จากวิกฤต COVID-19 ถึงโอกาสธุรกิจ และการพัฒนาบุคลากรการแพทย์ไทย การประกาศแสนยานุภาพ ‘Biological disruption’ บุกโลก

3998

ในเวลาไม่กี่ปีมานี้ผู้คนล้วนแต่กล่าวถึง Technological and digital disruption ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีและดิจิทัลที่จะเปลี่ยน (ป่วน) โลก ซึ่งหากองค์กรใดไม่ปรับเปลี่ยนจะทำให้เกิดความเสียหายถึงขั้นองค์กรพังทลายได้ Biological disruption

แต่ในทางกลับกันหากองค์กรใดตื่นตัวและเดินหน้าปรับเปลี่ยนก็จะทำให้องค์กรนั้นมีความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดได้ เช่น การใช้หุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตแทนการใช้แรงงานมนุษย์ การขายของออนไลน์ด้วยดิจิตอล แพลตฟอร์ม

Biological disruption

ทว่า ณ ตอนนี้ Technology disruption ที่กำลังเขย่าโลก ต้องหลีกทางให้คลื่นความเปลี่ยนแปลงทรงพลังลูกใหม่ นั่นคือ “Biological disruption” หรือการเปลี่ยน (ป่วน) โลกด้วยชีวภาพ
ที่วันนี้ขอแสดงแสนยานุภาพ disrupt หมู่มวลเทคโนโลยีอีกทอดหนึ่ง ด้วยมหันตภัยการระบาดครั้งใหญ่ของไวรัส SARS-CoV-2 ที่ทุกคนรู้มักเรียกกันว่าไวรัส COVID-19 แต่ในความเป็นจริง COVID-19 เป็นชื่อโรค โดยไวรัสตัวนี้จะก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อรุนแรงที่พรากชีวิตคนทั่วโลกไปแล้วกว่า 8,784 (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มีนาคม 2563 โดย Johns Hopkins CSSE เวลา 08:53 น.)
ตามรายงานทางการแพทย์ โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 2% และมีอาการรุนแรง 19% ทั้งนี้ ขึ้นกับประเทศที่เกิดการระบาด โดยในจีน อิตาลี อิหร่าน จะมีเปอร์เซ็นต์การตายที่สูงกว่าในประเทศอื่นๆ
ดังนั้น แสนยานุภาพ ของ การพลิกผันทางชีวภาพโดยเชื้อไวรัส ที่โลกกำลังเผชิญอยู่นี้ มีพลังมหาศาลที่จะทำให้ทุกองคาพยพในโลกพังทลาย (Collapse) ลงได้ด้วยเชื้อไวรัสแค่ตัวเดียว

ความท้าทายกับการรับมือ การระบาด COVID-19 ในไทย บทเรียนที่ ‘Biological disruption’ หยิบยื่นให้บทแรก

หากอ้างอิงจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา ผู้ป่วยที่หายป่วยและกลับบ้านได้ จนถึงผู้ป่วยที่เสียชีวิตของประเทศไทยในตอนนี้ มีแถลงการณ์จากทางรัฐบาลไทยยืนยันว่าประเทศไทยยังอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ยังอยู่ในระยะที่ 2 และทุกฝ่ายกำลังดำเนินการป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเข้าสู่ระยะที่ 3
ดังนั้น สิ่งที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจมากที่สุดในตอนนี้ นั่นก็คือการวางแผนรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตัวนี้ในไทย

ถ้าศึกษาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในจีน ทำให้เรารู้ว่าการวางแผนรับมือการแพร่ระบาดของโรคนี้ ต้องคาดการณ์จำนวนการป่วยต่อประชากรทั้งหมดว่ามีกี่เปอร์เซ็นต์ จำนวนการตายมีกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากสถิติของประเทศจีนเราจะพบว่า 19% จะมีอาการป่วยจากการติดเชื้อไวรัสนี้
มาในบริบทของประเทศไทย เราถึงต้องคาดการณ์ออกมาว่าคนไทยจะติดเชื้อโรค COVID-19 อยู่ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์
ผู้เขียนขอนำเสนอเหตุการณ์สมมติว่า ประชากรไทยตอนนี้มีอยู่ 65 ล้านคน โดยประมาณ หากที่สุดแล้วเกิดการระบาดอย่างรุนแรงขึ้น แล้วปรากฎว่ามีประชากรไทยประมาณ 20% ที่ติดเชื้อ และในจำนวนผู้ติดเชื้อจะมีผู้ป่วย 2% ที่จะเสียชีวิต
ดังนั้น จำนวนผู้ติดเชื้ออาจมีมากถึง 13 ล้านคน และผู้ที่มีอาการรุนแรงจะมีอยู่ 2.6 ล้านคน จะมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 2.6 แสนคน
แต่ก่อนที่ผู้ป่วยเหล่านี้จะเสียชีวิต พวกเขาต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วเกิดการสะสมของคนไข้ ทำให้จำนวนเตียงในโรงพยาบาลถูกใช้ไป มาถึงตอนนี้จึงอยากตั้งคำถามให้คิดเล่นๆ ว่า
เรามีห้องพิเศษ หรือ ห้องความดันลบ (Negative pressure) สำหรับกักตัวผู้ป่วยโรคติดเชื้อมากแค่ไหน?
โรงพยาบาลมีเตียงที่จะรองรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงเพียงพอหรือไม่?

และแม้ว่าล่าสุดจะมีข่าวดีว่า ทาง สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะจับมือพัฒนาชุดตรวจไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่สามารถผลิตใช้เองในประเทศได้ แต่ก็ยังผลิตออกมาใช้ไม่ได้ในทันที เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย ดังนั้น เราจำเป็นต้องพึ่งพาชุดตรวจที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศอยู่

โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่ปอด จะส่งผลให้ปอดทำงานได้น้อยมากต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ชื่อว่า ECMO (Extracorporeal membrane oxygenation) เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ซึ่งเจ้าเครื่องนี้มีเพียงพอหรือไม่?
นี่ยังไม่นับ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ต้องใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วย และอุปกรณ์ท่อช่วยหายใจ ที่ใช้เพื่อประคับประคองอาการมีเพียงพอหรือไม่?
และที่สำคัญมี “บุคลากรทางการแพทย์” ทุกภาคส่วน มีเพียงพอหรือเปล่า?
ลำพังแค่อุปกรณ์พื้นฐานอย่าง หน้ากากอนามัย ประเทศเรายังไม่สามารถจัดหาบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนได้อย่างเพียงพอเลย
โควิดเฟส3
อย่างไรก็ดี ถึงตอนนี้ จึงขอย้ำอย่างที่เกริ่นตั้งแต่ช่วงต้นว่า นี่เป็นแค่การคาดการณ์ว่าถ้าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 พัฒนาไปถึงระยะที่ระบาดอย่างรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้
คำถามที่หยิบยกมานี้ สมควรเป็นคำถามที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้ ควรคิดและหาคำตอบให้ได้มากที่สุดตั้งแต่ตอนนี้
ขณะเดียวกัน ประชาชนทุกคนต้องให้ความร่วมมือกับมาตรการของภาครัฐ และปฏิบัติตามข้อแนะนำในการป้องกันและดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากโรค COVID-19
ถ้ามีอาการต้องสงสัยว่าติดเชื้อควรกักตัวเองตามมาตรการและขั้นตอนทางการแพทย์ อย่างน้อย 14 วัน ปฏิบัติตามหลัก Social Distancing คือ การรักษาระยะห่างทางสังคม และถ้ายังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาให้เร็วที่สุดนั่นเอง
หากทำได้ ไม่ใช่แค่ตัวคุณและครอบครัวที่จะรอด แต่ประเทศชาติของเราจะรอดจากการแพร่ระบากโควิด-19 นี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน

ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ ธุรกิจการแพทย์ รอเติบโตจากการแพร่ระบาด COVID-19

นอกจากมิติความท้าทายด้านการสาธารณสุขแล้ว ยังมีอีกหลายมิติที่เหตุการณ์ “Biological disruption” ในครั้งนี้ส่งผล เช่น มิติด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากกการท่องเที่ยว เช่น ประเทศไทย อิตาลี เป็นต้น
ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทย ณ ตอนนี้ ต้องบอกว่าเหมือนผู้ป่วยที่อยู่ในห้อง ICU จากพิษของโรค COVID-19 ไปเรียบร้อยแล้ว นักท่องเที่ยวที่เมืองท่องเที่ยวอย่าง พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ บางตามากๆ เพราะกลัวว่าจะติดเชื้อหากเดินทางมาท่องเที่ยว หนำซ้ำคนไทยด้วยกันเองก็ไม่อยากเดินทางไปเที่ยวที่ไหนด้วยเหตุผลเดียวกันคือกลัวติดเชื้อ

