WHO เผยความจริงเรื่อง ‘สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในจีน’ จากการลงพื้นที่ศูนย์กลางการระบาดของโลก

10764

นอกจากความกังวลเรื่องตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในหลายประเทศ ทุกทวีปทั่วโลกแล้ว ในตอนนี้ชาวโลกยังต้องเผชิญหน้ากับกระแสข่าวลวง ข่าวลือ เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ถาโถมเข้ามาทุกทิศทุกทางด้วย ด้วยเหตุนี้ WHO หรือ องค์การอนามัยโลก ได้ส่งทีมนักวิจัยไปยังเมืองใหญ่ในประเทศจีน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ศูนย์กลางการระบาดเกี่ยวกับ ‘สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในจีน’ มาบอกกัน

WHO เปิดความจริง ‘สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในจีน’ 

อย่างที่กล่าวมาว่า เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และป้องปรามความตื่นตระหนกของชาวโลก WHO ตัดสินใจส่งทีมนักวิจัยลงพื้นที่ศูนย์กลางการระบาดในเมืองใหญ่ของจีน จนได้ความจริง 10 ด้าน มาสื่อสารให้ชาวโลกได้รู้กัน ว่า ‘สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในจีน’ เป็นอย่างไร
  • สาเหตุการแพร่ระบาดหลักๆ ถึง 78-85% มาจากการการติดต่อระหว่างคนในครอบครัวและการใกล้ชิดโดยตรงกับผู้ติดเชื้อ การติดต่อผ่านละอองอากาศในระยะไกลนั้นไม่ใช่สาเหตุหลัก
  • ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะแสดงอาการและล้มป่วยหลังจากติดเชื้อ 2-3 วัน ในกรณีที่แสดงอาการหลังจากนั้นถือเป็นเคสที่พบเจอได้ยากมาก ส่วนผู้ที่ติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการอย่างที่เราได้ยินในข่าวบ่อยๆนั้นแทบจะไม่มีเลย
  • ผู้ป่วยราว 80% มีอาการไม่หนัก มีโรงพยาบาลชั่วคราว 10 แห่งที่ปรับใช้จากการดัดแปลงยิมเนเซียมและห้องจัดแสดงนิทรรศการ
  • อาการที่พบของการติดเชื้อส่วนใหญ่ คือ มีไข้ 88% เพราะฉะนั้นการตรวจไข้และอุณหภูมิจึงสำคัญมาก ส่วนอาการอื่นๆคือ ไอแห้ง 68% หอบเหนื่อย 38% ไอมีเสมหะ 33% หายใจถี่ 18% เจ็บคอ 14% ปวดหัว 14% ปวดเมื่อยตัว 14% หนาวสั่น 11%
  • น้ำมูกไหลไม่ใช่อาการของ Covid-19 เพราะฉะนั้นอย่าตื่นตระหนก
  • จากจำนวนผู้ติดเชื้อ 44,672 รายในจีน มีอัตราการเสียชีวิตเท่ากับ 3.4% โดยปัจจัยด้าน อายุ เพศ โรคแทรกซ้อน หรือโรคประจำตัว และระบบการรักษา มีผลต่อการเสียชีวิต
  • ความเสี่ยงของการติดเชื้อและเสียชีวิตจะสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยตอนนี้เด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบที่ติดเชื้อ (นับเป็น 1% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด) ยังไม่มีใครเสียชีวิต
  • อัตราการเสียชีวิตของผู้ชายนั้นสูงกว่าผู้หญิง และคนที่มีโรคประจำตัวหรือโรคแทรกซ้อนจะมีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่า เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันสูง โรคเกี่ยวกับปอด และมะเร็ง
  • ระยะเวลาในการรักษาจนหายอยู่ที่ 3-6 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ นั่นเป็นเหตุให้โรงพยาบาลในอู่ฮั่นต้องนำพนักงานจากจังหวัดอื่นๆกว่า 40,000 คน มาช่วยดูเเลผู้ป่วยในอู่ฮั่น รวมถึงการเพิ่มเตียงในโรงพยาบาลและจัดที่รักษาชั่วคราวในโรงยิมและศูนย์จัดนิทรรศการ
  • ยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งติดเชื้อยาก และแม้จะติดเชื้อ ก็จะป่วยไม่หนักเท่ากับผู้ที่อายุมากกว่า
  • เด็กที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อด้วยวิธีผ่าคลอดรวม 9 รายที่ตรวจสอบ สุขภาพแข็งแรงและไม่ติดเชื้อ ทั้งที่มารดาเหล่านั้นติดเชื้อในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์
  • ส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ติดเชื้อ (จากทั้งหมด 2,055 คน) ติดเชื้อจากที่บ้าน หรือไม่ก็ติดเชื้อจากการระบาดในช่วงแรกที่ยังไม่มีการประกาศมาตรการรับมือโรค
  • ไวรัสชนิดใหม่นี้ มีพันธุกรรม 96% เหมือนกับโคโรนาไวรัสที่รู้จักแล้วที่อยู่ในค้างคาว และเหมือนโคโรนาไวรัสในตัวนิ่ม (pangolin) 86-92% ดังนั้น มีความเป็นไปได้มากว่าที่มาของไวรัสชนิดนี้ คือ การส่งผ่านไวรัสที่กลายพันธุ์จากสัตว์มายังคน

