เคลียร์ให้ชัด ถ้าต้อง ‘ชัตดาวน์กรุงเทพฯ’ แผนรับมือ ‘การระบาดระยะที่ 3’ ที่ได้ผลควรเป็นอย่างไร?

893

ในวันที่ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การแถลงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงยืนยันว่า “เอาอยู่” ควบคุมได้ การแพร่ระบาดยังอยู่ในวงจำกัด และประเทศไทยยังอยู่ในการแพร่ระบาดระยะ 2 เท่านั้น ไม่จำเป็นต้อง ‘ชัตดาวน์กรุงเทพฯ’ ปิดเมือง หรือปิดประเทศ อย่างในอีกหลายประเทศที่นำร่องไปก่อนแล้วแต่อย่างใด

ถึงจะมีการให้ความมั่นใจขนาดนี้แล้ว แต่เชื่อเหลือเกินว่าทุกคนในชาติต่างคิดไปในทิศทางเดียวกันว่า สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ เพราะจากกรณีศึกษาในประเทศที่ตอนนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อในหลักหลายพันคน ไม่ว่าจะเป็นในทวีปยุโรป หรือเอเชีย ผู้ติดเชื้อในหลักร้อยก็สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นไปได้ถึงระดับพันในเวลาเพียงไม่นานเท่านั้น
ฉะนั้น เราต่างต้องการ แผนรับมือ ‘การระบาดระยะที่ 3’ ที่รัดกุมและครอบคลุม เพื่อเตรียมรับมือ หากสถานการณ์แย่ลง และประเทศไทยต้อง ‘ชัตดาวน์กรุงเทพฯ’ ปิดเมือง หรือ ปิดประเทศ ในอนาคตอันใกล้

เจาะลึก 3 สถานการณ์จำลองการระบาด และมาตรการรับมือของภาครัฐในระยะที่ 3 หากต้อง ชัตดาวน์กรุงเทพฯ

“สำหรับประเทศไทยแม้จะมีความพยายามในการควบคุมโรค โดยการตรวจจับผูุ้ป่วยให้ได้อย่างรวดเร็ว แยกโรคและติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยทุกราย ทำให้การระบาดยังอยู่ในวงจำกัดในระยะที่ผ่านมา (phase 2) อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเสี่ยงสูงที่ประเทศไทยจะพบการระบาดในวงกว้าง”
ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค รายงานชัดเจนว่าไทยมีความเสี่ยงในระดับสูงจริง ที่จะพบการระบาดในวงกว้าง โดยอ้างอิงถึงสถานการณ์การระบาดในระดับโลกด้วยว่า
“แม้ว่าสถานการณ์ในประเทศจีนจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่จำนวนผู้ป่วยในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกกลับเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันยังคงพบผู้ป่วยรายใหม่วันละมากกว่า 1,000 ราย ขณะเดียวกัน ก็มีการระบาดในวงกว้างหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ อิตาลี อิหร่าน”
ล่าสุด ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค ได้เผยแพร่รายงานการคาดการณ์การระบาดในระยะที่ 3 ใช้เทคนิค compartmental model
โดยใช้สมมุติฐานหลักว่า หากการระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ก็จะระบาดแบบระลอกเดียวจบ แต่ถ้าการระบาดชะลอได้ในระดับหนึ่ง จะเห็นแนวโน้มคล้ายการเกิดโรคเป็นฤดูกาล ซึ่งผลการคาดการณ์ที่กล่าวมานี้ จะเกิดขึ้นได้ภายใต้สถานการณ์จำลอง 3 เหตุการณ์ ดังนี้

