‘โควิด’ ก็ต้องคุม ‘การลงทุน’ ก็ต้องเกิด แหลมฉบังเฟส 3…พร้อมแล้ว

122

การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 (ท่าเรือ F) เป็นส่วนหนึ่งตามแผนยุทธศาสตร์เพิ่มศักยภาพเมืองท่าแห่งอนาคต

เป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งและคมนาคมทางน้ำสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี
เพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันจาก 11 ล้านทีอียูต่อปี เป็น 18 ล้านทีอียูต่อปี
ซึ่งจะส่งผลให้แหลมฉบังกลายเป็นท่าเรือที่มีจำนวนตู้สินค้าผ่านท่าเท่ากับท่าเรือที่ติดอันดับท็อปเทนของโลก เชื่อมโยงโลจิสติกส์สู่การค้าโลกแบบไร้รอยต่อ

ท่าเรือแหลมฉบัง

2 รายชิงดำร่วมประมูล

การคัดเลือกเอกชนร่วมทุน (PPP) โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่ 3 มีกลุ่มบริษัทที่สนใจร่วมลงทุนยื่นซองเสนอราคารวม 2 ราย ได้แก่
  • 1. กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ประกอบด้วย บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ China Harbour Engineer Company Limited
  • 2. กลุ่มกิจการร่วมค้า NCP ประกอบด้วย บริษัท นทลิน จำกัด บริษัท แอสโซซิเอท อินฟินิตี้ จำกัด บริษัท พริมา มารีน จำกัด บริษัท พีเอชเอส ออแกนิค จำกัด และ China Railway Construction Limited

NCP ไม่ผ่านการประเมิน

โครงการดังกล่าวได้เปิดรับเอกสารประกวดราคาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 จากการตรวจสอบเอกสาร ซองที่ 1 คุณสมบัติผ่านทั้ง 2 กลุ่ม
แต่พอเปิดเอกสารซองที่ 2 ข้อเสนอด้านเทคนิค ผลปรากฏว่ากิจการร่วมค้า GPC ผ่านรายเดียว
เนื่องจากกิจการร่วมค้า NCP ซึ่งมีอยู่ 5 บริษัท ไม่มีข้อเสนออยู่ 1 ข้อ คือไม่ได้ลงนามในแบบฟอร์มสัญญากิจการร่วมค้า ที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ ซึ่งมีการกำหนดไว้ตามเอกสารการคัดเลือกเอกชน (RFP) คณะกรรมการคัดเลือกฯจึงไม่ให้ผ่านการพิจารณา
ทางกลุ่มกิจการร่วมค้า NCP ได้ยื่นอุทรณ์ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว และศาลปกครองกลางมีคำตัดสินให้คุ้มครองชั่วคราวกิจการร่วมค้า NCP
ต่อมาทางคณะกรรมการคัดเลือกฯได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมทั้งได้ยื่นคำร้องขอให้ระงับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างนั้นการดำเนินโครงการต้องหยุดชะงักลง

เซ็นสัญญา พ.ค. นี้

เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร
ล่าสุดวันที่ 13 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กลุ่มกิจการร่วมค้า NCP เป็นผู้ไม่ผ่านการประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 ตามที่คณะกรรมการคัดเลือกฯพิจารณาแล้ว
เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวว่า ภายหลังคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กทท.สามารถเดินหน้าตามขั้นตอนเพื่อให้สามารถลงนามในสัญญากับกิจการร่วมค้า GPC ตามเป้าหมายในเดือนพฤษภาคม 2563 นี้

เตรียมต่อรองเพิ่มผลประโยชน์

อย่างไรก็ตามโครงการนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินที่เอกชนจะต้องจ่ายผลตอบแทนให้รัฐที่ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท
แต่เปิดซองแล้ว กิจการร่วมค้า GPC เสนอราคาประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท

เรือโทยุทธนา โมกขาว ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจะต้องเจรจาเพื่อให้ได้ตัวเลขที่มากยิ่งขึ้น คาดว่าจะได้ตัวเลขที่สูงกว่าที่เสนอแน่นอน
หลังจากศาลปกครองสูงสุดตัดสินออกมาแล้ว ก็จะสามารถเดินหน้าโครงการตามขั้นตอนได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากล่าช้ามาประมาณ 1 ปีแล้ว เดิมตั้งเป้าหมายเปิดให้บริการต้นปี 2566 ก็จะต้องเลื่อนออกไปเป็นปลายปี 2566 แทน โดยยืนยันว่าคณะกรรมการคัดเลือกฯทำหน้าที่ตามขั้นตอนเท่านั้น หลังจากนั้นก็ต้องส่งเรื่องให้ทางอีอีซีพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เรือโทยุทธนา กล่าว
ด้านนายธาริศร์ อิสสระยั่งยืน ผู้อำนวยการสำนักโครงสร้างพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวว่า กระบวนการทางศาลถึงที่สุดแล้ว หลังจากนี้จะเร่งดำเนินการต่อไป ซึ่งกระบวนการเจรจากับกิจการร่วมค้า GPC ก็จะให้ใกล้เคียงกับมติ ครม. มากที่สุด จากนั้นส่งเข้าอีอีซีพิจารณาตามขั้นตอน และสุดท้ายคือเสนอ ครม.อนุมัติ

ท็อปเทนท่าเรือโลก

โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 จะมีความลึก 18.5 เมตรจากระดับน้ำทะเล กว้าง 920 เมตร หรือเกือบ 1 กิโลเมตร
รองรับเรือใหญ่ที่สุดในโลกคือ 1 ลำใส่ตู้สินค้าได้ 21,100 ตู้
นึกภาพง่ายๆ ถ้านำตู้ 21,000 ตู้มาวางเรียงกัน ใบแรกอยู่ กม. 0 บางนาตราด ใบสุดท้ายจะอยู่ที่ กม.128 หรือเกือบถึงท่าเรือแหลมฉบัง
ทุกตู้ถูกนำมารวมในเรือลำเดียวกัน
ซึ่งความใหญ่ของเรือเข้าท่าเฟส 2 ไม่ได้ จึงต้องสร้างเฟส 3 ขึ้นมารองรับ
ในอนาคตท่าเรือแหลมฉบังจะไม่ใช่แค่การขนสินค้านำเข้าส่งออกเท่านั้น แต่ยังเป็น Transshipment เหมือนกับสิงคโปร์คือเปลี่ยนถ่ายสินค้าสำหรับเรือที่ต้องการขนสินค้าไปทั่วโลกมีรายได้จากการบริการอีกจำนวนมหาศาล
ปักหมุดบนแผนที่โลกว่าประเทศไทยมีท่าเรือน้ำลึกใหญ่ติด 1 ใน 10 ของโลก
ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก แต่โครงการเมกะโปรเจ็กต์ยังต้องเดินหน้า นับเป็นความยากลำบากที่ทุกคนต้องร่วมกันฝ่าฟันก้าวข้ามไปให้ได้