ความจริงประเด็นต่อมาที่ WHO ได้จากการลงพื้นที่เมืองใหญ่ในจีน สามารถตอบคำถามได้ชัดเจนว่าสถานการณ์การระบาดที่แท้จริงและการรับมือกับการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทางการจีนทำ และได้ผลดี นั่นคือ
  • นับตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม จำนวนคนติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในจีน ค่อยๆลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนี้มีเพียง 329 ราย ที่วินิจฉัยพบใหม่ เทียบกับประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ที่พบราว 3,000 ราย ต่อวัน
  • จีนสามารถผลิตเครื่องมือตรวจไวรัสโควิด-19 ที่สามารถเห็นผลได้ภายใน 1  วัน โดยจีนสามารถเร่งผลิตได้สูงถึง 1.6 ล้านชุดต่อสัปดาห์ ดังนั้น หากผู้ป่วยที่มีไข้มาที่โรงพยาบาลไม่ว่าจะที่จังหวัดไหนก็ตามจะเข้าถึงและได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยมาตรฐานเดียวกัน
  • สาเหตุที่จีนสามารถคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว และเป็นเรื่องที่น่าทึ่งนั้นก็เพราะว่าทางจีนได้ส่งทีมกว่า 1,800 ทีม ทีมละอย่างน้อย 5 คนลงไปสำรวจและพูดคุยกับผู้ติดเชื้อทุกท่านว่าไปที่ไหนและพบเจอใครบ้าง และรีบจับคนที่สุ่มเสี่ยงเหล่านั้นทดสอบเชื้อทั้งหมด ทำให้จำกัดการติดเชื้อไว้ได้อย่างรวดเร็ว
  • วิธีการรับมือที่สำคัญลำดับต้นๆ และจะช่วยป้องกันการกระจายของไวรัสได้ชะงัด คือ ทำให้จำนวนผู้ป่วยหนักโรคนี้มีจำนวนน้อยที่สุด และรองลงม าคือ การเพิ่มจำนวนเตียง (รวมทั้งวัสดุและบุคลากร) จนกว่าจะมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยหนัก
สรุปว่าในตอนนี้ “ปรากฏการณ์ลดลงของจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในจีนน่าจะเป็นเรื่องจริง” WHO ฟันธง ในที่สุด

เปลี่ยนทุกวิกฤตให้เป็นโอกาส เดินหน้ารักษาคนในชาติอย่างดีที่สุด WHO ชื่นชมจีน ทำสงคราม ‘โควิด-19’ ได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์โรคระบาดโลก

จากการลงพื้นที่ของ WHO ได้วิพากษ์วิจารณ์มาตรการรับมือกับการแพร่เชื้อโควิด-19 ของจีนว่า
“ความพยายามอย่างหนักของจีน ที่จะควบคุมการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของเชื้อโรคชนิดใหม่ในระบบทางเดินหายใจนี้ ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ช่วยยกระดับความรุนแรงและอันตรายของโรคระบาดอย่างรวดเร็วได้”

“เมื่อเผชิญหน้ากับไวรัสที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จีนได้ลงมือลงแรงความพยายามในการควบคุมโรคอย่างทะเยอทะยานที่สุด รวดเร็วที่สุด และเข้มข้นที่สุด จีนไม่ประนีประนอมใดๆ และใช้มาตรการนอกเหนือจากทางเภสัชวิทยา เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่หลายอย่างก็ได้มอบบทเรียนสำคัญให้กับการรับมือระดับโลก”

