“รถพุ่มพวง” มีวิวัฒนาการมาจาก “เรือเร่” พายขายของตามคลอง เพราะเมืองไทยเป็น “เมืองน้ำ” โดยเฉพาะ “บางกอก” ที่ได้ชื่อว่าเป็น “เวนิสแห่งตะวันออก” การสัญจรของชาวบ้านใช้ “เรือ” เป็นหลัก

ผ่านมาถึงยุคที่บ้านเมืองของเราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มีการตัดถนนและยกระดับ “บางกอก” เป็น “มหานคร” คือ “กรุงเทพฯ” ธุรกิจ “เรือเร่” สัญจรขายของเริ่มหายหน้าไป และกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ตลาดน้ำ”
เมื่อมีถนนใหม่ๆ ทั้งถนนสายหลักและสายรองโดยเฉพาะถนนสายลึกตามตรอกซอกซอยที่มีชุมชนอาศัยหนาแน่น เพราะบ้านยิ่งอยู่ลึกค่าเช่าและค่าที่ดินก็จะยิ่งราคาถูกกว่าอสังหาริมทรัพย์บนถนนใหญ่
การถือกำเนิดของ “รถพุ่มพวง” มาพร้อมๆ กับการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร ราวกลางทศวรรษ 2510 ที่ประเทศไทยเริ่มมีธุรกิจจัดสรรที่ดินเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก (รองศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี ศิริ, 2558, รูปแบบและการให้บริการของรถพุ่มพวงต่อพัฒนาการของชุมชนบ้านจัดสรร, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
“รถพุ่มพวง” ในฐานะของ “ภาพแสดงแทน” การทำมาหากินแบบ “เรือเร่” จึงเริ่มออกวิ่งให้บริการ Delivery สินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกินของใช้ประจำวันอย่าง “กับข้าว” ที่เข้าถึงตรอกซอกซอยนับตั้งแต่นั้น


ผ่านมา 40 กว่าปี “รถพุ่มพวง” ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการไปค่อนข้างมาก จากรถกระบะ มีการนำมอเตอร์ไซค์และจักรยานมาเป็น “รถพุ่มพวง” ด้วย
แม้ภายนอก “รถพุ่มพวง” จะดูกระจอกงอกง่อย ในสายตา “ชนชั้นกลาง” ที่มีไลฟ์สไตล์ผูกติดกับการจับจ่ายใช้สอยบนห้างสรรพสินค้าระดับหรู หรือชาวบ้านบางส่วนได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปกับการ Shopping ที่ห้าง Discount Store ยักษ์ใหญ่
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว “รถพุ่มพวง” ไม่ได้กระจอกงอกง่อยขนาดนั้น!
ผมมีโอกาสพูดคุยกับ “รถพุ่มพวง” เจ้าประจำในหมู่บ้านอยู่เสมอ นอกจากไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ยังเป็นการเช็คสถานการณ์สังคมในมุมมองคนเล็กคนน้อยหรือชาวบ้านร้านตลาดได้เป็นอย่างดี เพราะ “รถพุ่มพวง” เข้าถึงวิถีชีวิต “คนรากหญ้า” อย่างแท้จริง
รายรับเฉลี่ยของ “รถพุ่มพวง” ที่ขายของเต็มเวลา คือ 6.00-18.00 น. จะอยู่ที่ประมาณวันละ 5,000 บาท คูณ 30 วัน ก็ 150,000 บาท เรียกได้ว่า รายได้ดีกว่า “มนุษย์เงินเดือน–ใส่สูทผูกไท–นั่งห้องแอร์” เสียอีก!
และก็แน่นอนว่า ตัวเลขนี้ย่อมเป็นที่หอมหวนเย้ายวนใจนายทุนยักษ์ใหญ่เป็นอย่างมาก จึงเคยมีข่าวการเปิดธุรกิจ “รถพุ่มพวง” ของ Big C Family Mart แม้กระทั่ง B2S ก็เคยทำ “รถพุ่มพวงเครื่องเขียน” เจาะเข้าไปหน้าโรงเรียนต่างๆ
โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็เคยมีแนวคิดเปิดตัว “รถเร่น่าซื้อ” ในรูปแบบ “รถพุ่มพวง” ตระเวนขายสินค้าพร้อมรับชำระเงินด้วย App ถุงเงินประชารัฐมาแล้วเช่นกัน
แม้รายได้ยามบ้านเมืองปกติสุขของ “รถพุ่มพวง” จะอยู่ในขั้นดี ทว่า เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่นเมื่อปี พ.ศ. 2540 ดูเหมือนว่า “รถพุ่มพวง” พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย “รถพุ่มพวง” หลายคันต้องเลิกกิจการ กลับบ้านต่างจังหวัด จากพิษ “ต้มยำกุ้ง” ที่กระทบถึงลูกค้า “ชนชั้นกลาง” และ “ชนชั้นรากหญ้า” ทั่วทุกหัวระแหง
โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2554 ที่ประเทศไทยประสบสถานการณ์ “น้ำท่วมใหญ่” ทำให้ “รถเล็ก” อย่าง “รถพุ่มพวง” ไม่สามารถวิ่งให้บริการได้ตามปกติ เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึง “พื้นที่น้ำท่วม” ได้ และหลายแห่งก็เป็น “ลูกค้าประจำ” “ลูกค้ารายใหญ่” ซึ่งเป็น “แหล่งรายได้หลัก”
และการ Supply “กับข้าว” เอามาขาย ที่ “รถพุ่มพวง” ต้องวิ่งไปรับของที่ “ตลาดไท” และ “ตลาดสี่มุมเมือง” ก็เป็นไปอย่างยากลำบาก อีกทั้งต้นทุนก็สูงขึ้นจากราคาสินค้าภาคการเกษตรที่ถีบตัว ผนวกกับราคาน้ำมันที่พุ่งทะยาน
แต่สำหรับสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ในขณะนี้ แม้ว่าก่อนหน้าการแพร่ระบาดไม่นาน “รถพุ่มพวง” หลายคันได้ส่งเสียงโอดครวญถึงสภาวะทางเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ยอดขายไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุน แปลไทยเป็นไทยก็คือ “ขาดทุนยับ”













