“พุ่มพวง” เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ปั่นรายได้ยุค COVID-19 ล็อคดาวน์ประเทศ!

1554

รถพุ่มพวงมีวิวัฒนาการมาจากเรือเร่พายขายของตามคลอง เพราะเมืองไทยเป็นเมืองน้ำโดยเฉพาะบางกอกที่ได้ชื่อว่าเป็นเวนิสแห่งตะวันออกการสัญจรของชาวบ้านใช้เรือเป็นหลัก


เรือเร่ขายเครื่องดื่ม กรุงเทพ ปี พ.ศ. 2503 // www.pinterest.com
ผ่านมาถึงยุคที่บ้านเมืองของเราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มีการตัดถนนและยกระดับบางกอกเป็นมหานครคือกรุงเทพฯธุรกิจเรือเร่สัญจรขายของเริ่มหายหน้าไป และกลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดน้ำ
เมื่อมีถนนใหม่ๆ ทั้งถนนสายหลักและสายรองโดยเฉพาะถนนสายลึกตามตรอกซอกซอยที่มีชุมชนอาศัยหนาแน่น เพราะบ้านยิ่งอยู่ลึกค่าเช่าและค่าที่ดินก็จะยิ่งราคาถูกกว่าอสังหาริมทรัพย์บนถนนใหญ่
การถือกำเนิดของรถพุ่มพวงมาพร้อมๆ กับการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร ราวกลางทศวรรษ 2510 ที่ประเทศไทยเริ่มมีธุรกิจจัดสรรที่ดินเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก (รองศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี ศิริ, 2558, รูปแบบและการให้บริการของรถพุ่มพวงต่อพัฒนาการของชุมชนบ้านจัดสรร, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
รถพุ่มพวงในฐานะของภาพแสดงแทนการทำมาหากินแบบเรือเร่จึงเริ่มออกวิ่งให้บริการ Delivery สินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกินของใช้ประจำวันอย่างกับข้าวที่เข้าถึงตรอกซอกซอยนับตั้งแต่นั้น

ผ่านมา 40 กว่าปีรถพุ่มพวง ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการไปค่อนข้างมาก จากรถกระบะ มีการนำมอเตอร์ไซค์และจักรยานมาเป็นรถพุ่มพวงด้วย
แม้ภายนอกรถพุ่มพวงจะดูกระจอกงอกง่อย ในสายตาชนชั้นกลางที่มีไลฟ์สไตล์ผูกติดกับการจับจ่ายใช้สอยบนห้างสรรพสินค้าระดับหรู หรือชาวบ้านบางส่วนได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปกับการ Shopping ที่ห้าง Discount Store ยักษ์ใหญ่
ทว่าในความเป็นจริงแล้วรถพุ่มพวงไม่ได้กระจอกงอกง่อยขนาดนั้น!
ผมมีโอกาสพูดคุยกับรถพุ่มพวงเจ้าประจำในหมู่บ้านอยู่เสมอ นอกจากไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ยังเป็นการเช็คสถานการณ์สังคมในมุมมองคนเล็กคนน้อยหรือชาวบ้านร้านตลาดได้เป็นอย่างดี เพราะรถพุ่มพวงเข้าถึงวิถีชีวิตคนรากหญ้าอย่างแท้จริง

รายรับเฉลี่ยของรถพุ่มพวงที่ขายของเต็มเวลา คือ 6.00-18.00 . จะอยู่ที่ประมาณวันละ 5,000 บาท คูณ 30 วัน ก็ 150,000 บาท เรียกได้ว่า รายได้ดีกว่ามนุษย์เงินเดือนใส่สูทผูกไทนั่งห้องแอร์เสียอีก!

และก็แน่นอนว่า ตัวเลขนี้ย่อมเป็นที่หอมหวนเย้ายวนใจนายทุนยักษ์ใหญ่เป็นอย่างมาก จึงเคยมีข่าวการเปิดธุรกิจรถพุ่มพวงของ Big C Family Mart แม้กระทั่ง B2S ก็เคยทำรถพุ่มพวงเครื่องเขียนเจาะเข้าไปหน้าโรงเรียนต่างๆ
โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็เคยมีแนวคิดเปิดตัวรถเร่น่าซื้อในรูปแบบรถพุ่มพวงตระเวนขายสินค้าพร้อมรับชำระเงินด้วย App ถุงเงินประชารัฐมาแล้วเช่นกัน
แม้รายได้ยามบ้านเมืองปกติสุขของรถพุ่มพวงจะอยู่ในขั้นดี ทว่า เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่นเมื่อปี พ.. 2540 ดูเหมือนว่ารถพุ่มพวงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วยรถพุ่มพวงหลายคันต้องเลิกกิจการ กลับบ้านต่างจังหวัด จากพิษต้มยำกุ้ง ที่กระทบถึงลูกค้าชนชั้นกลางและชนชั้นรากหญ้าทั่วทุกหัวระแหง
โดยเฉพาะในปี พ.. 2554 ที่ประเทศไทยประสบสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ทำให้รถเล็กอย่างรถพุ่มพวงไม่สามารถวิ่งให้บริการได้ตามปกติ เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่น้ำท่วมได้ และหลายแห่งก็เป็นลูกค้าประจำ” “ลูกค้ารายใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลัก
และการ Supply “กับข้าวเอามาขาย ที่รถพุ่มพวงต้องวิ่งไปรับของที่ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมืองก็เป็นไปอย่างยากลำบาก อีกทั้งต้นทุนก็สูงขึ้นจากราคาสินค้าภาคการเกษตรที่ถีบตัว ผนวกกับราคาน้ำมันที่พุ่งทะยาน
แต่สำหรับสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ในขณะนี้ แม้ว่าก่อนหน้าการแพร่ระบาดไม่นานรถพุ่มพวง หลายคันได้ส่งเสียงโอดครวญถึงสภาวะทางเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ยอดขายไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุน แปลไทยเป็นไทยก็คือขาดทุนยับ

ทว่าทันทีที่กรุงเทพมหานครได้ประกาศปิดห้างสรรพสินค้าเป็นเวลา 22 วันเมื่อบ่ายวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา ผมได้พูดคุยกับรถพุ่มพวงเจ้าประจำ พบว่า ยอดขายกลับมาดีอย่างทันตาเห็น
จากมาตรการ Work from Home และแคมเปญอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติทำให้ประชาชนจำนวนมากทำงานอยู่กับบ้าน ไม่ออกไปจับจ่ายใช้สอย แม้จะเป็นตลาดสด เพราะเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน
นี่จึงเป็นนาทีทอง อีกครั้งของรถพุ่มพวงที่สามารถพลิกวิกฤต เป็นโอกาสแปลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้เป็นรายได้ก้อนงาม
เพราะชาวบ้านร้านตลาดส่วนใหญ่ไม่ออกไปตลาดผนวกกับฐานลูกค้าเดิมในหมู่บ้านต่างๆ ของรถพุ่มพวงทำให้นี่คือโอกาสทองของรถพุ่มพวงอย่างแท้จริงครับ
บทวิเคราะห์ชิ้นนี้นอกจากจะจับประเด็นนำเสนอเรื่องราวของรถพุ่มพวงแล้ว ยังขอร่วมรณรงค์หยุดเสียสติจากการแห่ไปกักตุนสินค้าในห้างสรรพสินค้าและ Discount Store
เพราะบ้านเรายังไม่อดอยากยากแค้นขนาดนั้นนั่นเองครับ!