ไต้หวัน ต้นแบบความตื่นตัว & ใช้เทคโนโลยีจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ โปร่งใส ต้านไวรัสโควิด-19

1051

หากให้นึกถึงชื่อของประเทศที่รับมือกับการระบาดและ ต้านไวรัสโควิด-19 ได้ดีที่สุดในโลก เชื่อว่าใน Top 3 ต้องมีชื่อของ ไต้หวัน อยู่อย่างแน่นอน

ทั้งที่ ไต้หวัน อยู่ห่างจากประเทศจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เพียง 160 กิโลเมตร และในแต่ละปี ยังมีชาวจีนหลายล้านคนเดินทางข้ามประเทศมาเยี่ยมเยือนไต้หวัน ในฐานะบ้านพี่เมืองน้องอยู่ตลอด
โดยในตอนนี้ สถิติของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไต้หวัน ข้อมูล ณ วันที่ 21 มีนาคม พบว่า มีผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด 135 คน มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มต่อวัน 27 คน ผู้เสียชีวิต 2 คน ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว 28 คน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบจำนวนผู้ติดเชื้อฯแล้ว นับว่าน้อยกว่าประเทศอื่นๆ หลายเท่าตัว
ด้วยมาตรการ ต้านไวรัสโควิด-19 อันทรงพลังนี่เอง ทำให้สปอตไลต์ฉายมายังประเทศเล็กๆ บนแผนที่โลกนี้ และหลายสื่อทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Time, NBC, BBC และ Japantime ต่างร่วมกันถอดบทเรียนความสำเร็จในการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ที่ทรงประสิทธิภาพ ว่า Key success คืออะไร

กรณีศึกษา โควิด


ผู้นำดี พาประเทศรอดพ้น บทเรียนที่ ไต้หวัน ตั้งใจบอกกับโลก

ไช่ อิงเหวิน
ไช่ อิงเหวิน // wikipedia.org
ไช่ อิงเหวิน คือ ประธานาธิบดีหญิงของ ไต้หวัน ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึง ในฐานะผู้นำตัวอย่างที่นำพาประเทศชาติให้สามารถต้านไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิผล
เพราะด้วยระยะห่างกับประเทศจีนแค่เพียง 160 กิโลเมตร อย่างที่เกริ่นข้างต้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อฯน่าจะมีแนวโน้มที่สูงกว่าที่รายงานข้างต้น แต่จนถึงตอนนี้ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นหลักสิบเท่านั้น
ที่เป็นเช่นนี้เพราะการตัดสินใจที่เด็ดขาดของผู้นำหญิงของประเทศ ที่ดำเนินมาตรการทรงประสิทธิภาพ ตอบโต้กับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมา แบบกัดไม่ปล่อย
ส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ มีหลายสื่อวิเคราะห์ตรงกันว่า เป็นเพราะบทเรียนที่ไต้หวันได้จากการระบาดของโรคซาร์สในไต้หวันตั้งแต่เมื่อปี 2003 จนมีผู้เสียชีวิต 73 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนอกจีนและฮ่องกง
ตั้งแต่นั้นมา นี่เป็นเหมือนดีเอ็นเอฝังลึก ที่ส่งต่อผ่านปณิธานของผู้นำรัฐบาลไต้หวัน ด้วยการออกกฎหมายที่จะช่วยให้มาตรการรับมือโรคระบาดในอนาคตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ที่เห็นได้ชัดเจน คือ การตั้งศูนย์บัญชาการสุขภาพแห่งชาติ (NHCC) เพื่อประสานงานและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ตั้งแต่พบเคสผู้ติดเชื้อแค่ 198 คน ในจีน
โดยมาตรการแรกๆ ที่ทางการไต้หวันทำตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม หลังจากได้รับข่าวจากหน่วยข่าวกรองของประเทศไต้หวันเองว่า มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ไช่ อิงเหวิน ได้สั่งการทันทีให้ลดเที่ยวบินไป-กลับ ระหว่างไต้หวันกับจีน และมีกระบวนการสกรีนผู้โดยสารแบบเข้มงวดทันที่ในสนามบินของไต้หวันแทบทุกแห่ง
โควิด ไต้หวัน
www.xinhuathai.com
จากนั้น ประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ได้ก่อตั้งศูนย์บัญชาการโรคระบาดกลาง (CECC) ที่นำโดยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ NHCC ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 เพื่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้บังคับใช้นโยบายและกลยุทธ์ที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ

2 เดือนผ่านไปหน่วยงานนี้นำนโยบายมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดถึง 124 ข้อ อาทิ ควบคุมการเดินทางเข้าประเทศทั้งทางน้ำและอากาศ ระบุตัวตนผู้ติดเชื้อ กักตัวผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ จัดสรรทรัพยากร แถลงข่าวสถานการณ์รายวัน ขจัดข่าวปลอม ออกนโยบายทางเศรษฐกิจบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนและภาคธุรกิจ

เฉิน เจี้ยนเหริน
เฉิน เจี้ยนเหริน // th.rti.org.tw
ความเด็ดขาดและชัดเจนของ ไช่ อิงเหวิน ยิ่งมาผสานกับความเก่งกาจของมือขวา ซึ่งเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงหลักๆ ก็ยิ่งทำให้มาตรการรับมือไวรัสโควิด-19 แน่นหนัก ต้านไวรัสร้ายได้อยู่หมัด
เริ่มจาก เฉิน เจี้ยนเหริน รองประธานาธิบดี ที่พ่วงตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขช่วงที่ไวรัสซาร์สระบาดเมื่อปี 2003 แถมรองประธานาธิบดีท่านนี้ยังเคยผ่านการอบรมผู้เชี่ยวชาญระบาดวิทยามาโดยตรง ซึ่งสามารถนำมาใช้กับการวางยุทธศาสตร์ชาติเพื่อรับมือกับการระบาดของโรคนี้ได้ทันการณ์พอดี
โดย เฉิน เจี้ยนเหริน ผู้นี้เองที่มารับหน้าที่ผู้บัญชาการต่อสู้กับการระบาดของไวรัสโควิด-19 นั่งโต๊ะแถลงข่าวสถานการณ์ประจำวันด้วยตัวเองอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
ออเดรย์ ถัง
ออเดรย์ ถัง // wikipedia.org
นอกจากนั้น ยังมี ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัล ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของไต้หวัน ยังลงมือเขียนโปรแกรม สร้างแอปพลิเคชันแผนที่จุดจำหน่ายหน้ากากอนามัยแบบเรียลไทม์ รวมทั้งใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวบรวมข้อมูลก่อนจะสรุปเป็นจุดเสี่ยงเพื่อเตือนพลเมือง จนได้รับคำชมจากทั้งในไต้หวันและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในญี่ปุ่น
รวมไปถึงการให้คำแนะนำการเดินทาง การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ซึ่งข้อมูลที่แนะนำเหล่านี้ยังเข้าถึงทางออนไลน์ได้ด้วย
รางวัลตอบแทนความพยายาม ความตั้งใจ ในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาลภายใต้การนำของ ไช่ อิงเหวิน นี้ คือ คะแนนความนิยมในตัวประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ที่พุ่งขึ้น จากตอนที่เธอ ชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียงจากประชาชนชาวไต้หวันเกินครึ่ง ถึง 57.1 เปอร์เซ็นต์ เป็น 68.5% ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ใช้เทคโนโลยีแห่งยุค Big data ติดตามกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ & AI สร้างแอปพลิเคชันจำหน่าย หน้ากากอนามัย แบบเรียลไทม์ สืบได้ ผลิตแล้วไปไหน

Chih-Hung Jason Wang อาจารย์กุมารแพทย์และศาสตราจารย์ด้านนโยบาลสาธารณสุข มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด บรรยายถึงวิธีการรับมือโควิด-19 ของไต้หวัน ผ่านบทความวิชาการในวารสารสมาคมการแพทย์อเมริกัน ฉายให้เห็นภาพ การนำเทคโนโลยีแห่งยุคอย่าง Big data มาใช้ต้านการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างได้ผล
ทางการไต้หวัน ใช้เทคโนโลยี Big data ในการรวมฐานตรวจคนเข้าเมืองของไต้หวันและฐานข้อมูลประกันสุขภาพแห่งชาติ แล้วนำมาวิเคราะห์ ซึ่งด้วยกระบวนการนี้เองที่ทำให้รัฐบาลสามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยได้ โดยมีศูนย์บัญชาการการแพร่ระบาดของโรค หรือ CECC เป็นศูนย์กลางในการสั่งการ
Covid-19 ใต้หวัน
www.cdc.gov.tw

