Social Distancing การเว้นระยะห่างทางสังคมต้อง “มีหัวใจ”

2024

การทำ Social Distancing เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่เราต้องระวังอย่าให้ “ความห่างทางสังคม” สร้าง “รอยร้าวในสังคม” และอย่าให้ “ความห่างทางสังคม” กลายเป็น “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” (Social Inequality) โดยสร้างความเข้าใจร่วมกันและคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้

1. กระจายความรู้ สร้างความเข้าใจเรื่องiSocial Distancing หรือ การเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงการทำงานจากที่บ้าน เรียนจากบ้าน การหลีกเลี่ยงผู้คน ฯลฯ ที่กำลังพยายามผลักดันกันนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเพื่อจำกัดการระบาดของไวรัสโคโรนา (และ Flatten the curve หรือ การชะลอการแพร่ระบาดของโรค)Coronavirus: Upward Trajectory or Flattened Curve? Social Distancing.
2. ความสามารถในการทำiSocial Distancing นั้นแตกต่างกันมาก หลายคนทำได้ยากเพราะลักษณะของอาชีพ เช่น อาชีพขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง
.
3. บางคนทำไม่ได้เพราะขาดการเข้าถึงหรือเข้าใจการใช้เทคโนโลยี เช่น การประชุม การเรียน การทำธุรกิจออนไลน์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมากในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
.
4. บางคนทำไม่ได้เพราะ “สายป่านสั้น” ต้องหาเช้ากินค่ำ และทุกวันที่ต้องหยุดงานหรือกักตัว คือการเสียรายได้ที่จำเป็นในการเลี้ยงครอบครัว ทั้งยังมีหนี้ที่ต้องแบกไว้อีก ดังนั้น การทำiSocial Distancing จึงอาจตอกย้ำปัญหาหนี้และความเหลื่อมล้ำ
.
5. เรื่องการเรียนจากที่บ้านก็เช่นกัน บางคนอาจขาดอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ตที่มีสัญญาณดีพอที่จะทำให้เรียนออนไลน์ได้ บางครอบครัวที่ปกติให้ลูกทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนก็จะต้องหาซื้อเอง
6. ในเมื่อ Social Distancing เป็นสิ่งจำเป็น ผมว่ารัฐบาลควรทำความเข้าใจว่า กลุ่มคนใดบ้างที่อาจไม่สามารถทำได้ เพราะอะไร และพอมีทางช่วยเหลืออย่างไรบ้าง

หากนโยบาย Social Distancing ไม่ได้คำนึงถึงประเด็นข้างต้นนี้จะก่อให้เกิดอย่างน้อย 2 ปัญหา

หนึ่ง การเว้นระยะห่างอาจสร้างรอยร้าวในสังคม

โดยสร้างความไม่เท่าเทียมระหว่างคนสายป่านยาวและสายป่านสั้น ความไม่เท่าเทียมระหว่างคนรุ่นดิจิทัลและคนยุคอนาล็อก ความไม่เท่าเทียมระหว่างอาชีพ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อาจไม่ได้รับการช่วยเหลือจากมาตรการรัฐ

สอง การเว้นระยะห่างอาจไม่ได้ผล คนไม่ปฏิบัติตาม

เพราะฐานะทางเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคทำให้เขาไม่สามารถทำได้ และหากอาชีพของคนกลุ่มนี้ต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่เขาจะติดเชื้อและแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อ

7. บทความใน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ทำข้อมูลออกมาชี้ให้เห็นว่า อาชีพใดบ้างเสี่ยงที่จะติดไวรัสและมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ผมไม่แน่ใจเรามีฐานข้อมูลแบบนี้ไหมในประเทศไทย แต่น่าจะมีประโยชน์มากถ้าทำได้
.
8. รัฐบาลอาจต้องมีมาตรการ #การคลังหยุดเชื้อเพื่อชาติ มาคู่กับ #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ เช่น ชดเชยทางการเงินช่วยเหลือกลุ่มคนที่
  • หนึ่ง สายป่านสั้น
  • สอง ต้องทำงานที่มีความเสี่ยงจะได้รับเชื้อสูง
  • สาม มีโอกาสแพร่เชื้อต่อคนอื่นสูง เพื่อให้เขาไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานในช่วงนี้
9. มองด้านหนึ่ง นี่เป็นนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อีกในด้านหนึ่งมันทำได้มากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ทั้งได้ช่วยคนที่มีข้อจำกัดเรื่องการเงินจริงๆ (ช่วยเรื่องความเหลื่อมล้ำ) ได้ช่วยคนกลุ่มที่เสี่ยงติดโรค โดยการไม่ทำให้สถานการณ์บีบบังคับให้เขาต้องออกไปทำงาน ได้ลดความเสี่ยงที่คนกลุ่มนี้จะออกไปแพร่เชื้อต่อในชุมชนหากเขาติดเชื้อ เท่ากับว่ายิงนัดเดียวได้นกหลายตัว
.
10. สรุปการผลักดัน Social Distancing เป็นสิ่งจำเป็นแต่ต้องทำอย่าง “มีหัวใจ” คือเข้าใจในบริบทและหัวอกของผู้ต้องปฏิบัติ โดยต้องรู้จักใช้นโยบายต่างๆ มาช่วยแก้ปัญหา เช่น นโยบาย #การคลังหยุดเชื้อเพื่อชาติ (ดังที่ผมยกตัวอย่างไว้ด้านบน)

เพราะหาก Social Distancing ไม่เวิร์คสำหรับคนบางกลุ่ม มันก็จะไม่ได้ผลสำหรับสังคมโดยรวมเช่นกัน ดังนั้น อย่าให้ความห่างทางสังคม สร้างรอยร้าวในสังคมจนกลายเป็น Social Inequality

มาทำให้ #SocialDistancing มีหัวใจ สอดคล้องกับแนวคิดแบบ #ทุนนิยมมีหัวใจ กันเถอะ

สันติธาร เสถียรไทย

 

 

 

เรื่อง : ดร.สันติธาร เสถียรไทย
ที่มา : www.facebook.com/Drsantitarn


อ้างอิงจาก


บทความก่อนหน้าของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย

“ติดหล่ม” หรือ “ตกราง” 3 ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจจากโควิด-19