามกับถ้วยกาแฟพาดขวางบังหน้าอกไปจับถ้วยกาแฟ นั่นคืออาการของการปฏิเสธ
แต่หากคู่สนทนาเอื้อมมือข้างเดียวกับที่ตั้งถ้วยกาแฟไปจับถ้วยกาแฟโดยเปิดบริเวณหน้าอกให้เราเห็น นั่นคืออาการตอบรับเรา

2. ว่าด้วยขา

2.1 ยืนไขว้ขา: ถ้าพบใครที่ยืนไขว้ขาบ่อยๆ ก็แปลความว่า คนที่ชอบยืนไขว้ขานั้นเป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ คนที่ไม่มั่นใจในการเผชิญหน้ากับสังคม

แต่เมื่อสถานการณ์บังคับให้ต้องออกมาพบเจอผู้คน คนคนนั้นจึงมักยืนไขว้ขา และท่านี้โดยพื้นฐานดึกดำบรรพ์เลยก็คือ ท่าปกป้องอวัยวะเพศจากการถูกมองนั่นเอง
2.2 ยืนจังก้า: ยืนจังก้า คือ “ยืนกางขาเป็นรูปตัว V คว่ำ” หรือคนที่ยืนตรงข้ามจะเห็นเป็นรูปตัว A นี่คือท่าท้าทาย โชว์อวัยวะเพศ พร้อมรบเต็มพิกัด ดังนั้น เมื่อพบท่านี้ก็เข้าเกียร์ถอยหลังทันที เพราะขืนอยู่ต่อไปก็ต้องต่อสู้กันแน่ๆ

2.3 ยืนขาเฉียง: ยืนขาเฉียง คือ “ขาข้างหนึ่งยืนตรง” แต่ “อีกข้างเฉียงปลายเท้าชี้ไปทางทิศที่เจ้าของขากำลังจะมุ่งไป” ท่านี้แปลสัญญาณได้ 2 แบบคือ

  • 2.3.1 คนยืนขาเฉียง กำลังเบื่อ หรือกังวลกับสถานการณ์ตรงหน้า อยากจะหนีไปทางทิศที่ปลายเท้าเฉียงชี้ไป กับอีกกรณีคือ
  • 2.3.2 ปลายเท้าที่เฉียงมักชี้ไปทางคนที่ตนเองชอบใจ เช่น ป้าคนหนึ่งมักชอบยืนขาเฉียงชี้ไปทางไอ้หนุ่มหน้าเหมือน “ณเดช” เป็นต้น

2.4 ท่าไขว่ห้าง

2.4.1 ไขว่ห้างธรรมดา: ขาซ้ายพาดทับขาขวา และหนีบแน่น! แปลสัญญาณได้ว่า ห้ามรบกวน หรือท่านั่งปิดอวัยวะเพศนั่นเอง

2.4.2 ไขว่ห้างรูปเลข 4: นี่คือท่าเผยอวัยวะเพศแบบหนึ่ง ซึ่งอย่างที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า หากพบใครนั่งหรือยืนท่าเผยอวัยวะเพศนั้น แสดงว่าเจ้าของท่านอกจากจะไม่กลัวคุณแล้ว ยังท้าทาย หรือท้ารบอีกด้วย

2.4.3 แต่หากเจอคนไขว่ห้างรูปเลข 4 แล้วยังแถมเอามือมาจับขาที่งอพาดทับขาที่ตั้งฉากกับพื้นเข้าไปอีก นี่คือท่าอันตรายสุดๆ เพราะมันเป็นสัญญาณของการปฏิเสธคุณแบบแข็งกร้าว ดังนั้น จงบอกกับตัวเองเมื่อเจอท่านี้ว่า ถอยดีกว่า

2.4.4 นั่งไขว้เท้า: ท่าไขว้เท้าคือพัฒนาการสูงสุดของคนที่ไม่มั่นใจซึ่งพยายามหนีจากท่าไขว่ห้างมาเป็นถ้าไขว้เท้าโดยขาจะนั่งอยู่ในท่าปกติ ท่านี้ไม่ใช่ไขว่ห้าง แต่จะใช้เท้าไขว้หากันแทน ท่านี้แปลความหมายได้ว่าคนที่ทำท่าดังกล่าวกำลังกลัวสุดๆ แต่กำลังข่มกลั้นความกลัวไว้ไม่ให้ใครรู้ อีกท่าหนึ่งซึ่งอยู่ในชุดเดียวกันคือ ท่าเท้าเกี่ยวขา คือเลื่อนเท้าขึ้นมาไขว้กับน่องของอีกขาหนึ่ง

2.4.5 ท่าสุดท้ายในซีรี่ส์ชุด Lie to Me คือ “ท่าขาขนาน” ให้นึกถึง Sharon Stone ในหนังเรื่อง Basic Instinct นั่งไขว่ห้างขาขนาน ท่านี้คือ “การให้ท่า” ระดับ “ขั้นสูงสุด” ของผู้หญิงนั่นเองครับ!