ระดมสมองหา ‘มาตรการแก้ปัญหา ฝุ่น PM2.5’ ต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ทำต่อเนื่อง จริงจัง แบบกัดไม่ปล่อย

219

“ไวรัสโควิด-19 วันหนึ่งจะจากไป แต่ ฝุ่น PM2.5 จะอยู่กับคนไทยไปทุกปี” ประเด็นที่เวทีเปิด งานเสวนา “ภาคธุรกิจไทย (TBCSD) กับการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา PM2.5” ได้กล่าวนี้ ทำให้ใครที่ได้ยินก็ต้องพยักหน้าคล้อยตาม และยอมรับความจริงนี้ทั้งสิ้น เพราะในตอนนี้ ต้องยอมรับว่าผู้คนกำลังตื่นตระหนกกับกระแสการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแรง ทำให้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องหลีกทางไปเป็นปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรม รอให้มีการกำหนด ‘มาตรการแก้ปัญหา ฝุ่น PM2.5’ ที่มีประสิทธิภาพออกมาแก้ไข บนพื้นฐานความจริงที่ว่า ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นและจะหายไป แต่จะวนเวียนมาหาชาวไทยเป็นช่วงๆ ตลอดปีและทุกปี


จากรายงานข่าวล่าสุดที่ว่า แอปพลิเคชัน AirVisual ได้จัดอันดับและรายงานคุณภาพอากาศ ประจำวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ เวลา 11.01 น. พบว่า จังหวัดเชียงใหม่ มีคุณภาพอากาศแย่เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมีปริมาณฝุ่นพิษอยู่ในระดับเกินค่ามาตรฐาน วัดได้ที่ 233 US AQI แซงหน้า ธากา เมืองหลวงประเทศบังคลาเทศ ที่วัดค่านี้ได้อยู่ที่ 207 US AQI และกรุงคาบูล เมืองหลวงประเทศอัฟกานิสถาน ไปขาดลอย
ประเทศไทยในตอนนี้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกำหนด มาตรการแก้ปัญหา ฝุ่น PM2.5 ที่มีประสิทธิภาพ โดยต้องทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันในทุกภาคส่วนที่เป็นแหล่งก่อให้เกิด ฝุ่น PM2.5
งานเสวนานี้ จึงเกิดขึ้นเพื่อระดมสมองทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรธุรกิจพันธมิตร โดยมีทาง องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand  Business Council for Sustainable Development :TBCSD) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เป็นเจ้าภาพ

Thailand  Business Council for Sustainable Development TBCSD


อัปเดต สถานการณ์ ฝุ่น PM2.5 ภาคเหนืออ่วม แนะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วย ‘มาตรการแก้ปัญหา ฝุ่น PM2.5’ ระยะยาว

ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เป็นผู้เข้าร่วมเสวนาคนแรกที่อภิปรายบนเวที โดยรับหน้าที่อัปเดต สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย ในปี 2562 ที่ผ่านมาก่อนว่า
“ปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยมีค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เท่ากับ 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร แต่ในช่วงที่มีฝนตกปริมาณฝุ่นก็จะปรับลดลง”

ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา

“สภาพอากาศที่วัดในพื้นที่ซึ่งห่างจากถนนสายหลักก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้น สถานการณ์ ฝุ่น PM2.5 ในเมืองใหญ่ปีที่แล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่กังวลกัน”
“มาในปีนี้ ปัญหาฝุ่นพิษจะน่าเป็นห่วงมากในพื้นที่ภาคเหนือ เพราะตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ผลการวัดคุณภาพอากาศในภาคเหนือมีฝุ่น PM2.5 ที่เข้มข้นกว่าในกรุงเทพฯและปริมณฑลมาก”
“ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เมื่อปีก่อน ค่าฝุ่น PM2.5 ไม่สูงเท่าในปีนี้ โดยเราพบว่าในพื้นที่จังหวัดลำปาง มีค่าฝุ่นเข้มข้นถึงจุด Hot spot มากเป็นพิเศษจากการเผาพื้นที่เพื่อทำการเกษตร”
“ขณะเดียวกัน ยังพบว่าในพื้นที่จังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เมียนมา ลาว เช่น อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หรือจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ได้รับผลกระทบอย่างมากจากกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นควันที่มาจากฝีมือของประเทศเพื่อนบ้าน”
“ดังนั้น ผมจึงมองว่าแม้ว่าเราจะแก้ปัญหา การเผาเพื่อการเกษตรของประชาชนในภาคเหนือได้ แต่เราไม่สามารถจัดการและขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านให้มาร่วมแก้ปัญหานี้ด้วยกันได้ สถานการณ์ฝุ่นพิษในจังหวัดภาคเหนือก็ไม่สามารถบรรเทาลงได้แน่นอน”
หลังจากอัปเดตสภาพปัญหาล่าสุดที่ประเทศไทยต้องเผชิญแล้ว ดร.สุพัฒน์ เน้นย้ำถึงแนวทางการวาง มาตรการแก้ปัญหา ฝุ่น PM2.5 ว่าต้องการแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยย้ำว่า

