การจัดการ COVID-19 สไตล์ Johns Hopkins “โรงเรียนแพทย์ชั้นนำของโลก”

1039

นับตั้งแต่มีการรายงานว่า มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ในฐานะที่ผู้เขียนกำลังศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา ยังคงใช้ชีวิตไปเรียนหนังสือตามปกติค่ะ


แต่แล้ว เมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 63 จากผู้ว่าการรัฐแมรีแลนด์ ที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ ว่ามีการติดเชื้อ COVID -19 ครั้งแรก จำนวน 3 ราย และหลังจากนั้นก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ณ วันนี้ 17 มี.ค. 63 มียอดผู้ติดเชื้อจำนวน 57 ราย รวมถึงในเมืองบัลติมอร์ที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ด้วย
สิ่งที่น่าสนใจศึกษา และผู้เขียนต้องการที่จะเล่าสู่กันฟังในวันนี้คือ การรับมือที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองบัลติมอร์
nursing.jhu.edu
โดยเฉพาะในวิทยาเขตการแพทย์ (Medical campus) ที่มีโรงพยาบาลจอนส์ ฮอปกินส์ ซึ่งเป็น รพ.ที่ได้รับการจัดอันดับจาก U.S. News and World Report’s 2019-2020 ว่าเป็นอันดับ 1 ของรัฐ และอันดับ 3 ของประเทศ ในด้าน Leader in Care และอยู่ในอันดับ 6 ของโลก จากการจัดอันดับ The Global Top 100 Hospitals ในปี 2020 โดย Statista
เรามาลองดูว่า Johns Hopkins จะมีวิธีการรับมือ บริหารจัดการ และสื่อสารมายังบุคลากรและนักเรียน อย่างไรกันบ้าง
โรงพยาบาล Johns Hopkins เป็น รพ.เอกชนที่นอกจากจะให้บริการด้านสาธารณสุข และเป็นศูนย์วิจัยสำคัญในหลายสาขาวิชาการแพทย์แล้ว ยังเป็นแหล่งฝึกงานของบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย
coronavirus.jhu.edu/map.html
การจัดทำเว็บไซต์เพื่อติดตามจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกเป็นเจ้าแรกของโลก (Real Time Tracking) โดย The Center for Systems Science and Engineering (CSSE) นับเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงศักยภาพของความพร้อมในการเตรียมรับมือ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำเว็บไซต์ และเอกสารดาวน์โหลดที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 เพื่อเป็นข้อมูลเผยแพร่ไปยังบุคลากร และประชาชนไว้อีกเป็นจำนวนมาก
อาทิ แผนเตรียมความพร้อมของภาวะฉุกเฉินโรคต่างๆ (Preparedness and Response Plan) ได้แก่ อีโบลา ซิก้า และ COVID-19, การทำเว็บไซต์ COVID-19 Information ที่เป็นศูนย์กลาง (Hub) ของข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงการมีอีเมล COVID-19 โดยเฉพาะ
hub.jhu.edu/novel-coronavirus-information
สำหรับการสื่อสารที่ผู้เขียนได้รับอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่อง COVID-19 คือ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มีนาคม วันเดียวกับวันที่มีการประกาศว่ามีผู้ติดเชื้อครั้งแรกในรัฐ

โดยเป็นการส่งมาเพื่อยืนยัน ว่ายังไม่มีผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาล การประกาศแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 และการแสดงความกังวลต่อการมีอคติ และความกลัวชาวต่างชาติ (Xenophobia) โดยเฉพาะชาวเอเชีย หรือผู้ที่เพิ่งกลับมาจากการเดินทางไปต่างประเทศ