ชัตดาวน์กรุงเทพฯ

  • สถานการณ์ที่การควบคุมโรคไม่มีประสิทธิภาพ (รุนแรงที่สุด)
คือ การปล่อยให้การระบาดเป็นไปโดยธรรมชาติของโรค มีความพยายามที่จะชะลอการระบาดบ้าง แต่ไม่มากนักหรือไม่มีประสิทธิภาพ
สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นถ้าเป็นเช่นนี้ คือ จะทำให้ผู้ติดเชื้อ 1 คนจะสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อีก 2.2 คน การระบาดจะเกิดอย่างรวดเร็วมาก มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกสัปดาห์ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป
จนกระทั่ง ผู้ป่วยต่อสัปดาห์สูงสุดในเดือนสิงหาคม 2563 จะมีจำนวนผู้ป่วยประมาณ 16.7 ล้านคน ใน 1 ปี
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ย้ำว่าน่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในไทย เนื่องจากที่ผ่านมาการป้องกันควบคุมโรคของไทยสามารถลดจำนวนผู้ป่วยลงกว่าที่คาดการณ์ได้ 3-4 เท่าแล้ว

  • สถานการณ์ที่สามารถชะลอการระบาดได้พอสมควร
หากมาตรการควบคุมโรคมีประสิทธิภาพและมีความร่วมมือที่ดีจากภาคประชาชน ทำให้ไทยสามารถชะลอการแพร่ระบาดของโรคได้ในระดับหนึ่ง จนทำให้ผู้ที่ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้เพียง 1.8 คน การระบาดในวงกว้างจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จนเข้าสู่จุดที่พบผู้ป่วยต่อสัปดาห์สูงสุดในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 จำนวน 480,000 คนต่อสัปดาห์
โดยมาตรการควบคุมโรคในสถานการณ์ระดับนี้ คือ การงดกิจกรรมรวมคน การกักกันเพื่อสังเกตอาการของผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาด (ที่ในตอนนี้ประเทศไทยกำลังดำเนินการอยู่ นั่นเอง)
  • สถานการณ์ที่สามารถควบคุมโรคได้ดี
ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้เพียง 1.6 คน เกิดการระบาดตามฤดูกาลในแต่ละปี และกลายเป็นโรคประจำถิ่นคล้ายกับไข้หวัดใหญ่
การจะทำให้เกิดสถานการณ์ในระดับนี้ ต้องอาศัยมาตรการควบคุมต้องมีความเข้มข้น และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง เพื่อลดโอกาสการสัมผัสโรคของประชาชนลงให้ได้มากที่สุด เช่น การงดกิจกรรมรวมคน ส่งเสริมการทำงานจากบ้าน รวมทั้งป้องกันและควบคุมการเกิดการแพร่ระบาดในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานที่ทำงาน

ชัตดาวน์กรุงเทพ ปิดจริงแต่ไม่สุด ความคลุมเครือที่จะซ้ำเติมวิกฤตโควิด-19 ให้แย่ลง

อย่างไรก็ตาม ที่รายงานมาข้างต้นนี้ เป็นแผนการที่ออกมาโดยภาครัฐ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่ามาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ของประเทศ ไม่ชัดเจน ไม่เด็ดขาด รวมถึงข้อมูลข่าวสารเรื่องการควบคุมให้การระบาดให้อยู่ในวงจำกัดยังคงคลุมเครือ ไปคนละทิศละทาง
ขณะที่หลายฝ่ายเสนอว่า ควรมีการ ชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพื่อจำกัดการระบาดให้อยู่ในวงแคบ ง่ายต่อการควบคุม แต่ดูเหมือนว่ามาตรการที่ออกมาจะเป็นการปิดจริงแค่บางส่วนเท่านั้น
เนื่องจาก มีการประกาศปิดแค่ สถานศึกษา สนามมวย สนามกีฬา สถานบันเทิง นวดแผนโบราณ และโรงมหรสพ โดยรัฐบาลยืนยันไม่ปิดเมือง-ประเทศ แต่ให้เลื่อนหยุดสงกรานต์ ป้องกันการรวมตัวของคนกลับไปเยี่ยมบ้านช่วงสงกรานต์เท่านั้น
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ต่อประเด็นนี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว : ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ได้มุมมองในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่า การปิด หรือ การ ชัตดาวน์กรุงเทพ ที่ได้ผล ควรทำให้จริงจังในแนวทางดังนี้
การปิดที่ได้ผล คือ การออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น และตามอาชีพบริการสาธารณะ