แต่ความจริงที่ว่าในวิกฤตก็มีโอกาสเสมอ ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นมาและสามารถแก้ปัญหาการระบาดของโรคได้ คือ ธุรกิจการผลิตชุดตรวจโรค ยารักษาโรค อุปกรณ์ทางการแพทย์
และธุรกิจที่มีแนวโน้มจะขยายตัวและเติบโตอย่างมาก คือ การผลิตวัคซีนหรือยา เชื่อว่าจะมีมูลค่ามากขึ้นมหาศาล เพราะถ้าเราผลิตวัคซีนหรือยาใช้เองในประเทศได้ ก็เท่ากับว่า ประเทศชาติจะช่วยประหยัดงบประมาณที่ใช้ไปกับการสั่งซื้อวัคซีนหรือยาจากต่างชาติได้มากโขทีเดียวในแต่ละปี
ต่อมาถ้าวัคซีนหรือยาที่ผลิตโดยประเทศไทยมีคุณภาพ มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสากลโลก เราก็ผลิตและส่งขายไปทั่วโลกได้ โดยจะมีฐานลูกค้าทั่วโลกเป็นประชากรโลกมี 7,000 ล้านคน ที่ต้องการวัคซีนหรือยาเพื่อป้องกันการเกิดโรคหรือรักษาโรค
สรุปแล้วมูลค่าของอุตสาหกรรมกลุ่มนี้จึงประเมินมูลค่าไม่ได้ และจะเป็นธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดเพราะวิกฤตการระบาดของโรค COVID-19 นี้เอง
และสืบเนื่องมาจากวิกฤตการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 นี้เอง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ขอนิยามว่า เปลี่ยนความเชื่อและพฤติกรรมคนทั่วโลก โดยเฉพาะคนในโลกตะวันตกไปเลย
นั่นคือ ก่อนที่เชื้อไวรัสนี้จะระบาด ชาวตะวันตก มีความเชื่อว่า “คนที่ใส่หน้ากากอนามัย คือ คนที่กำลังเป็นโรค” ดังนั้นในสังคมยุโรป เมื่อเราใส่หน้ากากอนามัย ก็จะถูกมองว่าเป็นคนผิดปกติทันที
ด้วยนิสัยและความคิดแบบนี้ จึงส่งผลให้ ประเทศอิตาลี เยอรมันนี ฝรั่งเศส สเปน เกิดการระบาดของโรค COVID-19 อย่างรวดเร็ว เพราะประชากรส่วนหนึ่งไม่ป้องกันตนเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย
กอปรกับด้วยโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 นี้ มีระยะฟักตัวค่อนข้างนาน หลายคนติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการแต่เขาเหล่านี้สามารถแพร่เชื้อได้ เมื่อพวกเขาไม่ป้องกันตัวเอง เชื้อจึงแพร่กระจายไปได้เร็วมาก

ขณะที่ คนทางโลกตะวันออก มีความเชื่ออีกแบบหนึ่ง ที่จะสวมใส่หน้ากากอนามัยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากผู้อื่น ที่เราไม่รู้ว่ามีใครติดเชื้อมั้ง ดังนั้น เพราะวิกฤต COVID-19 นี้เอง ที่จะทำให้อุตสาหกรรมการผลิตหน้ากากอนามัย ขยายตัวไปทั่วโลก เพราะพฤติกรรมคนตะวันตกจะเปลี่ยน มาเรียนรู้วิธีใช้หน้ากากอนามัยของชาวโลกตะวันออก ถอดบทเรียนจากชาวเอเชีย ที่ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากคนในสังคมมากขึ้น
ต่อมาคือ วัฒนธรรมการใช้เจลแอลกอฮอล์ ที่ผู้คนจะหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดูแลสุขอนามัยของตนเองด้วยการใช้เจลแอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อในมือกันมากขึ้น ธุรกิจผลิตเจลแอลกอฮอล์ก็จะได้อานิสงส์จากวิกฤตนี้เช่นกัน

และถ้าวิเคราะห์ไปถึงสินค้าที่ประเทศไทยผลิตมากอีกประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะเพื่อส่งออก นั่นคืออุตสาหกรรมน้ำตาล โดยผลิตติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก และสิ่งที่เหลือทิ้งจากการผลิตน้ำตาลที่เรียกว่าโมลาส หรือ กากน้ำตาล สามารถนำมาใช้ทำเป็นแอลกอฮอล์ได้

โดยไม่ใช่แค่ทำเป็นแอลกอฮอล์ส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่สามารถต่อยอดทำเป็นเจลแอลกอฮอล์สูตรพิเศษ ใส่สมุนไพรที่มีสรรพคุณฆ่าเชื้อโรค มีกลิ่นหอม ตรงนี้ก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value added ได้เช่นกัน