หลังจากนั้น 5 วัน คือ วันที่ 10 มีนาคม ได้รับอีเมลจากคณบดีโรงเรียนพยาบาล Dr. Patricia M. Davidson ว่าการเรียนการสอนในห้องเรียนจะเป็นการเรียนแบบออนไลน์ทั้งหมด จนถึงวันที่ 12 เมษายน ซึ่งมีผลทันทีในวันรุ่งขึ้น
Dr. Patricia M. Davidson // nursing.jhu.edu/faculty_research/faculty/faculty-directory/patricia-davidson
ข้อสังเกตหลังจากอ่านอีเมลของคณบดีก็คือ ผู้เขียนได้รับอีเมลจากอาจารย์ผู้รับผิดชอบวิชาทุกวิชา เกี่ยวกับการเตรียมตัว “เรียนออนไลน์” ที่จะเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้น!
ซึ่งนับว่ามีการตอบสนองได้อย่างรวดเร็วมาก นอกจากนี้แม้โรงเรียนจะไม่ประกาศปิด แต่ทุกคนก็ได้รับการสนับสนุนให้ทำงานจากบ้าน (Work from Home) ได้ในทันที!
หลังจากวันที่ 10 มีนาคม คณบดีส่งอีเมลมาทุกวันเพื่อ Update สถานการณ์ ที่เห็นคือ COVID-19 แนวทางการปฏิบัติตัวในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพของตนเอง แหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่างๆ เมื่อต้องทำงานอยู่บ้าน ข้อมูลติดต่อเพื่อสอบถามเมื่อสงสัยว่า ตนติดเชื้อ COVID-19 หรือไม่
รวมไปถึงการดูแลจิตใจทั้งด้านความเครียด ความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อต้องรักษาระยะห่างจากผู้คน (Social Distance)

ที่น่าประทับใจที่สุดก็คือ การจัดทำ Video Clip ความยาวประมาณ 1 นาที เพื่อให้กำลังใจและขอบคุณบุคลากรทางวิชาชีพที่อยู่ด่านหน้า ขอบคุณคณาจารย์ บุคลากร นักเรียนที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างรวดเร็ว และการแสดงความภาคภูมิใจในวิชาชีพพยาบาล

อีเมลฉบับล่าสุดวันนี้ คือการประกาศปิดโรงเรียน ห้ามไม่ให้มีการเข้าออก เว้นแต่มีเหตุจำเป็นซึ่งต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อน
โดยการที่ไม่สามารถเข้าออกโรงเรียน อาจเป็นปัญหาของนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ จึงมีการแนะนำบริษัทที่ให้ใช้อินเทอร์เน็ตฟรี รวมไปถึงการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปซื้อบริการอินเทอร์เน็ตสำหรับนักเรียนที่ขาดแคลนอีกด้วย
The Johns Hopkins Hospital (Johns Hopkins University) Baltimore, Maryland
จากข้อสังเกตดังกล่าวข้างต้น ในภาวะวิกฤต เมื่อมีโรคระบาดอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง สถาบันการศึกษาของประเทศไทย ควรมีการปรับตัว พัฒนาสถาบันให้เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารแบบครบวงจร ที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นปัจจุบันมากที่สุด
ซึ่งนับว่าเป็นพันธกิจที่สำคัญประการหนึ่ง โดยต้องมีการสื่อสารในองค์กรที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ต่อเนื่อง ส่วนการเตรียมความพร้อมด้านการสอนออนไลน์ ยังต้องคำนึงถึงการสนับสนุนด้านจิตใจและแหล่งความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาวะผู้นำในสถานศึกษาแบบมีวิสัยทัศน์” (Visionary Leadership) ซึ่งเหมาะสมอย่างมากในสถานการณ์เช่นนี้
หลายคนอาจบอกว่าข้อมูลออนไลน์เรื่อง COVID-19 สามารถหาอ่านได้ไม่ยาก แต่เคยรู้สึกไหมว่า ข้อมูลที่มีมากเต็มหน้าจอของคุณนั้น อันไหนที่เชื่อถือได้บ้าง นอกจากข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข?
มันจะไม่ดีกว่าหรือ หากสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ของประเทศ ซึ่งถือว่ามีความพร้อมด้านความรู้และทรัพยากร และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เข้ามามีบทบาทในการให้ความรู้ คำแนะนำแก่ประชาชนแบบออนไลน์ (ซึ่ง ณ เวลานี้ ผู้เขียนยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมนัก)
อีกทั้งยังสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนการสอนแบบ anywhere anytime ได้อย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ!

ที่มา