การปิดสถานที่อย่างที่ตอนนี้ทำอยู่ เป็นเพียงการชะลอตัวเลข แต่จะสัมฤทธิ์ผลได้นั้นต้องมีกระบวนการอย่างอื่นทำควบคู่ไปด้วย โดยมาตรการสูงสุดที่ควรทำอย่างแท้จริง คือ ปิดเมือง ปิดบ้าน อย่างน้อย 14-21 วัน

ทำไมต้อง 14 ถึง 21 วัน?
เพราะอย่างน้อยในช่วง 14 วันนี้ คนที่อยู่ในระยะฟักตัว จะมีอาการชัดเจนสามารถเก็บกักตัวได้เลย ทำการรักษา ช่วยชีวิตได้ และในกลุ่มที่อาการน้อยมากจะแพร่เชื้อออกมาได้เฉลี่ย 20วัน และหายเอง
ในเมืองหนึ่งๆ ที่ปิด ต้องวางมาตรการอะไรบ้าง?
ให้ประชาชนทุกคนออกจากบ้านน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น โดยใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่างหนึ่งถึง 2 เมตร ทำธุระตามต้องการ เสร็จแล้วรีบกลับเข้าบ้าน
หยุดสถานศึกษาไม่มีการประชุมใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้โดยผ่านระบบออนไลน์
คนที่ยังทำงานอยู่และต้องออกจากบ้าน คือ คนที่ทำงานในระบบสาธารณะสำหรับเมืองๆ นั้น ส่วนคนอื่นไม่ให้ทำงานทุกคน เพราะถ้าติดเชื้อทุกคนในองค์กร จะไม่เหลือใครมาทำงานสาธารณะ สาธารณูปโภค ระบบจะพินาศ ยกตัวอย่าง ถ้าคณะรัฐมนตรีติดเชื้อหมดทุกคน เป็นต้น
รถโดยสารสาธารณะจะต้องว่างที่สุดโดยให้ผู้โดยสารห่างกันหนึ่งถึงสองเมตร

การเลื่อนวันสงกรานต์ไปเป็นเดือนอื่นช่วยจริงหรือไม่?
ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ถ้าไม่มีมาตรการปิดแต่ละเมืองปิดบ้าน 14 ถึง 21 วันมาก่อน
ปิดแต่กรุงเทพเมืองเดียวช่วยได้จริงหรือ?
ถ้าคิดจะปิดกรุงเทพเมืองเดียว โดยดูจากจำนวนผู้ติดเชื้อว่าส่วนมากอยู่ที่กรุงเทพ อาจยืนอยู่บนสมมติฐานที่เจอคนติดเชื้อใน กทม เยอะที่สุด แต่ทั้งนี้เป็นไปได้หรือ ที่เมืองอื่นไม่มีผู้ติดเชื้อและกำลังแพร่เชื้ออยู่
และ คุณหมอธีรวัฒน์ ยังให้คำแนะนำครอบคลุมไปว่า ถ้าจะดำเนินมาตรการปิดบ้าน 21 วัน ต้องมีการวางมาตรการต่อเนื่องด้วยไม่ใช่จบแล้วจบเลย แต่ต้องมีมาตรการต่อเนื่องเช่นที่ประเทศจีนทำ คือ มีการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล โดยดำเนินชีวิตเริ่มเข้าใกล้ปกติมากขึ้นควบคู่ไปกับการตรวจตราหาผู้ติดเชื้อใหม่และกักกันรักษา
การตรวจตราหาผู้ติดเชื้อใหม่ได้ง่าย โดยชุดตรวจหาแอนติบอดีในเลือดทำให้รู้ว่าเพิ่งติดเชื้อ หรือติดเชื้อมานานแล้ว ซึ่งประหยัดและรวดเร็ว และมีการสุ่มตรวจเป็นกลุ่ม เป็นระยะในพื้นที่ต่างๆ เป็นควบคุมตลอดเวลาจนกว่าจะมีวัคซีน

ในข่าวร้าย มีข่าวดี ชุดตรวจการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ฝีมือคนไทย ต้นทุน 500 ต่อชุด รู้ผลเร็วทันใจ

