‘แก่งหางแมว โมเดล’ ต้นแบบการบริหารจัดการน้ำแห่งภาคตะวันออก ลดความขัดแย้งอย่างได้ผล ด้วยการรับฟังความคิดเห็นประชาชน

266

แม้จะอยู่ในจังหวัดจันทบุรี พื้นที่อำเภอแก่งหางแมว ก็จัดเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำหลักของภาคตะวันออก ที่มาเสริมความมั่นคงเรื่องน้ำ สำหรับเดินหน้าโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ อย่าง โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งในตอนนี้ได้ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำข้อเสนอแนะมาจัดทำเป็น ‘แก่งหางแมว โมเดล’ และถ้าโมเดลนี้เกิดขึ้นได้จริงจะเป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำบนพื้นที่เสี่ยงเกิดความขัดแย้งอื่นๆ ต่อไป


‘แก่งหางแมว โมเดล’ อัศวินขี่ม้าขาว ช่วยผ่อนสถานการณ์ภัยแล้งภาคตะวันออกที่หนัก ให้กลายเป็นเบา

อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี // https://th.wikipedia.org
จากรายงานข่าวล่าสุด ของ ฝ่ายสื่อสารแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ เรื่อง “สร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง แท็งก์น้ำของอีอีซี “แก่งหางแมว โมเดล” การจัดการน้ำที่มาจากประชาชน” ได้ให้ข้อมูลล่าสุด เรื่องแนวโน้มการเกิดสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่อีอีซีและภาคตะวันออกว่า
“วิกฤตภัยแล้งปีนี้ที่มาเร็วและรุนแรง กระทั่งหลายๆ ฝ่ายวิตกว่าจะเกิดสงครามแย่งน้ำเช่นในปี 2548 ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงแร่งดำเนินการ ไม่เพียงในการเร่งรัดงบประมาณเพื่อดำเนินการตามแผนจัดการแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังเร่งทำให้เกิดกระบวนการสร้างความเข้าใจเป็นอีกกลไกสำคัญเพื่อลดความขัดแย้งด้วยไปในเวลาเดียวกัน”
โดยยกตัวอย่างการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ที่ล่าสุดได้มีการลงนามความร่วมมือแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด ให้แก่อ่างเก็บน้ำประแสร์ โดยจะผันน้ำในปริมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นการเฉพาะกิจ
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะเริ่มในเดือนมีนาคม 2563 จากเดิมวันละ 180,000 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 648,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเสริมความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี นั่นเอง

ดร.สมนึก จงมีวศิน กล่าวในฐานะหัวหน้าโครงการ “การป้องกันและจัดการความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรน้ำ : กรณีศึกษาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง” ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ ในประเด็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกที่น่าสนใจว่า
โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ อย่าง อีอีซี เป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่มาก และมีการใช้น้ำในปริมาณมหาศาล ตามระยะเวลาของโครงการพัฒนายาวนานถึง 20 ปี (พ.ศ. 2560-2580) ฐานทรัพยากรน้ำส่วนหนึ่งจึงต้องดึงไปจากพื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำของอำเภอแก่งหางแมว อำเภอนายายอาม และอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
โดยผ่านโครงการอ่างเก็บน้ำและระบบท่อส่งน้ำที่กำลังดำเนินการพัฒนาอยู่ในพื้นที่ตามแผนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งกำหนดไว้ในหลักการพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2580
บวกกับการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำรวม 4 แห่ง ประกอบด้วย
  1. อ่างเก็บน้ำประแกด ตำบลพวา ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มกักเก็บน้ำแล้ว 2 ปี มีขนาดความจุ 60 ล้าน ลบม.
  2. อ่างเก็บน้ำคลองพวาใหญ่ 2 ที่บ้านบ่อชะอม ตำบลพวา ขนาดความจุ 68.1 ล้าน ลบม.
  3. อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ตำบลขุนซ่อง ขนาดความจุ 80.7 ล้าน ลบม.
  4. อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด บ้านวังสัมพันธ์ ตำบลขุนซ่อง มีขนาดความจุใหญ่ที่สุด คือ 99.5 ล้าน ลบม.
ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในระหว่างการทำ EHIA เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างตั้งอยู่ทางเชื่อมผืนป่า ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์กว่า 7,000 ไร่ “จะเห็นว่าบริเวณที่จะทำการก่อสร้างอ่างที่ 4 (คลองวังโตนด) และอ่างเก็บน้ำที่กำลังก่อสร้างอีก 3 แห่ง รวมทั้งระบบชลประทานตอนกลาง ตอนล่าง ท่อส่งน้ำ และสถานีสูบน้ำที่เกี่ยวข้องกับอ่างเก็บน้ำเหล่านี้ จะทำให้พื้นที่ป่าและพื้นที่ของเกษตรกรรมหายไปรวม 268,000 ไร่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่เก็บน้ำและรองรับน้ำหลาก จนเกิดปัญหาว่าคนในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมวถูกแย่งน้ำ”

ดร.สมนึก ชี้แจงต้นตอของปัญหาดังข้อมูลข้างต้นนี้ เพื่อนำสู่ที่มาของความจำเป็นที่ต้องมี โครงการ “การป้องกันและจัดการความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรน้ำ : กรณีศึกษาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง” เพื่อหาแนวทางลดความขัดแย้ง และสร้างความเป็นธรรมในการใช้น้ำกับผู้ที่อยู่ต้นน้ำหรือผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพยากร ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ปูทางสู่การทำให้เกิดการยอมรับจากทุกภาคส่วน

ผลจากการประชุมหารือกับ 4 ตำบล ในอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ที่เกิดเป็นข้อเรียกร้องไปยังคณะกรรมการอีอีซี มี 2 ประเด็น หลัก คือ
  1. ขอให้รัฐบาลออกมาตรการที่ชัดเจนในการปกป้องผืนป่าตะวันออก ซึ่งเป็นป่าใหญ่ผืนสุดท้าย และเป็นต้นน้ำที่สำคัญของทั้ง 8 จังหวัดในภาคตะวันออก
  2. ในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับโครงการอีอีซี โดยกรมชลประทานกำลังก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่งซึ่งมีความจุรวมกัน 308 ล้านลูกบาศก์เมตรนั้น กรมชลประทานจะต้องสร้างระบบกระจายน้ำและแบ่งปันน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่ก่อน อย่างน้อยปีละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนน้ำที่เหลือสามารถนำไปพัฒนาประเทศในส่วนอื่นได้

การรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน หัวใจสำคัญที่ทุกโครงการพัฒนาควรทำ หากมุ่งหวังความสำเร็จ

“ผมเห็นด้วยกับกระบวนการวิจัยนี้  และเชื่อว่าถ้ารัฐบาลรับฟัง จะเกิดเป็นรูปธรรม  ได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม”
ความเห็นนี้มาจาก พิรุฬห์ เชื้อแขก คณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาวังโตนด และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนซ่อง อำเภอแก่งหาแมว จังหวัดจันทบุรี ที่นำเสนอไว้อย่างชัดเจนในเวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการประเด็น “การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว อำเภอนายายอาม อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และพื้นที่ตำบลคลองโพล้ อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง เพื่อใช้ในการถอดบทเรียนและแสวงหาทางออกในการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกันอย่างเพียงพอและยั่งยืน”
โดยงานนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จัดขึ้นที่ห้องประชุมโรงเรียนบ้านวังอีแอ่น ตำบลพวา อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี
“ประเด็นคือ ท่อผันน้ำจากสถานีสูบน้ำวังประดู่ไปอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ดำเนินการแน่นอน ระยะทางประมาณ 45 กม. คนพวาได้แต่นั่งมองน้ำ แต่ยังไม่ได้ใช้น้ำ เราเป็นห่วงว่าถ้าเราไม่ออกมาเคลื่อนไหว ไม่ออกมาบอกให้หน่วยงานไปช่วยเราขับเคลื่อนมันจะเงียบเหมือนหลายๆ อ่างที่สร้างแล้วไม่ได้ใช้น้ำ”
ด้านตัวแทนจากตำบลท่าใหม่ อินทิรา มานะกุล แลกเปลี่ยนทัศนะในฐานะที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมานานว่า เมื่อครั้งที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ชาวบ้านท่าใหม่เล่าให้ฟังว่า
“น้ำเค็มเคยรุกถึงตำบลรำพัน ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่ทำนา เพราะระบบน้ำจืดลงไปไม่ถึง ฉะนั้น สำหรับท่าใหม่ ทีมศึกษาต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถ้าอ่างเก็บน้ำวังโตนดเสร็จ เราจะต้องมีน้ำมากสักแค่ไหนจึงจะพอแก่การรักษาระบบนิเวศ เพราะวันนี้น้ำเค็มมากกว่าน้ำจืด ที่ผ่านมาเรามองจากประสบการณ์ จากการคาดคะเน ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง”
“วันนี้เรามีแหล่งน้ำที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ 4 เส้น แต่ร่างกายเราไม่สามารถเดินได้ด้วยเส้นเลือดใหญ่อย่างเดียว ต้องมีเส้นเลือดฝอย ซึ่งไม่มีใครรู้ดีเท่าเราซึ่งเป็นคนในพื้นที่ เราทำที่นี่ก่อนเพราะที่นี่เป็นเส้นเลือดใหญ่สุดของคนเมืองจันท์ ถ้าที่นี่ลงตัวเรียบร้อย มีทั้งคน ทั้งข้อมูล มีระบบการกระจายน้ำ พื้นที่ที่ 2 ก็คือ ลุ่มน้ำจันทบุรี ซึ่งต้องส่งต่อกันได้ เชื่อมโยงกันได้”

ต่อมา เป็นการนำเสนอแนวคิดของ ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนด ที่เริ่มต้นเล่าถึงเบื้องหลังการทำงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำขับเคลื่อนเรื่องน้ำ จนเกิดฝายกันน้ำเค็ม เกิดท่อน้ำดิบ ระยะทาง 68 กม. กันน้ำเค็มรุกและกักเก็บน้ำจืด เมื่อปี 2525 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลความสำเร็จว่า
“ในลุ่มน้ำวังโตนดมีคณะทำงาน 2 คณะ “กลุ่มบริหารการใช้น้ำคลองวังโตนด” จดทะเบียนกับกรมชลประทาน และ “คณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนด” อีกคณะ แต่งตั้งโดยกรมทรัพยากรน้ำ การทำงานของคณะทำงานจะประกอบด้วยสมาชิกจาก 3 อำเภอ ทำงานเชื่อมร้อยตั้งแต่ต้นน้ำ คือ แก่งหางแมว นายายอามและท่าใหม่ซึ่งอยู่ปลายน้ำ”
แต่หลังจากที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารลุ่มน้ำวังโตนดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแต่งตั้งโดยหน่วยงานใดจะเป็นสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือกรมชลประทานก็ดี กลุ่มคณะทำงานทั้ง 2 กลุ่มที่ตั้งขึ้นก่อนหน้าจะหายไป ซึ่งถือเป็นการส่งไม้ต่อ เพราะในลุ่มน้ำเดียวกันเราจะไม่แบ่งบริหารเป็นตอนๆ แต่ต้องทำงานร่วมกัน

“ทุกคนคือ เจ้าของน้ำ ดังนั้น การดำเนินงานของเราจึงถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการไม่นิ่งนอนใจ รอคอยแต่การช่วยเหลือจากรัฐ เราต้องลุกขึ้นมาจัดการน้ำช่วยเหลือกันด้วยตนเอง”

“แต่อย่ามองว่า น้ำเป็นของเรา ให้มองว่า น้ำเป็นสาธารณะ เมื่อถึงยามยาก เราต้องแบ่งปันเพื่อช่วยกัน ไม่เฉพาะในพื้นที่เรา แต่ต้องเชื่อมไปถึงพื้นที่ EEC ตามแผนการพัฒนาประเทศที่ถูกวางไว้ตามนโยบายรัฐบาล”

“และจงอย่าลืมว่าน้ำที่สำคัญที่สุดคือ “น้ำใจ” ณ วันนี้เรายังมีน้ำ เราควรจะช่วยเหลือเจือจานกัน น้ำใจที่เรามีต่อกันจะทำให้การพูดกันระหว่างต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ไปด้วยกันได้ดี ไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกคนได้ในที่สุด”

ปรับใช้นวัตกรรม แนวคิดวิศวกรรมกับภาคสังคม หาทางออก บริหารจัดการน้ำ ที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

ดร.สมนึก กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะตนเองที่เป็นวิศวกร งานวิจัยในโครงการนี้ได้นำความคิดทางวิศวกรรมมาปรับใช้กับภาคสังคม เพื่อหาทางออกให้ประชาชน เพราะอ่างเก็บน้ำเมื่อสร้างขึ้นแล้วย่อมต้องมีสิ่งทดแทนให้กับคนในพื้นที่ จึงเริ่มจากการออกแบบระบบกระจายน้ำ
“ปัจจุบันมีการออกแบบไปได้ 2 ตำบล คือ ตำบลพวา กับ ตำบลสามพี่น้อง อย่างอ่างคลองประแกดจะมีการตั้งปั๊มน้ำแล้วเดินท่อกระจายน้ำไปกลุ่มผู้ใช้ นั่นคือ แม้ว่าน้ำจะอยู่ในระดับต่ำสุดก็ยังสามารถสูบน้ำได้ โดยในช่วงแรกทางเทศบาลช่วยในส่วนของค่าน้ำมัน หลังๆ เราใช้การติดโซลาร์เซลล์ โดยท่อนี้จะวิ่งไปตามหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน เหล่านี้ประชาชนเป็นคนคิด ผมขับเคลื่อนในเชิงวิชาการ เพื่อลดความขัดแย้ง เราแบ่งแยกหน้าที่ แต่ทำงานประสานกัน อย่างชัดเจน”
สุดท้าย ดร.สมนึก สรุปว่า การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนในเบื้องต้นเพื่อนำข้อเสนอแนะมาจัดทำเป็น “แก่งหางแมว โมเดล” นี้ หากเกิดขึ้นได้จริงจะเป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำบนพื้นที่เสี่ยงเกิดความขัดแย้งอื่นๆ ต่อไป เพื่อให้เกิดการจัดการน้ำที่เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ ซึ่งมาจากพลังภาคประชาชนเป็นหลัก

ที่มา : รายงานข่าวเรื่อง “เรื่อง “สร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง แท็งก์น้ำของอีอีซี “แก่งหางแมว โมเดล” การจัดการน้ำที่มาจากประชาชน” โดย ฝ่ายสื่อสารแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ 
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : Facebook | Twister | Instagram : วารีวิทยา – wareewitthaya

อัปเดตวิธีรับมือ ภัยแล้ง 2563 ในหลายพื้นที่ จากหลากมุมมอง

ฝ่า ‘วิกฤตภัยแล้ง 2563’ ด้วยการปลูกผักแบบ ‘เกษตรแม่นยำ’ ทำน้อยแต่ได้มาก รับมือภัยแล้งที่ต้นเหตุ

เปลี่ยน น้ำเสีย เป็นต้นทุนสู้ ‘ภัยแล้ง 2563’ ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม นำร่องในพื้นที่ EEC ชู ญี่ปุ่น-จีน-สิงคโปร์ เป็นต้นแบบ

สู้ ‘ภัยแล้ง’ 2562 รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ด้วยงานวิจัยวางแผนจัดการน้ำบาดาลอย่างเป็นระบบ