“ทุกคนต้องทำความเข้าใจตรงกันก่อนว่ามาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้แก้ไขปัญหาทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จะยังไม่เห็นผลในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เช่น มาตรการการชักจูงให้คนเปลี่ยนมาใช้น้ำมันคุณภาพดี ที่ไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับเปลี่ยนรถยนต์มาใช้รถยนต์ใหม่ ที่รองรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป จึงจะเห็นผล”

ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องอดทน ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ล้มเลิก ไม่ใช่ทำแบบไฟไหม้ฟาง ตื่นตัวรณรงค์เฉพาะช่วงที่ปัญหาเกิดขึ้น พอฝุ่นพิษเบาบางไป ก็หยุดทำ เช่นนี้ไม่น่าจะได้ผลอะไร นี่คือสาส์นที่ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ต้องการบอกกับสังคม

ชี้ปัญหาฝุ่น PM2.5 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พร้อมแนะทางออกพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

บนเวทีเดียวกันนี้ ยังมี เกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ที่ได้มาสะท้อนผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากปัญหา PM2.5 ว่า

“จากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจพบว่า ปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพฯและปริมณฑล จะทำให้เสียโอกาสด้านเศรษฐกิจประมาณ  3,200-6,000 ล้านบาท ด้านสุขภาพประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท การท่องเที่ยว 1,000-2,400 ล้านบาท และด้านอื่น ๆ อีก 200-600 ล้านบาท”

“และปัญหา PM2.5 จะยังอยู่จนกว่าจะได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ โดยสาเหตุของปัญหา PM2.5 ในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน เช่น บางพื้นที่เกิดจากการเผาไหม้ของรถยนต์ การเผาในที่โล่ง เช่น เผาขยะ และการเผาในภาคการเกษตร โรงงานอุตสาหกรรม”

เกวลิน หวังพิชญสุข

ผู้บริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ชี้ว่าการแก้ไขปัญหาจะต้องมี Action  Plans ที่ตรงจุด จึงจะสามารถพลิกวิกฤตปัญหาฝุ่นพิษนี้ เป็นโอกาสในการแก้ปัญหาได้ ยกตัวอย่าง
  • ภาครัฐสนับสนุนการซื้อเครื่องจักรตัดอ้อยแทนการเผา
ต้องค่อยๆทำให้การเก็บเกี่ยวอ้อยด้วยวิธีเผา เพราะขาดแคลนแรงงานในการตัดอ้อย หมดไป ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพแล้ว ยังช่วยปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพในการผลิตอ้อยทั้งกระบวนการ ช่วยลดฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เกิดจากการเผาในภาคการเกษตรอย่างได้ผล โดยภารกิจนี้ภาครัฐต้องสนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อซื้อเครื่องตัดอ้อยใช้ได้
  • โครงการรับซื้อรถเก่า (อายุ 16-20 ปีขึ้นไป) เพื่อเปลี่ยนเป็นรถใหม่
รถใหม่นี้จะต้องรองรับการใช้พลังงานสะอาดหรือน้ำมันคุณภาพ ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศน้อยลง ซึ่งภาครัฐอาจต้องเสนอเงื่อนไขจูงใจผู้ใช้รถ พร้อมทั้งให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือด้านภาษีและวางอัตราดอกเบี้ยในแบบผ่อนปรนด้วย
“เพราะที่สุดแล้ว ถ้าปัญหา PM2.5 ยังไม่ได้รับการแก้ไขก็จะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ การสูญเสียทรัพยากรด้านแรงงาน รวมถึงการสูญเสียเชิงภาพลักษณ์ในแง่ของการเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางการแพทย์อีกด้วย” คุณเกวลินกล่าวในที่สุด

กรมควบคุมมลพิษ โฟกัสภารกิจตาม แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง”

ด้าน เถลิงศักดิ์ เพชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เน้นย้ำให้ฟังก่อนว่าสาเหตุหลักของ ฝุ่น PM2.5 ในไทย เกิดจากความกดอากาศสูงจากจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย ทําให้กรุงเทพฯปริมณฑลและจังหวัดต่างๆ มีสภาพอากาศนิ่ง อากาศไม่ลอยตัว ลมสงบ ฝุ่นละอองไม่กระจายตัว และสะสมในอากาศ
ที่ผ่านมา ทางกรมควบคุมมลพิษได้กำหนดให้มี แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” พ.ศ. 2562 – 2567 เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

มหันตภัยฝุ่น PM 2.5 มลพิษทางอากาศ

โดยโฟกัสไปที่แหล่งกำเนิด ฝุ่น PM2.5 ห้าแหล่ง ได้แก่
  1. การคมนาคมขนส่ง เพราะมีการซื้อรถใหม่ทั้งส่วนบุคคลและรถเพื่อการทำธุรกิจหรืออุตสาหกรรม
  2. การเผาในที่โล่ง ซึ่งส่วนใหญ่พบจุด Hot spot หรือจุดความร้อนสะสมในพื้นที่การเกษตรมากที่สุด ถึงร้อยละ 50
  3. ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่จัดเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจากการผลิตในปริมาณมาก
  4. การก่อสร้าง มีทั้งกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองโดยตรง เช่น ฝุ่นที่เกิดจากกิจกรรมการก่อสร้าง ฝุ่นจากการทำงานของเครื่องจักร ฝุ่นจากการขนส่งวัสดุก่อสร้าง
  5. หมอกควันข้ามแดน ช่วงต้นปีระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน ที่ประเทศไทยเกิดปัญหาสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน
ยิ่งในแหล่งที่มาจากหมอกควันที่ข้ามแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าอ้างอิงตามข้อมูล สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ที่ได้ติดตามตรวจสอบสถานการณ์จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ประเทศไทยและประเทศในอนุภูมิภาคแม่โขง จากดาวเทียม TERRA และ AQUA ระบบ MODIS ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2561 พบว่าประเทศเมียนมา มีจุดความร้อนสะสมสูงที่สุด จำนวน 41,204 จุด ตามมาด้วย สปป.ลาว และประเทศกัมพูชา
มาตรการสำคัญที่ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ มุ่งทำให้เกิดผลโดยเร็ว จึงโฟกัสไปในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่พบว่ามีคุณภาพอากาศย่ำแย่ คือ การเร่งติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศให้ครอบคลุม 17 จังหวัดภาคเหนือ และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ศูนย์เมขลา กรมทรัพยากรนํ้า
นอกจากนั้น ยังวางแผนในระดับระหว่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน คือ การจัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน (ASEAN Specialized Meteorological Centre: ASMC) และจัดตั้งกองทุนเพื่อการควบคุมมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน

ฝุ่น PM2.5 จะแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยไม่ได้ โดยเฉพาะมาตรการด้านคมนาคม

สำหรับ ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงการคมนาคม ได้กล่าวย้ำว่า
“เรื่องของ PM2.5 จะแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยคิดมาตรการสั้นๆ ไม่ได้ กระทรวงคมนาคม ได้มองมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ต้องทำต่อเนื่องและอดทนเพราะมาตรการต่างๆ ที่ออกมา ย่อมมีผลกระทบต่อผู้ที่ได้รับมาตรการ”
“ทั้งนี้ เรามอง 3 หัวใจหลัก คือ ให้คนใช้รถส่วนบุคคลน้อยลงและใช้รถสาธารณะมากขึ้น ถัดมาคือ การขนส่งระหว่างเมืองหันมาใช้ระบบรางมากกว่ารถบรรทุก และใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วย”

“สำหรับ แผนระยะกลาง ปี 2565 – 2569 ได้แก่ การส่งเสริมขนส่งสาธารณะ มาตรการด้านภาษี เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นพลังงานสะอาด แนวคิดในการบูรณาการสวัสดิการกับนโยบาย และจำกัดการใช้รถเก่า”

“ส่วนแผนระยะยาว ปี 2570 -2575 คือ จะบังคับใช้มาตรการด้านภาษีและการจัดการความต้องการในการเดินทาง จำกัดการใช้เครื่องดีเซล ห้ามเข้าเขต กทม. ห้ามรถบรรทุกขนาดใหญ่ และเปลี่ยนเครื่องยนต์รถโดยสารสาธารณะเป็นพลังงานสะอาด”

ที่สุดแล้ว ดร.วิจารย์ สิมาฉายา เลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้รวบรวมข้อเสนอแนะ 6  มาตรการแก้ไขปัญหา PM2.5 เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลดังนี้
  1. ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” และหลักการ 12 มาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ให้เป็นรูปธรรม
  2. สนับสนุนและสร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อย PM2.5
  3. เร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
  4. ส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยที่วิเคราะห์ต้นทุนในทุกมิติที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา PM2.5 ให้เป็นรูปธรรม
  5. พัฒนาเครือข่ายการตรวจวัด PM2.5 ให้เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน
  6. การสื่อสารข้อมูล PM2.5 ให้เป็นเอกภาพ พร้อมสร้างแนวร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องการวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและทำต่อเนื่อง 

อัปเดตวิธีรับมือ ‘ภัยฝุ่น PM2.5’ คัมแบ็ค วัฏจักรวิกฤตคุณภาพอากาศ ที่คนไทยต้องเจอทุกปี

ฟันธง ‘มหันตภัยฝุ่น PM2.5’ จะรุนแรงขึ้นทุกปี สจล. ออกโรง ส่ง ‘นวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่นพิษ’ อย่างสร้างสรรค์

มหันตภัยฝุ่นพิษ…แก้ยังไง? ให้ได้ผลแบบจีน