อย่างที่คุณหมอธีรวัฒน์ได้แนะนำไว้ว่า หนึ่งในมาตรการที่ต้องทำควบคู่กันไปกับการปิดเมือ คือ การคิดค้นวิธีตรวจหาผู้ติดเชื้อใหม่แบบง่ายๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจหาเชื้อได้อย่างประหยัดและรวดเร็ว
และล่าสุด ในข่าวร้ายช่วงนี้ ก็มีข่าวดีเกิดขึ้น เมื่อ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จับมือพัฒนาชุดตรวจไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 รู้ผลเร็วเหมือนตรวจหญิงตั้งครรภ์ แถมยังใช้ต้นทุนถูกไม่ถึง 500 บาท โดยใช้อุปกรณ์ในไทยทั้งหมด

ภารกิจนี้ เริ่มต้นจากความตั้งใจของสถาบันวิทยสิริเมธี ที่มุ่งจะพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัย COVID-19 โดยความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีจาก สถาบัน Broad Institute, Massachusetts Institute of Technology and Harvard, USA
และความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี ในการวิจัยเพื่อพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19)
ทั้งนี้ ชุดตรวจฯจะต้องสามารถตรวจโรคได้ภายใน 30 – 45 นาที ซึ่งรวดเร็วกว่าวิธีการตรวจในปัจจุบันที่ใช้เวลา 4 – 6 ชั่วโมงในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ โดยการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจาก กลุ่ม ปตท. และ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
ด้าน ผศ.ดร.ชยสิทธิ์ อุตมาภินันท์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล (Biomolecular Science and Engineering : BSE) สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) กล่าวว่า สถาบันฯ ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ภาควิชาจุลชีววิทยา เริ่มทดลองกับตัวอย่างจากคลินิกแล้ว และอยู่ระหว่างการเตรียมแผนผลิตชุดทดสอบเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการในขั้นตอน Clinical Trial ในเดือนเมษายนนี้
“ขณะนี้มีสต็อคชุดตรวจประมาณ 10,000 ชุด และสามารถผลิตออกมาได้วันละ 4,000 ชุดต่อวัน หรือประมาณ 1 แสนชุดต่อเดือน แต่ต้องรอการประกาศยืนยันผลการทดสอบการใช้ และการยืนยันจาก รพ.ศิริราช อีกครั้ง หากได้รับการประกาศใช้แล้ว เชื่อว่าจะสามารถเร่งผลิตออกมาใช้ได้ต่อไป”

ทั้งนี้ ผลการผลิตและทดสอบชุดตรวจวินิจฉัย COVID 19 ในห้องปฏิบัติการ โดยคณะนักวิจัยของ VISTEC ได้ผลดังนี้
  1. ลอง VISTEC Test Kit Diagnostics เพื่อตรวจจับไวรัส COVID 19 ได้ผลดีมาก การตรวจวินิจฉัยรวดเร็วเหมือนการทดสอบหญิงตั้งครรภ์
  2. เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา มีการทดสอบ โดยการใช้เชื้อไวรัส COVID 19 ของจริง ที่ รพ.ศิริราช แล้ว
  3. ต้นทุนค่าใช้จ่าย ในการจัดทำชุดอุปกรณ์ตรวจวัดทุกอย่าง ในเมืองไทยประมาณ 15 US$ (ประมาณ 475 บาท)

ที่มา : รายงานข่าว “3 โมเดล คาดการณ์ 2 ปีเลวร้ายสุด ไทยอาจป่วยถึง 16.7 ล้านคน” (13 มีนาคม 2563) จากเว็บไซต์ Thai PBS

ไม่ตกเทรนด์ การรับมือการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในทุกมิติ คลิกอ่านต่อ

‘โควิด’ ก็ต้องคุม ‘การลงทุน’ ก็ต้องเกิด แหลมฉบังเฟส 3…พร้อมแล้ว

‘ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ’ ตอบข้อสงสัย เรื่อง ‘ไวรัสโควิด-19’ พร้อมย้ำหลัก Social Distance ช่วยประเทศรอดได้

C-commerce เทรนด์ช้อปใหม่ โดนใจนักช้อปไทย ช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด