‘รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน’ เจาะลึกแผนจัดการน้ำในพื้นที่ EEC 20 ปีข้างหน้า อย่างสมดุลและเป็นธรรม

140

“โควิดก็ต้องคุม การลงทุนก็ต้องเกิด…” ชื่อของบทความก่อนหน้าที่เผยแพร่ในเว็บไซต์สาลิกา น่าจะมาเป็นเกริ่นนำเชื่อมต่อกับบทสัมภาษณ์ ‘รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน’ หัวหน้ากลุ่มวิจัยแผนงานการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อีอีซี ได้เลยว่า “การพัฒนา EEC ก็ต้องเดินหน้า การจัดการน้ำในพื้นที่ก็ต้องสมดุลและเป็นธรรม”

เพราะหัวใจของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า ที่ รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน สื่อสารผ่านบทความที่เผยแพร่ไว้ในเฟซบุ๊ค : วารีวิทยา – Waree Wittaya นั้น ต้องมุ่งไปบนแนวทางที่สร้างสมดุลและเป็นธรรม ควรต้องรู้จักทุกองค์ประกอบทุกๆ ส่วนของพื้นที่และที่สำคัญต้องไม่มองข้าม เรื่องของ “คน” เพราะ “คน” คือผู้กำหนด GDP ของชาติ

วิเคราะห์อุปสงค์-อุปทาน การบริหารจัดการน้ำใน 3 จังหวัด EEC ในมุมมอง ‘รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน’

รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน
ด้วยหมวกสองใบที่สวมอยู่ ทั้งในตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และหัวหน้ากลุ่มวิจัยแผนงานการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อีอีซี เป็นที่มาให้อาจารย์บัญชา ได้มาเป็นวิทยากรหลักที่มานำเสนอผลการศึกษาที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC
โดยได้อธิบายถึงการศึกษาและวิเคราะห์สมดุลน้ำในพื้นที่ EEC ว่า
“ที่ผ่านมา เราทำงานกันเป็นทีมนักวิจัยร่วม เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพราะเมื่อการพัฒนา EEC เกิดขึ้นเต็มตัวจำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณที่มาก”

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีแผนศึกษา วิเคราะห์สมดุลน้ำในพื้นที่อีอีซีในปัจจุบันและอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2561-2580) ศึกษาอุปสงค์และอุปทาน ศึกษาการใช้น้ำที่แท้จริงของภาคส่วนต่างๆ การหาแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำใน 4 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคอุปโภคบริโภค ภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรม
โดยเน้นการศึกษาใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่
  1. การประเมินการใช้น้ำ วิเคราะห์สมดุลน้ำในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งหาแนวทางการใช้น้ำต้นทุนทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ร่วมกัน
  2. คาดการณ์การใช้น้ำของภาคส่วนต่างๆ และแนวทางการลดการใช้น้ำด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เช่น การบำบัดน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่แพง
Bang Pakong river in Chachoengsao province ,Thailand.
ส่วนความน่าเป็นห่วงและความท้าทายของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ในปีนี้ อาจารย์บัญชาชี้ว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หยิบยกมาอธิบายเป็นข้อมูลทางงสถิติว่า
“ปัจจุบันในอีอีซี มีการใช้น้ำเฉพาะภาคอุปโภคบริโภคร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประมาณ 800 ล้าน ลบ.ม./ปี แต่ East Water ส่งน้ำให้อยู่เฉลี่ยประมาณ 300-400 ล้าน ลบ.ม./ปี ยังขาดอยู่กว่าครึ่ง แนวโน้มคาดว่าในอนาคตความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ล้าน ลบ.ม./ปี”
“จากข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ปริมาณน้ำต้นทุนของภาคตะวันออกมีอยู่ประมาณ 2,539 ล้าน ลบ.ม. แต่ตอนนี้เราใช้กันอยู่ 2,419 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยน้ำจากลุ่มน้ำข้างเคียง” “โดยเฉพาะฉะเชิงเทรา ซึ่งในปีปกติจะได้รับการผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำย่อยคลองวังโตนดประมาณ 597 ล้าน ลบ.ม. แต่ในปีแล้งเช่นปี 2563 นี้ การผันน้ำดังกล่าวมีปริมาณน้อยมาก ทำให้เกิดการขาดน้ำรุนแรง”
“นอกจากนี้ปริมาณน้ำต้นทุนจะมีความแปรปรวนสูงขึ้นอีกจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจะทำให้ฝนตกลดน้อยลงประมาณ 10 – 30 มม.ในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลทำให้น้ำท่าลดลดลง สถานการณ์น้ำที่น้อยลงก็ยิ่งจะมีความรุนแรงขึ้นจึงค่อนข้างน่ากังวล”