“การตอบสนองเช่นนี้ถือได้ว่า มีความเฉพาะตัวและไม่เคยมีชาติใดทำแบบนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์การต่อสู้กับโรคระบาดระดับโลก”
“โดยเฉพาะการดำเนินการและระดมสรรพกำลังของบุคลากรด้านสาธารณสุขในจีน เพื่อมาต่อกรกับการระบาดของเชื้อไวรัสนี้ จนสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้ป่วยในมณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดการระบาดของโรคอย่างกว้างขวาง ได้สำเร็จแล้วในปัจจุบัน”
ต่อมา WHO ได้วิเคราะห์ เพื่อถอดบทเรียนที่เหมาะสมในการรับมือกับวิกฤตโรคระบาดในระดับโลกเช่นนี้ด้วย

“ชุมชนส่วนใหญ่ในโลกยังไม่พร้อมรับมือเรื่องนี้ ทั้งในแง่ของวิธีคิดและทางเครื่องใช้ไม้สอย ไม่พร้อมที่จะใช้มาตรการแบบที่ใช้ควบคุมโควิด-19 ในจีน แต่มาตรการเหล่านี้ได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถหยุดยั้งหรือทำให้เกิดการแพร่เชื้อเป็นลูกโซ่ต่อถึงกันในมนุษย์ได้”
โดยพื้นฐานของมาตรการต่างๆ เหล่านี้ก็คือ
  • การเฝ้าระวังอย่างเข้มแข็งสูงสุดในการตรวจหาผู้ติดเชื้อให้ได้ไวที่สุด ให้มีการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็ว
  • การแยกผู้ป่วยอย่างทันที ติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และการกักกันตัวผู้ที่ติดต่อใกล้ชิดด้วย
  • สร้างความรู้ความเข้าใจ และสร้างการยอมรับในมาตรการเหล่านี้ร่วมกันให้ได้ตั้งแต่ในระดับผู้ปกครองประเทศ ผู้ปกครองเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงประชาชนทั้งประเทศ
“โควิด-19 กำลังแพร่กระจายไปด้วยความรวดเร็วชนิดที่ใครก็คาดเดาไม่ถึง ไม่ว่าจะมองในด้านใด การระบาดของโควิด-19 ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากไปเสียหมด
“และจนถึงปัจจุบันนี้ ก็มีหลักฐานที่หนักแน่นแล้วว่าการใช้มาตรการแทรกแซงอื่นที่ไม่ใช่วิธีทางเภสัชวิทยา สามารถช่วยลดหรือแม้แต่หยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคได้จริง”
“โดยมาตรการต่างๆเหล่านี้จะต้องนำมาใช้อย่างเต็มที่ในทันที ทั้งในการตรวจหาผู้ติดเชื้อ การแยกกักกันตัว การติดตามผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยอย่างเข้มงวดและจริงจัง รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชากรโดยตรง”

ที่มา : รายงานข่าว “องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญนานาชาติรวม 25 คนเข้าไปในจีน และต่อไปนี้ก็คือ ข้อสรุปหลักๆ ของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ หลังจากปฏิบัติงานผ่านไป 9 วัน” แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. เผยแพร่ใน เว็บไซต์ nstda.or.th


ยังมีบทความอีกหลากหลายแง่มุม บอกเล่าเรื่องที่มีประโยชน์ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

‘โอลิมปิกฤดูร้อน 2020 ประเทศญี่ปุ่น’ ควรไปต่อ หรือหยุดแค่นี้เพราะ ‘โควิด-19’ คำตอบสองทางที่เลือกทางไหนก็เจ็บทั้งคู่

ประเทศยักษ์ใหญ่ จีดีพีร่วง เซ่นพิษ COVID-19 OECD ระบุ หนักกว่า SARS

ระยะแพร่เชื้อ ‘ไวรัส COVID-19 เฟส 3’ ไทยจะรอดหรือร่วง? ชวนมาลุ้นแบบคนรู้จริง

DIY ‘หน้ากากอนามัย & เจลแอลกอฮอล์’ แพงนัก ทำใช้เองเลย ไอเทมยอดฮิต ติดตัวไว้สู้ไวรัส COVID-19