นวัตกรรมสู้วิกฤตโรคระบาด

จากนั้น ยังสร้างเครือข่ายการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ที่โรงพยาบาล คลินิก และร้านขายยยาทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงประวัติการเดินทางของผู้ป่วยได้ทันทีเมื่อสแกนบัตรประกันสุขภาพ
และทั้งชาวไต้หวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางเข้ามา ยังต้องระบุประวัติการเดินทาง 14 วัน ก่อนมาถึงไต้หวัน ซึ่งถ้าใครฝ่าฝืน ปกปิดข้อมูลอาจถูกปรับถึง 7,000 ดอลลาร์ ทีเดียว
สำหรับผู้ที่เข้าข่ายต้องกักตัว รอดูอาการ 14 วัน จะต้องคอยอัปเดตอาการและมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจสอบพิกัดตำแหน่งที่อยู่แบบเรียลไทม์ผ่านทางสมาร์ทโฟน โดยระหว่างนี้ยังมีผู้ดูแลในแต่ละพื้นที่คอยไปตรวจสอบและส่งอาหารให้ถึงหน้าบ้านด้วย
มาถึงนวัตกรรมสู้วิกฤตโรคระบาดที่ได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลกจากไอเดียของเจ้ากระทรวง กระทรวงดิจิทัล ออเดรย์ ถัง ดังที่เกริ่นมาข้างต้น ที่ได้พัฒนาแพลตฟอร์มเป็นแอปพลิเคชัน แสดงข้อมูลสาธารณะที่เป็นประโยชน์ในการลดการแพร่ระบาดของโรคฯ ที่ระบุชัดเจนถึงข้อมูลจำเป็น ไม่ว่าจะเป็น สถานที่เสี่ยง จำนวนผู้ติดเชื้อ วิธีปฏิบัติตัวตลอดช่วงป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
mask.pdis.nat.gov.tw
และแอปนี้ยังแสดง “Instant Mask Map” หรือ แผนที่แสดงจุดจำหน่ายหน้ากากอนามัยที่อัปเดตสต็อกแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์กับประชาชนในการเข้าถึงแหล่งจำหน่าย หน้ากากอนามัย เครื่องมือป้องกันการแพร่เชื้อ อย่างโปร่งใส
โดยความตั้งใจของรัฐบาลประเทศไต้หวัน ที่คิดค้นแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมา ก็เพื่อทำให้ประชาชนได้ทราบว่าหน้ากากอนามัยที่ผลิตออกมาจากโรงงาน ได้กระจายไปยังจุดจำหน่ายที่ไหนบ้างในประเทศ
นอกจากนี้ ทางการไต้หวันยังจัดให้มีระบบซื้อหน้ากากอนามัยออนไลน์ เพื่อแก้ปัญหาให้คนทำงานที่ไม่สามารถมาต่อคิวซื้อหน้ากากตามร้านขายยาที่มีรายชื่อเป็นลิสต์อยู่ในแอปพลิเคชันนี้ได้
ทั้งนี้ ในการซื้อหน้ากากอนามัยทุกช่องทาง จะต้องใช้บัตรประกันสุขภาพเพื่อยืนยันตัวตน เพราะรัฐบาลได้จำกัดโควตาให้สัปดาห์ละไม่เกิน 3 ชิ้นต่อคน สำหรับผู้ใหญ่ ส่วนเด็ก จำกัดสัปดาห์ละไม่เกิน 5 ชิ้น ต่อคน

ภาคเอกชน เสริมประสิทธิภาพมาตรการภาครัฐ ด้วยการผลิต หน้ากากอนามัย คุณภาพดีที่สุด เพื่อชาวไต้หวัน

นอกเหนือจากมาตรการการรับมือของภาครัฐที่เด็ดขาดแล้ว อีกหนึ่งภาคส่วนที่มีผลกับความสำเร็จครั้งนี้ คือ ผู้ผลิตหน้ากากอนามัยในภาคเอกชน
สินค้าหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพจากไต้หวัน แสดงถึงศักยภาพที่โดดเด่นของไต้หวันในอุตสาหกรรมการแพทย์ ทั้งที่ตลาดสินค้าหน้ากากอนามัยมีการแข่งขันสูง ทำกำไรได้น้อย และต้องคืนทุนอย่างรวดเร็ว
แต่ผู้ผลิตของไต้หวันกลับสามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นในตลาด โดยผลิตหน้ากากอนามัยคุณภาพสูง เพื่อความมั่นใจในการป้องกันเชื้อโรคตลอดช่วงเวลาที่ต้องรับมือกับโรคระบาด

ว่ากันว่า 94 เปอร์เซ็นต์ของหน้ากากอนามัยประเภทที่มีประสิทธิภาพในการกรองอากาศผลิตโดย ไต้หวัน ทำให้ ไต้หวัน ขึ้นแท่นเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ โดยมีมูลค่าการส่งออกเกิน 40 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งออกหน้ากากอนามัยทั้งหมด แซงหน้าสามประเทศที่มูลค่าการส่งออกหน้ากากอนามัยสูงสุด อย่าง สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์ ไปได้อย่างน่าทึ่ง