ชี้สาเหตุ-ทางออก การบริหารจัดการน้ำรายจังหวัด อย่างเป็นธรรม สู้ภัยแล้ง หนุนการพัฒนาในโครงการ EEC

ต่อมา อาจารย์บัญชา ได้นำเสนอข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เกี่ยวกับการใช้น้ำของ 3 จังหวัดใน EEC คือ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ว่ามีความแตกต่างกันในด้านโครงสร้าง ต้องมีการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน ดังนี้
  • จังหวัดชลบุรี
แค่เพียงชลบุรีจังหวัดเดียว ก็มีการใช้น้ำมากถึงเกือบ 200 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว 31% ภาคเกษตร 25% และภาคอุตสาหกรรม 43%

โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี ใช้น้ำจาก East Water ลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2561 อยู่ที่ 35 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปี 2558 อยู่ที่ 83 ล้าน ลบ.ม. นี่แสดงให้เห็นว่าโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีการพัฒนาบ่อสำรองน้ำของตนเอง และมีการวางระบบ 3R ใช้ นั่นคือ การผลิตน้ำใช้เองจากการบำบัดน้ำเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำใหม่สามารถลดการใช้น้ำหรือประหยัดน้ำได้ 15 – 40%

Thermal power plant Bangpakong Power Plant, Chonburi, Thailand
แต่อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ทั้งในเชิงการท่องเที่ยว พาณิชยกรรม และที่อยู่อาศัย ประเภทเกสเฮ้าท์ หรือธุรกิจบ้านเช่า ยังอยู่ในระดับสูง
และข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ แม้การท่องเที่ยวจะซบเซาในช่วงนี้ แต่การใช้น้ำส่วนนี้กลับลดลงน้อยมากหรือแทบไม่ลดลง
ดังนั้น ต้องใช้มาตรการลดการใช้น้ำในภาคอุปโภคบริโภคและบริการอย่างเร่งด่วน ร่วมกับมาตรการทางด้านเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย พร้อมเสนอให้ชลบุรีเป็น Smart and Eco City เป็นเมืองศูนย์กลางเทคโนโลยีบวกความเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ประหยัดทรัพยากรและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • จังหวัดระยอง
ประชากรในจังหวัดระยองมีประมาณ 1 ล้านคน แต่ใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมมากที่สุดกว่า 59% ของการใช้น้ำทั้งจังหวัด เนื่องจากอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกกว่า 60% อยู่ที่นี่นั่นเอง

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก จากข้อมูลการใช้น้ำของบริษัทจัดการน้ำภาคเอกชน พบว่า มีการใช้น้ำในระบบถึง 175 ล้าน ลบ.ม./ปี ใช้น้ำใต้ดินอีกกว่า 20 ล้าน ลบ.ม./ปี รวมการใช้น้ำเฉพาะภาคอุตสาหกรรมประมาณ 203 ล้าน ลบ.ม./ปี

