การทำ Social Distancing เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่เราต้องระวังอย่าให้ “ความห่างทางสังคม” สร้าง “รอยร้าวในสังคม” และอย่าให้ “ความห่างทางสังคม” กลายเป็น “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” (Social Inequality) โดยสร้างความเข้าใจร่วมกันและคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้
1. กระจายความรู้ สร้างความเข้าใจเรื่องiSocial Distancing หรือ การเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงการทำงานจากที่บ้าน เรียนจากบ้าน การหลีกเลี่ยงผู้คน ฯลฯ ที่กำลังพยายามผลักดันกันนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเพื่อจำกัดการระบาดของไวรัสโคโรนา (และ Flatten the curve หรือ การชะลอการแพร่ระบาดของโรค)
.
2. ความสามารถในการทำiSocial Distancing นั้นแตกต่างกันมาก หลายคนทำได้ยากเพราะลักษณะของอาชีพ เช่น อาชีพขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง
.
3. บางคนทำไม่ได้เพราะขาดการเข้าถึงหรือเข้าใจการใช้เทคโนโลยี เช่น การประชุม การเรียน การทำธุรกิจออนไลน์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมากในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
.
4. บางคนทำไม่ได้เพราะ “สายป่านสั้น” ต้องหาเช้ากินค่ำ และทุกวันที่ต้องหยุดงานหรือกักตัว คือการเสียรายได้ที่จำเป็นในการเลี้ยงครอบครัว ทั้งยังมีหนี้ที่ต้องแบกไว้อีก ดังนั้น การทำiSocial Distancing จึงอาจตอกย้ำปัญหาหนี้และความเหลื่อมล้ำ
.
5. เรื่องการเรียนจากที่บ้านก็เช่นกัน บางคนอาจขาดอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ตที่มีสัญญาณดีพอที่จะทำให้เรียนออนไลน์ได้ บางครอบครัวที่ปกติให้ลูกทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนก็จะต้องหาซื้อเอง
6. ในเมื่อ Social Distancing เป็นสิ่งจำเป็น ผมว่ารัฐบาลควรทำความเข้าใจว่า กลุ่มคนใดบ้างที่อาจไม่สามารถทำได้ เพราะอะไร และพอมีทางช่วยเหลืออย่างไรบ้าง

หากนโยบาย Social Distancing ไม่ได้คำนึงถึงประเด็นข้างต้นนี้จะก่อให้เกิดอย่างน้อย 2 ปัญหา
หนึ่ง การเว้นระยะห่างอาจสร้างรอยร้าวในสังคม
โดยสร้างความไม่เท่าเทียมระหว่างคนสายป่านยาวและสายป่านสั้น ความไม่เท่าเทียมระหว่างคนรุ่นดิจิทัลและคนยุคอนาล็อก ความไม่เท่าเทียมระหว่างอาชีพ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อาจไม่ได้รับการช่วยเหลือจากมาตรการรัฐ
สอง การเว้นระยะห่างอาจไม่ได้ผล คนไม่ปฏิบัติตาม
เพราะฐานะทางเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคทำให้เขาไม่สามารถทำได้ และหากอาชีพของคนกลุ่มนี้ต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่เขาจะติดเชื้อและแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อ
7. บทความใน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ทำข้อมูลออกมาชี้ให้เห็นว่า อาชีพใดบ้างเสี่ยงที่จะติดไวรัสและมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ผมไม่แน่ใจเรามีฐานข้อมูลแบบนี้ไหมในประเทศไทย แต่น่าจะมีประโยชน์มากถ้าทำได้
.
8. รัฐบาลอาจต้องมีมาตรการ #การคลังหยุดเชื้อเพื่อชาติ มาคู่กับ #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ เช่น ชดเชยทางการเงินช่วยเหลือกลุ่มคนที่
- หนึ่ง สายป่านสั้น
- สอง ต้องทำงานที่มีความเสี่ยงจะได้รับเชื้อสูง
- สาม มีโอกาสแพร่เชื้อต่อคนอื่นสูง เพื่อให้เขาไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานในช่วงนี้
9. มองด้านหนึ่ง นี่เป็นนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อีกในด้านหนึ่งมันทำได้มากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ทั้งได้ช่วยคนที่มีข้อจำกัดเรื่องการเงินจริงๆ (ช่วยเรื่องความเหลื่อมล้ำ) ได้ช่วยคนกลุ่มที่เสี่ยงติดโรค โดยการไม่ทำให้สถานการณ์บีบบังคับให้เขาต้องออกไปทำงาน ได้ลดความเสี่ยงที่คนกลุ่มนี้จะออกไปแพร่เชื้อต่อในชุมชนหากเขาติดเชื้อ เท่ากับว่ายิงนัดเดียวได้นกหลายตัว
.
10. สรุปการผลักดัน Social Distancing เป็นสิ่งจำเป็นแต่ต้องทำอย่าง “มีหัวใจ” คือเข้าใจในบริบทและหัวอกของผู้ต้องปฏิบัติ โดยต้องรู้จักใช้นโยบายต่างๆ มาช่วยแก้ปัญหา เช่น นโยบาย #การคลังหยุดเชื้อเพื่อชาติ (ดังที่ผมยกตัวอย่างไว้ด้านบน)

เพราะหาก Social Distancing ไม่เวิร์คสำหรับคนบางกลุ่ม มันก็จะไม่ได้ผลสำหรับสังคมโดยรวมเช่นกัน ดังนั้น อย่าให้ความห่างทางสังคม สร้างรอยร้าวในสังคมจนกลายเป็น Social Inequality
มาทำให้ #SocialDistancing มีหัวใจ สอดคล้องกับแนวคิดแบบ #ทุนนิยมมีหัวใจ กันเถอะ

เรื่อง : ดร.สันติธาร เสถียรไทย
ที่มา : www.facebook.com/Drsantitarn
อ้างอิงจาก
- https://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/1881795/the-poor-cant-afford-to-self-quarantine
- https://www.nytimes.com/interactive/2020/03/15/business/economy/coronavirus-worker-risk.html
- https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1944706
บทความก่อนหน้าของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย












