ส่องแผนรับมือ COVID-19 ‘เกาหลีใต้’ ทำอย่างไรถึงเอาอยู่

2166

หากพิจารณาจากสถิติ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2563 ที่ระบุว่า เกาหลีใต้มีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 9,137 ราย อยู่ในอันดับ 8 ของประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก และถือว่าเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงอย่างรวดเร็ว แบบก้าวกระโดด เช่นเดียวกับ จีน อิตาลี สหรัฐอเมริกา สเปน เยอรมนี อิหร่าน ฝรั่งเศส และสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงที่สุด 8 อันดับแรกของโลก

แต่ในช่วงราวสัปดาห์เศษที่ผ่านมา ยอดผู้ติดเชื้อของเกาหลีเริ่มอยู่ในสถานการณ์ที่คงที่ ขึ้นลงไม่มาก หลังจากเริ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 75% โดยเฉลี่ยสามารถรักษาระดับของผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ไม่เกินวันละ 100 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิต 126ราย น้อยกว่าประเทศที่มีผู้ติดเชื้อน้อยกว่าอย่างสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ และนับตั้งแต่วันที่ 21-23 มีนาคม 2562 ยอดผู้ติดเชื้อลดลงต่อเนื่องทุกวัน นี่คือสัญญาณบวกว่าเกาหลีใต้น่าจะเอาอยู่  ทั้งๆ ที่ในช่วงเริ่มแรกของการแพร่ระบาด สถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก เพราะเกาหลีใต้ยืนสองเหนือตาราง รองจากจีนเท่านั้น

โควิด เกาหลี

ดังนั้นคำว่า ‘เอาอยู่’ ในที่นี่ จึงหมายถึงสถานการณ์ในเกาหลีใต้เริ่มวางใจได้ ผู้ป่วยที่หายก็มีจำนวนมากขึ้น ล่าสุดหายแล้ว 3,730 ราย และมีผู้ป่วยหนัก 59 ราย อัตราผู้ติดเชื้อ 176 ราย/ ประชากร 1 ล้านคน และมีอัตราผู้เสียชีวิตต่ำมากเพียง 2 ราย/ประชากร 1 ล้านคน ขณะเดียวกันธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศก็เริ่มดำเนินต่อไปได้ เราจึงอยากรู้ว่าเกาหลีใต้ใช้แผนใดรับมือกับ COVID-19 และต่อไปนี้คือคำตอบ

‘ความรวดเร็ว’ และ ‘การติดตามข้อมูลส่วนตัว’ คือหัวใจสำคัญ

เกาหลีใต้ มีรายงานผู้ติดเชื้อรายแรกเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 จากนักท่องเที่ยวจีน ในช่วงแรกตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในระยะเวลานานหนึ่งเดือน ก่อนที่จะทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วราวจรวด ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ และเคยมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงสุดภายในวันเดียวถึง 909 คน เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 สาเหตุสำคัญคือเจอ Super Spreader (ผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพียงรายเดียวที่แพร่กระจายเชื้อในวงกว้าง ทำให้คนจำนวนมากติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเกิดมาตรฐาน) จากป้ามหาภัยแห่งเมืองแทกูเข้าไป ดูเหมือนจะเกือบเอาตัวไม่รอด เพราะ ‘แทกู’ กลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเกาหลีใต้ มีผู้ติดเชื้อ 5,066 ราย อันเป็นเกี่ยวเนื่องมาจากการรวมกลุ่มของผู้นับถือลัทธิ Shincheonji ซึ่งคิดเป็น 58.7% ของผู้ติดเชื้อในเกาหลีใต้ทั้งหมด (ณ วันที่ 24 มีนาคม 2563)