ขณะที่ภาคการเกษตร รวมทั้งภาคอุปโภคบริโภคและท่องเที่ยว มีการใช้น้ำน้อยกว่าคือ 28% และ 13% ตามลำดับ
Pak Nam Prasae in Rayong province, Thailand.
ทั้งนี้ สาเหตุที่ระยองมีปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างมาก เพราะภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีโรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรมอีกกว่า 1,698 แห่ง เป็นโรงงานขนาดใหญ่ค่อนข้างมาก
แม้ว่าในพื้นที่จังหวัดระยองจะมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำประแสร์ และอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล แต่ปีนี้ต้องถือว่าวิกฤตที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ซึ่งทั้งสองอ่างน้ำหายไป 100 กว่าล้าน ลบ.ม. เทียบเท่ากับปริมาณน้ำสำหรับ 3 เดือนหายไป
ฉะนั้น ทิศทางในครึ่งปีหลังจึงเสนอว่าจำเป็นต้องมีการผลักดันให้ลดการใช้น้ำโดยด่วน อาจจะไม่ได้ไปช่วยนิคมอุตสาหกรรมหรือโรงงานโดยตรง แต่ต้องให้ความรู้เรื่องเทคนิค เนื่องจากระยองมีแหล่งน้ำสำรองและการบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่น้อย
ภารกิจเร่งด่วนเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ระยอง จึงเป็นการเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมลดการใช้น้ำผ่านระบบ 3R อย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม โดยการศึกษาจากนี้ไปจะมุ่งเน้นไปที่ระยองให้มากขึ้น
  • จังหวัดฉะเชิงเทรา
กว่า 85% เป็นการใช้น้ำเพื่อการเกษตร จึงควรลดการใช้น้ำเพื่อการเกษตรลง เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้น้ำเกินศักยภาพ ต้องพึ่งพาน้ำจากพื้นที่ใกล้เคียงคือที่จังหวัดจันทบุรี ปราจีนบุรี และผันน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะที่มีการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรม เพียงแค่ 11% ซึ่งจะให้ลดการใช้น้ำลงอีกคงเป็นไปไม่ได้
Coconut groves in Chachoengsao, Thailand
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้นไม่สำคัญเท่าความแปรปรวนของสภาพอากาศ (Climate Variation) ซึ่งจะส่งผลกระทบกับปริมาณน้ำฝน เช่น ในปีนี้ที่สภาพอากาศแปรปรวนอย่างมาก ฉะนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องปรับตัวอย่างจริงจัง

ในช่วงสรุปท้ายการบรรยาย รศ.ดร.บัญชา ย้ำเป็นข้อคิดว่า เรื่องน้ำ ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับ EEC เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมการใช้น้ำที่คนส่วนใหญ่ยังคงใช้น้ำกันแบบไม่ประหยัดขณะที่น้ำมีจำกัด”
“ด้วยเหตุนี้ จึงอยากให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคปรับตัว ลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้มากขึ้น และภาครัฐควรหันมาให้ความสำคัญเรื่อง Demand Side หรือ ความต้องการน้ำ มากกว่า Supply Side”
“สุดท้ายก็มีแนวโน้มว่าอาจจะแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด เพราะปัจจุบัน ปัญหาคือไม่มีน้ำให้เก็บ เช่น ปีที่แล้งจัด การให้สร้างอ่างเพื่อกักเก็บน้ำ จึงไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมเลย”

ที่มา : โพสต์จากเฟซบุ๊ค : วารีวิทยา – Waree Witthaya “รู้หรือไม่ หากจะบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ในอนาคต 20 ปีข้างหน้า ให้สมดุลและเป็นธรรม ควรต้องรู้จักทุกองค์ประกอบทุกๆ ส่วน…”

EEC ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปในทางใดได้บ้าง ต้องอ่านต่อ

‘โควิด’ ก็ต้องคุม ‘การลงทุน’ ก็ต้องเกิด แหลมฉบังเฟส 3…พร้อมแล้ว

‘ช็อตคอร์ส’ หลักสูตรการศึกษา 4.0 ตอบโจทย์ผู้ประกอบการยุคใหม่

เปลี่ยน น้ำเสีย เป็นต้นทุนสู้ ‘ภัยแล้ง 2563’ ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม นำร่องในพื้นที่ EEC ชู ญี่ปุ่น-จีน-สิงคโปร์ เป็นต้นแบบ