เหรียญสองด้าน ของ Biological disruption กับภาคการศึกษา

ในฐานะที่เป็นคณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา บอกได้เลยว่า Biological disruption ครั้งนี้ได้ส่งผลอย่างมากกับภาคการศึกษา เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติทางการศึกษากันเลยทีเดียว ทั้งในแง่รูปแบบ วิธีการสอน โดยเฉพาะหลักสูตรการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย
สำหรับมหาวิทยาลัยบูรพาเอง ในการสอนคอร์สซัมเมอร์ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ต้องเป็นการสอนในคอร์สออนไลน์เท่านั้น ทำให้คณาจารย์ที่ไม่คิดจะทำการสอนแบบออนไลน์ ต้องปฏิวัติตัวเองเพื่อทำการสอนแบบออนไลน์ให้ได้ หากอาจารย์ท่านใดไม่คิดจะทำการสอนแบบออนไลน์ อาจารย์ท่านนั้นจะไม่มีงานสอน และในท้ายที่สุดจะหมดอนาคตในสายอาชีพอาจารย์

การพัฒนาบุคลากรการแพทย์ไทย

นอกเหนือจากนั้น ในมุมของการเรียนในศาสตร์ด้านสหเวชศาสตร์นั้น ก็จะได้รับผลจากการเกิดวิกฤต COVID-19 ด้วย ในแง่ที่ต่อไปจะมีความต้องการบุคลากรด้านนี้เพิ่มขึ้นอีก จากเดิมที่บุคลากรด้านนี้ก็มีความต้องการมากอยู่แล้ว
ที่คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดสอนในหลักสูตรชีวเวชศาสตร์ หรือพูดง่ายๆ คือการเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ หลักสูตรกายภาพบำบัด หลักสูตรเทคนิคการแพทย์ หลักสูตรโภชนบำบัด หลักสูตรพยาธิวิทยากายวิภาค และหลักสูตรใหม่ล่าสุดที่จะเปิดในปี 2563 คือ หลักสูตรรังสีเทคนิค
จาก 6 หลักสูตรนี้ หลักสูตรที่เกี่ยวข้องและมีความต้องการสูง จากวิกฤตการระบาดของโรค COVID-19 คือ เทคนิคการแพทย์ เพราะนักเทคนิคการแพทย์จะต้องเป็นผู้วินิจฉัย ว่าผู้ที่มาตรวจนั้นติดเชื้อ หรือไม่ติดเชื้อ ด้วยวิธีในห้องปฏิบัติการ โดยนักเทคนิคการแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เหล่านี้ จะต้องมีทักษะในด้าน Molecular Technique หรือ อณูชีววิทยา เพิ่มขึ้นมาด้วย
ต่อมา คือ บุคลากรจากสาขาวิชารังสีเทคนิค จากกรณีที่ “หมอแล็บแพนด้า” บล็อกเกอร์ชื่อดัง โพสต์ขอความช่วยเหลือมาว่า “นักรังสีเทคนิค” ของสถาบันบำราศนราดูรมีความขาดแคลน ต้องการนักรังสีเทคนิคเพิ่มเพื่อมาปฏิบัติงานในช่วงที่เกิดวิกฤตโรค COVID-19 ระบาด นี้
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เรียนจบมาในสาขารังสีเทคนิค จึงเป็นที่ต้องการมากแน่นอนในอนาคต และนี่รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะในวิชาชีพต่างๆ ที่จำเป็นต่อการป้องกัน ตรวจ และรักษา ซึ่งถ้าในอนาคตเราสามารถมีบุคลากรเหล่านี้เพียงพอ ก็ย่อมสามารถลดปริมาณผู้ติดเชื้อ ป้องกันการระบาดในวงกว้างได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มจำนวนนักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าเรียนใน คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็มีผู้สมัครมาเรียนตามจำนวนที่กำหนดไว้ทุกครั้งในการเปิดรับสมัครในรอบปกติ โดยไม่ต้องเปิดรับในรอบพิเศษเลย
ผศ.ดร.มารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร
ผศ.ดร.มารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
บทความนี้ของผู้เขียนต้องการสื่อสารว่า “Biological disruption” หรือการพลิกผัน ความเปลี่ยนแปลง ด้านชีวภาพ ที่ถูกพูดถึงกันไม่มาก แต่ผลกระทบของการดิสรัปนี้ทำให้เกิดการ collapse ไปทั้งโลก และส่งผลถึง Technological and digital disruption ด้วย
ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะบวก “Biological disruption” เป็นอีกหนึ่งดิสรัปชันแล้วพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสของประเทศไทย และเพื่อรับมือกับวายร้ายตัวใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

 

เรื่อง : ผศ.ดร.มารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา


อัปเดตหลากมุมมอง สู้ COVID-19 

ไส้ในของสามยุทธศาสตร์ชาติ ในการรับมือกับ COVID-19 โดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

การจัดการ COVID-19 สไตล์ Johns Hopkins “โรงเรียนแพทย์ชั้นนำของโลก”

เคลียร์ให้ชัด ถ้าต้อง ‘ชัตดาวน์กรุงเทพฯ’ แผนรับมือ ‘การระบาดระยะที่ 3’ ที่ได้ผลควรเป็นอย่างไร?