โคโรน่าไวรัส เกาหลี

ที่ผ่านมาเกาหลีใต้มีประสบการณ์การรับมือโรคระบาด MERS มาแล้ว เมื่อปี 2015 ซึ่งครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 38 ราย ทำให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการทำงานที่ล่าช้าของรัฐบาล และนั่นทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ได้บทเรียนว่า ‘ข้อมูลส่วนตัว’ ของประชาชน เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องรู้เมื่อเกิดโรคระบาด จึงจะสามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นจึงเป็นที่มาของการออกกฎหมายเพื่อล้วงข้อมูลส่วนตัวของประชาชน เพื่อช่วยเหลือประชาชน และประเทศชาติในภาวะวิกฤต

ดังนั้นเกาหลีใต้จึงตื่นตัวและเร่งใช้มาตรการรับมือเชิงรุกต่างๆ มาใช้ในแทบจะทันทีทันใด ทั้งการนำมาตรการการกักตัวที่เข้มข้นมาใช้ การเร่งหาผู้ติดเชื้ออย่างรวดเร็ว ตรวจตรวจให้มากที่สุด โดยเกาหลีใต้ตรวจไปแล้วกว่า 338,000 ราย มากกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 40 เท่า
รวมถึงนำการตรวจแบบ Drive-thru มาใช้ ผ่านสถานีตรวจ 50 แห่ง ซึ่งใช้เวลาเพียง 10 นาที ในการเก็บสิ่งส่งตรวจ โดยผู้รับการตรวจไม่ต้องลงมาจากรถ เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่เและรับเชื้อโดยไม่รู้ตัวขณะเดียวกันก็เปิดศูนย์ทดสอบ 600 แห่ง ขึ้นมาโดยเฉพาะ ในรูปแบบของตู้โทรศัพท์กั้นระหว่างผู้รับการตรวจเชื้อและบุคลากรทางการแพทย์อย่างชัดเจน เริ่มต้นด้วยการซักประวัติอย่างละเอียด จากนั้นเก็บสิ่งตรวจจากผู้รับการตรวจเชื้อ การจัดตั้งศูนย์ทดสอบเฉพาะกิจขึ้นมาจำนวนมากนี้ เพราะไม่ต้องการให้ผู้คนไปแออัดกันในโรงพยาบาล เพื่อตรวจหาผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุด รวมถึงการอนุญาตให้บริษัทเอกชน 4 บริษัท เดินหน้าผลิตชุดตรวจคัดกรอง 140,000 คน/สัปดาห์ โดยนอกจากจะใช้ภายในเกาหลีใต้แล้ว ยังส่งออกไปยัง 17 ประเทศ อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน และซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น
นอกจากนี้ยังใช้ระบบเตือนภัยและแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ COVID-19 ด้วยข้อความที่ส่งผ่านโทรศัพท์มือถือ เมื่อมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ รายละเอียดการทำความสะอาดฆ่าเชื้อ พร้อมวิธีการป้องกันและดูแลตัวเอง รวมถึงมีแอปพลิเคชั่นที่ผู้ใช้งานสามารถเห็นว่าตัวเองอยู่ใกล้ผู้ติดเชื้อมากน้อยเพียงใด วันที่ที่ได้รับการยืนยันการติดเชื้อ และประวัติการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ของผู้ติดเชื้อแบบละเอียดยิบว่าทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ซึ่งรายงานนี้ได้มาจากสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชนตามกฎหมายเพื่อป้องกันและยับยั้งโรคระบาด ผ่าน GPS ในโทรศัพท์มือถือ และ GPS ในรถยนต์ รายงานการใช้บัตรเครดิต เป็นต้น นอกจากข้อมูลของผู้ติดเชื้อแล้ว ยังรวมถึงข้อมูลข้อผู้ที่ต้องสงสัยว่าจะมีโอกาสจะติดเชื้อด้วย การดำเนินการนี้ทำให้ง่ายการทำงานของเจ้าหนี้ ในการดูแลเเฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้เฝ้าระวังด้วยตัวเอง ดังนั้นแม้ประชาชนจะถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องทำ และนั่นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า และทำให้ชาวเกาหลีพึงพอใจ ชาวเกาหลีเองก็ตื่นตัวและยอมรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่ไม่เคยสวมใส่หน้ากากอนามัยก็หันมาใส่กันเป็นกิจวัตร (70%) และจากเดิมที่ไม่เคยใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ ก็หันมาทำความสะอาดมือกันมากขึ้น ( 54%) 

