#โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน จริงไหม? Hans Rosling นักสถิติผู้เขียนหนังสือ Factfulness มีคำตอบ

880

คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองโลกตามความเป็นจริง เพราะว่าสัญชาตญาณของเราเลือกที่จะคัดกรองและจดจำ (Mental Filter) ข้อมูลที่มีความดราม่ามากกว่า 

ผลที่ตามมาคือ พวกเรามีแนวโน้มที่จะมองโลกในแง่ร้ายกว่าความเป็นจริงอย่างมาก ซึ่งก่อให้เกิดความเครียดหรือความกลัว และการที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่บนความจริงที่บิดเบี้ยวนี้ อาจทำให้เราตัดสินใจผิดพลาด และคิดเพียงว่า โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน

#โควิด-19 #ไฟป่าออสเตรเลีย #กราดยิงโคราช #สงครามการค้า #สงครามน้ำมัน #iranwar #dronestike #เศรษฐกิจถดถอย #kobebryant #มหาลัยเจ๊ง #ดอกเบี้ยติดลบ #น้ำท่วมจาการ์ตา #okboomer #ยุบพรรค #งบประมาณล่าช้า #taalvolcano #protest #ปิดประเทศ #กักตุนอาหาร

หากดูจากแฮชแท็กเหล่านี้ รู้สึกว่า โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน จริงไหม? แต่หากมองในมุมของ Hans Rosling นักสถิติผู้เขียนหนังสือ Factfulness หรือที่แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ จริงๆ แล้วโลกดีขึ้นทุกวัน จะทำให้คุณเห็นเรื่องราวต่างๆ ในมุมที่ลึกขึ้น เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น หรืออาจได้คำตอบใหม่ๆ ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน


Dramatic Instinct ในตัวมนุษย์

สัญชาตญาณความชอบดราม่า (Dramatic Instinct) ที่ Hans Rosling เขียนไว้ในหนังสือ Factfulness แบ่งเอาไว้ 10 ประเภท ดังนี้

 

1
The Gap Instinct
สัญชาตญาณแห่งการแบ่งแยก

คนเรามักแบ่งแยกสิ่งต่างๆ ออกเป็น 2 กลุ่ม และสร้าง gap (ช่องว่าง) ระหว่างมันขึ้นมา เช่น คนรวย-คนจน

การแบ่งแยกแบบนี้ทำให้เราสร้างกรอบความคิดที่ผิดๆ ต่อไปอีก เพราะในความเป็นจริงแล้ว ประชากรส่วนใหญ่ของโลกใช้ชีวิตอยู่ตรงกลางใน gap ที่เราสร้างขึ้นมา

เพื่อเข้าใจถึงปัญหาความยากจน เราจะแบ่งผู้คนออกเป็น 4 ระดับรายได้ จะได้เห็นความต่างได้ชัดเจนมากขึ้น ดังนี้

โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน

ประชากรโลกและระดับรายได้ในปี 2017

ระดับที่ 1 ระดับที่ 2 ระดับที่ 3 ระดับที่ 4
จำนวนประชากร 1,000 ล้านคน 3,000 ล้านคน 2,000 ล้านคน 1,000 ล้านคน
แหล่งน้ำ หลุมโคลน มีถังพลาสติกเก็บน้ำ น้ำประปานอกบ้าน น้ำอุ่น/น้ำเย็น
การเดินทาง เท้าเปล่า จักรยาน รองเท้าแตะ มอเตอร์ไซค์ รถ เครื่องบิน
การทำอาหาร ฟืน เตาแก๊สเล็กๆ เตาแก๊ส ห้องครัว ร้านอาหาร
อาหาร กินสิ่งที่ตัวเองปลูก ซื้ออาหารได้บ้าง ตู้เย็น อาหารหลากหลาย หลากหลาย
สภาพความเป็นอยู่ ไม่สามารถซื้อยารักษาโรคที่จำเป็นได้ มีหลอดไฟใช้ แต่อาจไม่มีความเสถียร ทำงานหลายงาน ส่งลูกเรียนได้ มีเงินเก็บ มีการศึกษามากกว่า 12 ปี

 

  • ระดับที่ 1 มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากมาก ต้องเผชิญกับปัญหาขาดสารอาหาร เด็กเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
  • ระดับที่ 2 สามารถซื้อสิ่งของที่จำเป็นต่อการยังชีพได้
  • ระดับที่ 3 อาจมีงานทำหลายงาน มีเงินเก็บ ส่งลูกเรียนได้ ซึ่ง 5 ใน 7 ส่วนของประชากรโลกอยู่ในระดับที่ 2-3
  • ระดับที่ 4 มีการศึกษามากกว่า 12 ปี มีรายได้มากกว่า 32 ดอลลาร์ต่อวัน (ราว 1,040 บาท) และมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม

ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ คุณน่าจะอยู่ในระดับที่ 4

ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ทุกๆ คนเริ่มต้นที่ ระดับที่ 1 จากนั้นใช้เวลาหลายชั่วอายุคนสร้างและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

โดยเมื่อ 200 ปี ก่อน 85% ของคนบนโลกจัดอยู่ใน ระดับที่ 1 ทั้งนี้จึงพูดได้ว่า ปัญหาความยากจนนั้นกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ ดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง

ดังนั้น เวลาที่เราแบ่งสิ่งต่างๆ ออกเป็นสองกลุ่มสุดขั้วและสร้าง gap ตรงกลางขึ้นมา มันสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งแบ่งแยกได้ แต่ในความเป็นจริงนั้น การจำแนกสิ่งต่างๆ จะมีลักษณะเหมือน เฉดสีของสายรุ้ง คือมีความคล้ายคลึงกันระหว่างกลุ่มต่างๆ และไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน

วิธีรับมือ Gap Instinct

เราต้องรู้ว่าในโลกความเป็นจริงมักจะไม่มี gap แต่ความสุดขั้ว 2 ฝั่งที่รับรู้กันนั้นมักถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนระหว่างกลุ่ม 2 กลุ่ม ในขณะที่ gap ที่อยู่ตรงกลางนั้น กลับเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด


2
The Negativity Instinct
สัญชาตญาณแห่งการคิดลบ

คนเรามักรับรู้และจดจำสิ่งเลวร้ายมากกว่าสิ่งที่ดี

20 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนของคนที่มีสภาพความเป็นอยู่ยากจนที่สุดลดลงจาก 29% เหลือ 9%

ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า โลกกำลังแย่ลง แต่ในความเป็นจริงโลกกำลังดีขึ้น (ในระดับโกลบอลเทรนด์)

อายุเฉลี่ยของชาวสวีเดนเพิ่มขึ้นจาก 40 ปี เป็น 80 ปี (Andersson Palm, 2001)

โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน จริงๆ แล้วโลกดีขึ้นทุกวัน

สัญชาตญาณการมองโลกในแง่ร้ายของคนเรานั้นประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ

  1. การเลือกเสพข่าวร้าย เนื่องจากสื่อกระแสหลักมักนำเสนอเรื่องราวดราม่าต่างๆ เกี่ยวกับโรคระบาด สงคราม ข่าวฉาว หรือข่าวอุบัติเหตุ เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างเรตติ้งได้มากกว่าเรื่องดีๆ ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับโลกกำลังแย่ลง
  2. คนเรามักจินตนาการอดีตที่สวยงามกว่าความเป็นจริง ตามทฤษฎี Two Self ของ Daniel Kahneman นักจิตวิทยาที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ Thinking Fast and Slow 

วิธีรับมือ Negativity Instinct

คิดไว้เสมอว่า เรามักได้รับข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี เมื่อได้รับข่าวร้าย ลองหาผลงานวิจัยหรือสถิติ เพื่อให้มองเห็นสถานการณ์หรือภาพใหญ่ได้ชัดเจนขึ้น

ตระหนักว่าสิ่งต่างๆ อาจจะ “ดีขึ้น” หรือ “แย่ลง” ก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยและมุมมอง เราไม่ควรมองอย่างสิ้นหวัง แต่ควรหาวิธีการรับมือกับมันจะดีกว่า


3
The Straight Line Instinct
สัญชาตญาณแห่งการคิดเป็นเส้นตรง

เมื่อเห็นกราฟสถิติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราจะคิดว่าเส้นกราฟนั้นจะเติบโตต่อไป
คนส่วนมากคิดว่าจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเด็กส่วนใหญ่จะเกิดในครอบครัวที่ยากจนหรือในประเทศกำลังพัฒนา แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหตุผลที่จำนวนประชากรโลกเติบโตนั้นเกิดจากการที่ คนมีอายุยืนขึ้น ดูได้จากสถิติจากปี 2017 ที่ชี้ให้เห็นว่า ครอบครัวหนึ่งจะมีบุตรโดยเฉลี่ยแค่ 2 คน

วิธีรับมือ Straight Line Instinct

ต้องเข้าใจว่า เทรนด์หรือรูปแบบกราฟนั้นมีหลายลักษณะ เช่น S-Curve, Bell-Curve, Humps, Double-Line


4
The Fear Instinct
สัญชาตญาณแห่งความกลัว

คนเรามักคิดว่าสิ่งต่างๆ น่ากลัวกว่าความเป็นจริง จึงมองว่า โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน
เนื่องจากสมองของเราไม่สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารทุกอย่างได้ คำถามคือ เราจะเลือกข้อมูลใดมาประเมินผล จะเลือกข้อมูลอย่างไร และจะทิ้งข้อมูลไหน

โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน จริงๆ แล้วโลกดีขึ้นทุกวัน

คำตอบก็คือ ข้อมูลที่ดูเกินความเป็นจริงมากที่สุด
สื่อต่างๆ มักนำเสนอข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติ การก่อการร้าย เหตุฆาตกรรม การปนเปื้อนสารพิษ ซึ่งเนื้อหาของมันทำเราเกิดความรู้สึกกลัวหรือเสียใจ แล้วมันจะกระตุ้นให้เราต้องการ take action บางอย่าง เช่น อยากกดแชร์ข่าวนั้น หรือร่วมบริจาคเงินสนับสนุน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลที่ Rosling รวบรวมมา เผยให้เห็นว่าโอกาสที่เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเรามีเปอร์เซ็นต์น้อยมากๆ

วิธีรับมือ Fear Instinct

เหตุการณ์ร้ายที่ปรากฏในข่าวต่างๆ จะเป็นอันตรายต่อเราก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไข 2 อย่างเกิดขึ้นจริง นั่นคือ ความอันตราย และ โอกาสที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น ดังนั้น อย่าปล่อยให้ข่าวร้ายต่างๆ มากำหนดการกระทำของเรา ใจเย็นๆ และใช้หลักเหตุผล ใช้สถิติในการตัดสินใจ จะช่วยให้เราสามารถคำนวณอัตราความเสี่ยงได้ตามความจริงด้วยสมการนี้

ความเสี่ยง = ความอันตราย x โอกาสที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น


5
The Size Instinct
สัญชาตญาณแห่งขนาด

เรามีแนวโน้มที่จะมองสิ่งต่างๆ ผิดจากความเป็นจริงในเชิงปริมาณหรือขนาด ตลอดจนเข้าใจสัดส่วนของสิ่งต่างๆ ผิดไป เมื่อเรามองตัวเลขเดี่ยวๆ

“ในปี 2016 มีเด็กทารกเสียชีวิตถึง 4.2 ล้านคน”

ตัวเลขบอกขนาดหรือจำนวนจำนวนหนึ่งที่ไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบ มักจะดูมากหรือใหญ่โตเสมอ 

ในปี 2016 มีเด็กทารกเสียชีวิตถึง 4.2 ล้านคน ด้วยโรคที่สามารถรักษาได้ อาจฟังดูเลวร้าย แต่ในความเป็นจริง ถ้าเปรียบเทียบกับสถิติของปี 1950 มีเด็กทารกเสียชีวิตถึง 14.4 ล้านคน

วิธีรับมือ Size Instinct

ลองเปรียบเทียบตัวเลขด้วยการหาสัดส่วนโดยใช้วิธีหาร จะเห็นว่าอัตราการตายของทารกในปัจจุบันกับเมื่อ 50 ปีก่อนนั้น มีอัตราส่วนที่ลดลงกว่า 70%


6
The Generalisation Instinct
สัญชาตญาณแห่งการเหมารวม

เราจำเป็นต้องจำแนกสิ่งต่างๆ ออกเป็นกลุ่มเพื่อรับมือกับข้อมูลมหาศาล แต่สิ่งนี้ก็ทำให้คนเราคิดเหมารวมเอาเองว่า คนหรือสิ่งต่างๆ ใน category นั้นเหมือนกัน

สื่อเป็นเพื่อนซี้กับสัญชาตญาณนี้ การเหมารวมที่ทำให้คนเข้าใจผิดเป็นการสรุปเนื้อหาแบบหนึ่งที่สื่อชอบใช้ ทำให้การสื่อสารเร็วและง่าย

“คนรุ่นใหม่”  “กลุ่มทุน”   

“ประเทศกำลังพัฒนา”  “สารเคมี”

การแบ่งแยกที่น่ากลัวมากที่สุดคือ “พวกเรา” และ “พวกเขา” ซึ่งการแบ่งแยกแบบนี้ทำให้ ”พวกเรา” จินตนาการภาพของ ”พวกเขา” แบบผิดๆ

เช่น “แอฟริกา” อาจทำให้เรานึกถึงประเทศโลกที่ 3 ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าเรามองลึกลงไปจริงๆ จะเห็นว่าแอฟริกามีความหลากหลายทั้งในด้านรายได้และความเป็นอยู่มากกว่าที่เราคิด

วิธีรับมือ Generalisation Instinct

– ไตร่ตรองให้ดีเวลาที่คุณใช้การจำแนกกลุ่มหรือประเภทของสิ่งต่างๆ แล้วลองจำแนกประเภทในแบบที่หลากหลายขึ้น

– แบ่งกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ให้เล็กลงเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

– ระวังคำศัพท์หรือสำนวนต่างๆ ที่สื่อใช้ เช่น “คนส่วนมาก” อาจหมายถึง คนจำนวน 51-99% ซึ่งมีความหมายที่แตกต่างกันมาก


7
The Destiny Instinct
สัญชาตญาณแห่งโชคชะตา

เรามักคิดว่าพื้นฐานจากชาติกำเนิด เช่น ประเทศ ศาสนา หรือวัฒนธรรม เป็นตัวกำหนดชะตากรรมของคน

สัญชาตญาณแห่งโชคชะตา ทำให้เรามองว่า สัญชาตญาณของการแบ่งแยกในข้อที่ 1 และสัญชาตญาณของการเหมารวมในข้อที่ 6 เป็นสิ่งทืี่ถูกกำหนดมาแล้ว จะไม่เปลี่ยนและเปลี่ยนไม่ได้

แต่ในความเป็นจริง สังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการใช้อินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดียกันอย่างแพร่หลาย

วิธีรับมือ Destiny Instinct

ให้ตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เราอาจไม่รู้สึก สามารถสั่งสมจนเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้

ดังนั้น SMALL CHANGE ≠ NO CHANGE


8
The Single Perspective Instinct
สัญชาตญาณแห่งมุมมองด้านเดียว

เรามักมองปัญหาด้วยมุมมองด้านเดียว และหาวิธีแก้ปัญหาผ่านมุมมองนั้น การทำแบบนั้นทำให้ปัญหาใหญ่ๆ ดูเป็นเรื่องง่ายที่จะหาแนวทางแก้ไข แต่ในความเป็นจริง การมองด้านเดียวมักทำให้เราตั้งคำถามผิดๆ เช่น
  • ผู้เชี่ยวชาญ อาจมีความเห็นเอนเอียงไปในด้านที่ตนมีความเชี่ยวชาญ เพราะขาดความรู้ในด้านอื่น ทำให้การชั่งน้ำหนักถึงผลกระทบคลาดเคลื่อนไป
  • นักกิจกรรม มักขยายภาพของสิ่งที่ตัวเองพยายามเรียกร้อง เช่น สิทธิมนุษยชน การคุ้มครองสัตว์ป่า แต่ไปลดขนาดของกิจกรรมในแนวทางอื่น
  • นักเคลื่อนไหวทางสังคม มักเชิดชูระบอบการปกครองที่ตัวเองฝักใฝ่ ว่าสามารถแก้ปัญหาของโลกได้ ในขณะที่มีวิธีการแก้ปัญหามากกว่า 1 แบบ

วิธีรับมือ Single Perspective Instinct

– มองปัญหาด้วยมุมมองที่หลากหลาย

– ทดสอบแนวคิดหรือสมมติฐานของคุณด้วยกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลาย รวมถึงคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ

– อย่าปล่อยให้ความเชี่ยวชาญของคุณมาปิดกั้นแนวทางการแก้ปัญหาอื่นๆ และให้รับฟังผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านอื่นๆ ด้วย


9
The Blame Instinct
สัญชาตญาณการตำหนิ

เมื่อเกิดความผิดพลาด สัญชาตญาณของมนุษย์ มักโทษคนอื่นก่อน
ลองนึกภาพว่า คุณกำลังเดินเล่นอยู่ในห้างสรรพสินค้าและเกิดลื่นล้มเพราะน้ำที่นองอยู่บนพื้น สัญชาตญาณของคุณอาจจะโทษคนที่ทำน้ำหกไว้ หรือฝ่ายทำความสะอาดที่ไม่ยอมเก็บกวาด ซึ่งการที่คุณโฟกัสกับสิ่งเหล่านั้นทำให้คุณพลาดความจริงที่ว่า คุณลื่นเพราะไม่ได้มองทางนั่นเอง

โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน จริงๆ แล้วโลกดีขึ้นทุกวัน

การกล่าวโทษคนอื่นทำให้คุณมองไม่เห็นสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ
  • ให้ความสำคัญกับปัจจัยที่เกิดจากคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งมากเกินไป
  • ไม่คำนึงถึงปัญหาในเชิงลึก
  • ไม่คำนึงถึงปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบ เช่น คุณสามารถใช้เครื่องซักผ้าได้ ไม่ใช่เพราะคุณซื้อเครื่องซักผ้ามา แต่เพราะมีคนและองค์กรมากมายคิดค้นมันขึ้นมา การประปาส่งน้ำไปยังบ้านคุณ และบ้านคุณมีไฟฟ้าใช้เพราะการไฟฟ้า
ขณะที่ปัญหาระดับโลก เช่น ปัญหาโลกร้อน เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ใหญ่มากๆ และคุณไม่สามารถกล่าวโทษผู้นำคนใดคนหนึ่งได้
หรือในขณะที่โลกชี้นิ้วไปยังอินเดียหรือจีน ว่าเป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากจนทำให้โลกร้อน แต่จากสถิติแล้ว ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อคนนั้น สะสมในแคนาดามากกว่าจีน 2 เท่า และมากกว่าอินเดีย 8 เท่า

วิธีรับมือ Blame Instinct

– อย่ามองปัญหาด้วยการค้นหา “ผู้ร้าย” และ “ฮีโร่” แต่ศึกษาปัญหาเพื่อค้นหา ”สาเหตุ” และ”ระบบโครงสร้าง” ของมัน จากนั้นมองหาจุดเชื่อมโยงกับปัจจัยต่างๆ

– ลองหาคำตอบดูว่า ถ้าองค์กรหรือบุคคลต่างๆ ที่ีคุณคิดว่าเป็น “ผู้ร้าย” นั้นหายไป ปัญหานั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่


10
The Urgency Instinct
สัญชาตญาณแห่งความเร่งด่วน

คนเราพยายามแก้ปัญหาด้วยความเร่งด่วนและมีความกลัวที่จะเสียโอกาสในแก้ไขปัญหานี้ไป แต่ในขณะที่เรากังวลด้วยความเร่งรีบ จะไม่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมส่งผลให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด
การวางแผนล่วงหน้า เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับการจัดการปัญหาเร่งด่วน ซึ่ง Rosling ได้กล่าวถึงความเสี่ยง 5 อย่างที่สามารถทำให้ความก้าวหน้าของมนุษย์หยุดชะงักไปหลายปีหรือหลายสิบปี และหนึ่งในนั้นดูเหมือนจะเกิดขึ้นแล้ว

โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน จริงๆ แล้วโลกดีขึ้นทุกวัน

  • โรคระบาดระดับโลก (Global Pandemic)
  • การล่มสลายของเศรษฐกิจ (Global Financial Collapse)
  • สงครามโลกครั้งที่ 3 (World War III)
  • การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (Climate Change)
  • ความยากจนข้นแค้น (Extreme Poverty)

วิธีรับมือ Urgency Instinct

– จำไว้เสมอว่าอะไรที่่ทำให้เรารู้สึกเร่งรีบ อาจไม่ได้เร่งด่วนเสมอไป

– ใจเย็นๆ ลองวิเคราะห์ปัญหาผ่านสถิติเพื่อความแม่นยำและเข้าใจสถานการณ์

– ใช้วิธีแก้ปัญหาแบบ step-by-step


การนำความรู้ด้านสถิติไปประยุกต์ใช้

มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณข้างต้นอยู่ เราจึงต้องบริหารจัดการมันด้วยการมองโลกผ่านตัวเลขและสถิติ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่มีพื้นฐานมาจากความจริง
ด้านการศึกษา เราต้องสอนเด็กๆ เรื่องรายได้ 4 ระดับ เพื่อให้เขาเข้าใจโลกที่พวกเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ ใช้หนังสือ Factfulness เล่มนี้ในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ทดสอบสมมติฐานของพวกเขา พร้อมกับการเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ สำหรับผู้ใหญ่ เราควรจะอัปเดตความรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง พัฒนาทักษะการกรองข่าวสารเพื่อจะไม่ต้องพึ่งพานักข่าว นักกิจกรรม หรือนักการเมือง
ด้านธุรกิจ ใช้ข้อเท็จจริงเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจย่อมดีกว่าการใช้สมมติฐาน ทั้งในด้านการตลาด การจ้างงาน หรือการลงทุน ซึ่งเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการหาข้อมูลที่องค์กรของคุณต้องใช้ และทดสอบว่ามีบุคลากรกี่คนที่รู้เรื่องนั้นๆ
สำหรับนักข่าว สิ่งที่นักข่าวทำได้เพื่อช่วยนำเสนอข่าวที่บิดเบือนน้อยลงคือ การมองเหตุการณ์ต่างๆ ร่วมกับสถิติในอดีต

“ผมไม่เคยเห็นสถานีข่าว (แม้แต่สื่อคุณภาพดีที่สุด) จะถ่ายทอดภาพของโลกที่เป็นกลางและไม่เกินจริงได้เหมือนกับที่สำนักงานสถิติทำ นั่นคงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแต่ก็น่าเบื่อด้วย” Han Rosling, 2008

แต่สำหรับนักการเมือง นักเคลื่อนไหว การนำเสนอโลกอย่างที่เป็นจริงนั้นไม่ใช่เป้าหมายของพวกเขา เพราะนักการเมือง นักเคลื่อนไหวต้องการแย่งชิงความสนใจจากเราจึง นำเสนอเรื่องที่ตื่นเต้นเกินจริง เป็นสิ่งใหม่หรือสิ่งชั่วคราว เพื่อชักจูงใจหรือมุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มากกว่าการนำเสนอความจริงเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงกระทำ

ถ้าคุณชอบเติมความรู้หรือรักการอ่าน ต้องไม่พลาดหนังสือเหล่านี้

Thinking Fast and Slow เปิดงานวิจัยกว่าสิบปีของ Daniel Kahneman เกี่ยวกับกระบวนการทำงานของสมอง

‘Bill Gates’ อ่านหนังสือเล่มไหน ที่สร้าง ‘แรงบันดาลใจ’ ให้เขามากที่สุด

Jeff Bezos “รวย” เพราะ “รัก” (หนังสือ)