ที่ผ่านมา ทางการไต้หวัน เริ่มควบคุมการส่งออกหน้ากากอนามัยที่ผลิตในประเทศ ตั้งแต่ในวันที่ 23 มกราคม 2563 โดยออกประกาศห้ามส่งออกหน้ากากอนามัยที่ผลิตในประเทศ เพื่อรักษาปริมาณสินค้าในประเทศ และเพื่อเสถียรภาพในการทำงานของหน่วยงานแนวหน้าในการป้องกันโรค
รัฐบาลจัดเก็บภาษีจากผู้ผลิตหน้ากากอนามัยในประเทศ 29 ราย เพื่อควบคุมจำนวนสินค้าในประเทศและควบคุมราคาขายให้เสมอภาคกัน
โดยในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ มีการใช้ระบบรวบรวมข้อมูลหน้ากากอนามัย มาตรการควบคุมดังกล่าวนำมาใช้ร่วมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของไต้หวัน ซึ่งระบบการควบคุมนี้กำลังถูกนำมาใช้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
จนถึงตอนนี้ หน้ากากอนามัย ซึ่งเคยหาซื้อได้ง่ายในชีวิตประจำวันกลายเป็นสิ่งพิสูจน์ความสำเร็จของไต้หวันและมีส่วนสำคัญในการป้องกันโรคระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผู้ผลิตเครื่องจักรในประเทศยังช่วยสนับสนุนการสร้างไลน์การผลิต ในกลางมีนาคมนี้ไต้หวันจะผลิตหน้ากากอนามัยได้ถึง 10 ล้านชิ้นต่อวัน
www.motex.com
ยกตัวอย่าง MOTEX โรงงานผลิตหน้ากากอนามัย ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองชางหัว เป็นแบรนด์ที่ได้รับรางวัลดีเด่นในไต้หวัน ด้วยจุดแข็งด้านคุณภาพและนวัตกรรมของแบรนด์

โรงงานของ MOTEX บูรณาการองค์ความรู้ด้านสุขภาพเข้ากับการทำตลาด โดย MOTEX ได้รับสิทธิบัตรสำหรับผลิตภัณฑ์ “หน้ากากอนามัยรูปทรงเพชร” ซึ่งนอกจากความคุ้มค่าแล้ว หน้ากากยังออกแบบพิเศษเป็นทรงสามมิติเพิ่มพื้นที่บริเวณปากและจมูกทำให้สวมใส่สบายขึ้น

ในช่วงเวลาสำคัญของการรับมือกับโรคระบาดผลิตภัณฑ์ของ MOTEX จึงให้การปกป้องระดับสูงสุดและแสดงถึงศักยภาพของสินค้าจากไต้หวันในการสร้างนวัตกรรมสำหรับทุกคนในสังคม

ประชาชนไต้หวันทุกคน มีจิตสำนึก รู้จักหน้าที่ของตนเอง มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม

องค์ประกอบแห่งความสำเร็จสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ และเป็นสุดยอดปรารถนาของทุกประเทศในตอนนี้นั่นคือ ประชาชนที่เต็มไปด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อชุมชน คนรอบข้าง และสังคมส่วนร่วม ซึ่งเป็น Key Success ที่สำคัญที่สุด ที่นำพาไต้หวันต้านการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้

โดยตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามมาตรการของภาครัฐก็เช่น ผู้ปกครองมากกว่า 95% วัดอุณหภูมิลูกที่บ้านแล้วรายงานไปยังโรงเรียนก่อนไปส่งลูก ซึ่งเป็นไปตามมาตรการของโรงเรียน ซึ่งครูใหญ่จากโรงเรียนแห่งหนึ่งสื่อสารกับผู้ปกครองและนักเรียนชัดเจนว่า “ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็ตาม ต้องทำตาม และทุกคนต้องรับผิดชอบสุขภาพของตัวเองด้วย”

ขณะที่ มาตรการคุมข้าวของแต่ละอาคารที่มีพนักงานบริษัท ก็ได้ดำเนินมาตั้งแต่ช่วงที่ไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาด โดยผู้ดูแลอาคารแทบทุกอาคารจะมีการตรวจวัดอุณหภูมิของพนักงานก่อนขึ้นตึก

มาตรการนี้ ถูกนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในโรงเรียนทุกแห่ง และศูนย์กีฬาทุกชุมชน มีการตรวจวัดอุณหภูมิ และห้ามผู้มีไข้เข้าไปยังสถานที่นั้นๆ

ส่วนมาตรการกักตัว ที่ไต้หวันก็ทำอย่างเข้มข้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม เพราะหลังจากที่ ประธานาธิบดีไต้หวันประกาศตั้งศูนย์บัญชาการสุขภาพแห่งชาติ (NHCC) ก็มีมาตรการเข้มงวด มีกฎหมายออกมาบังคับให้ผู้กลับมาจากพื้นที่เสี่ยงสูง ต้องไปกักตัวเองที่บ้าน 14 วัน แม้ไม่มีอาการก็ตาม

และบุคคลนั้นต้องถูกติดตามผ่านโหมดแชร์สถานที่บนมือถือ ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับหนัก รวมถึงผู้ที่ไม่ยอมรายงานว่ามีอาการ เหมือนกรณีชายคนหนึ่งที่ไม่ยอมบอกเจ้าหน้าที่ว่ามีอาการหลังกลับจากเมืองอู่ฮั่น แถมยังไปเที่ยวคลับในวันรุ่งขึ้น โดนปรับไป 10,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 300,000 บาท กรณีนี้ ต้องยกความดีความชอบให้กฎหมายที่มีบทลงโทษเข้มงวดด้วย

หากให้วิเคราะห์ถึงรากฐานของความเป็น คนคุณภาพของไต้หวัน ที่ทำให้คนในชาติมีจิตสำนึก และมีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น รวมไปถึงสังคมประเทศชาติด้วยนั้น คงต้องย้อนกลับไปดูถึงพื้นฐานการให้การศึกษาแก่เยาวชนไต้หวัน

หลังหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ไต้หวันพยายามลบร่องรอยของวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้หมดไป ด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมจีนให้ชัดเจนขึ้น

โดยอย่างแรกที่รัฐบาลไต้หวันทำ ก็คือ ยกเลิกการใช้ภาษาญี่ปุ่น ที่เคยใช้ในระบบการศึกษา แล้วมาใช้ภาษาจีนแทน เรื่องที่สอง คือ ปฏิรูปการศึกษาให้อยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมจีน

และเรื่องที่สาม คือ ส่งเสริมค่านิยมแบบไต้หวัน ที่เรียกว่า “สามหลักการแห่งประชาชน” (The Three Principles of People) อันเป็นปรัชญาการเมืองที่ ดร.ซุน ยัดเซ็น พัฒนาขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. People’s rule อันหมายถึง ชาตินิยม
  2. People’s right อันหมายถึง ประชาธิปไตย
  3. People’s livelihood อันหมายถึง ความอยู่ดีมีสุขของประชาชน

และการที่แนวคิดสามหลักการแห่งประชาชน อยู่ในแบบเรียนของเด็กนักเรียนไต้หวัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 ทำให้คนไต้หวันมีความเป็นชาตินิยมสูง และรักใคร่ปรองดองกันมาก

โดยระบบการศึกษาของไต้หวันไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างชาตินิยมเพียงอย่างเดียว เพราะนอกจากรักชาติแล้ว ยังต้องเป็นคนเก่ง เป็นคนดี เป็นคนมีความสร้างสรรค์ อีกด้วย ดังนั้น ระบบการศึกษาของไต้หวัน จึงมีหมุดหมายชัดเจนในการบ่มเพาะคนที่มีคุณลักษณะดังกล่าวให้ได้

ที่สุดแล้ว หลายสื่อที่ได้ตั้งใจถอดบทเรียนความสำเร็จในการรับมือกับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพนี้ บอกตรงกันว่า แนวทางความสำเร็จนั้น เกิดจาก การบริหารจัดการ “ข้อมูล” ที่มีการเชื่อมต่อ ไหลเวียน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการ เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาด อย่างโปร่งใส ราบรื่น แบบเรียลไทม์
นอกจากนั้น ยังเกิดขึ้น จากการมีผู้นำที่ตื่นตัว วางมาตรการตอบโต้และต้านการระบาดได้อย่างเด็ดขาด จึงสกัดกั้นการระบาดไปยังประชาชนในชาติได้อย่างน่าชื่นชม

ที่มา :

ในวิกฤต มีโอกาสแห่งการเรียนรู้เสมอ จากหลากหลายต้นแบบ รับมือกับไวรัสโควิด-19 ได้อยู่หมัด

‘ลี เซียนลุง’ สถานการณ์สร้างผู้นำที่โลกต้องการ นำชาวสิงคโปร์ต่อกร ไวรัสโควิด-19 ด้วยความกล้าหาญ

จากวิกฤต COVID-19 ถึงโอกาสธุรกิจ และการพัฒนาบุคลากรการแพทย์ไทย การประกาศแสนยานุภาพ ‘Biological disruption’ บุกโลก

การจัดการ COVID-19 สไตล์ Johns Hopkins “โรงเรียนแพทย์ชั้นนำของโลก”