Security จึงมีบทบาทและมีความสำคัญเหนือกว่า Privacy ในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้

ทั้งนี้ Speedtest Global Index รายงานว่า เกาหลีใต้ซึ่งมี ความเร็วอินเตอร์เน็ตบนมือถือที่สุดในโลก ด้วยความเร็ว 93.84 Mbpsสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก และ มีอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตสูงถึง 95.9% และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ 94.1% แสดงให้เห็นว่าด้วยความคุ้นชินและความเข้าถึงเทคโนโลยีของชาวเกาหลีใต้ กอปรกับศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่โดดเด่นนี้ จึงทำให้เกาหลีใต้ต่อกรกับ COVID-19 ได้อย่างน่าชื่นชม

มาตรการชัดเจน ดำเนินการอย่างเป็นระบบ หากละเมิดมีโทษหนัก

สำหรับคำแนะนำของสถานทูตไทย ในช่วง COVID-19 มีดังนี้ สำหรับผู้ป่วย/ผู้ที่มีอาการต้องสงสัยที่ประสงค์จะเข้ารับการตรวจทดสอบเพื่อหาเชื้อไวรัส โดยมีมาตรการหลายข้อของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่คล้ายคลึงกับคำแนะนำของไทย แต่ก็มีบางข้อที่เป็นมาตรการเชิงรุกที่น่าสนใจ   

Covid-19 เกาหลี

1. แนะนำให้ผู้ป่วยขอรับคำปรึกษาจากศูนย์ให้คำปรึกษาหมายเลขโทรศัพท์ 1339 ก่อนเป็นลำดับแรก (มีภาษาไทยให้บริการ) โดยศูนย์ดังกล่าวจะประเมิ่นอาการของผู้ปวยในเบื้องต้น ในกรณีที่มีอาการเข้าข่าย ศูนย์ดังกล่าวจะแนะนำให้ผู้ป่วยเดินทางไปพบแพทย์ที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลที่เหมาะสม (แล้วแต่กรณีขึ้นอยู่กับระดับของอาการปวยและภูมิลำเนาของผู้ป่วย) โดยศูนย์ดังกล่าวจะแจ้งให้สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลทราบล่วงหน้าว่าบุคคลดังกล่าวจะเดินทางเข้าไปขอรับการตรวจวินิจฉัย ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยเดินทางไปสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลโดยไม่ผ่านการขอรับคำปรึกษาจาก 1339 ก่อน เนื่องจากอาจไม่ได้รับความสะดวกหรืออาจไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม
2. หากผู้ป่วยเดินทางไปพบแพทย์ที่สถานี่อนามัยหรือโรงพยาบาลตามที่ศูนย์ให้คำปรึกษา 1339 แนะนำแล้วแพทย์ลงความห็นว่ามีอาการข้าข่ายและควรให้ผู้ป่วยตรวสอหาชื้อ แพทย์ก็จะดำเนินการตรวจหาเชื้อ โดยกระบวนการตรวจหาเชื้อใช้เวลา 1 – 2 วัน ระหว่างรอฟังผลผู้ป่วยควรกักกันตนเองอยู่ที่บ้าน ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อไม่ว่าผลการตรวจจะออกมาเป็นอย่างไร
           
3. หากผลการตรวจออกมาเป็นบวก ติดเชื้อ) ทางการเกาหลีใต้จะส่งรถโรงพยาบาลมารับตัวผู้ป่วยไปเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่กำหนด (ในกรณีที่โรงพยาบาลมีเตียงรองรับผู้ป่วยจำกัด ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเพียงเล็กน้อยอาจถูกขอให้กักกันตนเองอยู่ในที่พักก่อน) โดยทางการเกาหลีใต้จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้กับผู้ติดเชื้อทั้งหมด โดยไม่จำกัดว่าผู้ป่วยคนดังกล่าวพำนักอยู่ในเกาหลีใต้อย่างถูกกภูหมายหรือผิดกภูหมาย ทั้งนี้ ทางการเกาหลีใต้ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยเดินทางไปเข้ารับตรวจวินิจฉัยอาการด้วยตนเองที่โรงพยาบาลที่ทางการเกาหลีไต้กำหนดไว้สำหรับรองรับผู้ติดเชื้อ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
           
4. หากผู้ป่วยเดินทางไปพบแพทย์ที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลตามที่ศูนย์ให้คำปรึกษา 1339 แนะนำแล้วแพทย์ลงความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อ ผู้ป่วยสามารถเดินทางกลับได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาหรือตรวจวินิจฉัยอาการเบื้องต้น แต่หากผู้ป่วยยืนยันว่าต้องการตรวจหาเชื้อ ผู้ปวยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อด้วยตนเอง มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำเริ่มต้นที่ประมาณ 160,000 วอน (ราว 4,145 บาท)

5. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ยืนยันว่า ชาวไทยที่พำนักอยู่ในเกาหลีใต้อย่างผิดกภูหมายจะไม่ถูกจับกุมดำเนินคดีและไม่ถูกส่งตักลับประทศ หากเข้รับการตรวหดสอบหาชื้อ COVD-2 ทั้งนี้ ทางการเกาหลีใต้ขอความร่วมมือให้ผู้ที่มีประวัติและอาการเข้าข่าย อาทิ มีประวัติการเดินทางไปประเทศจีนหรือประเทศที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ มีอาการไข้สูง 37.5 องศาขึ้นไป มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือมีภาวะปอดอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุ เข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยควบคุมการแพร่ระบาด
6. เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 รัฐสภาเกาหลีใต้ได้ผ่านร่างกฎหมาย 3 ฉบับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคติดต่อภายในประเทศ โดยกฎหมายดังกล่าวระบุว่า บุคคลใดที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐให้รับการตราจหาเชื้อจะมีโทษปรับไม่กิน 3 ล้านวอน (ราว 77,730 บาท) และบุคคลใดที่ฝ่ฝืนคำสั่งขอโรงพยาบาลหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรกรกักกันจะมีโทษปรับไม่กิน 10 ล้านวอน (ราว 259,100 บาท) หรือโทษจำคุกไม่กิน 1 ปี ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับ 1 เดือนหลังจากวันที่ผ่านร่างกฎหมาย

ชาวเกาหลีใต้ ไม่ตื่นตระหนกกักตุนสินค้า มั่นใจในศักยภาพของค้าปลีก

ชาวเกาหลีใต้ยังคงครองสติได้ดี ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เกาหลีใต้แทบจะไม่เกิดปรากฎการณ์ Panic Buying หรือการเร่งรุดไปซื้อหาข้าวของเครื่องใช้เพื่อนำมากักตุนอย่างตื่นตระหนกตกใจ หรือ Panic Buying ซึ่งการเบียดเสียดยัดเยียดของผู้คนจำนวนมากแก่งแย่งชิงอาหาร และข้าวของเครื่องใช้กัน ถือเป็นสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงจะเกิดการแพร่เชื้อและรับเชื้อได้สูง
ขณะเดียวกันด้วยประสิทธิภาพของโลจิสติกส์ ศักยภาพของการกระจายสินค้า และช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลายและทั่วถึง (แต่ละย่านในเกาหลีมีร้านสะดวกซื้อตั้งอยู่ไม่ไกลเกิน 100 เมตร) พร้อมตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างทันท่วงที จึงทำให้ชาวเกาหลีเชื่อมั่น และบรรเทาความตื่นตระหนกลงไปได้มาก

Lee Eun-heeอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Consumer Scienceมหาวิทยาลัยอินฮา เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ บอกสถานีโทรทัศน์ Arirang ว่า การที่สื่อและโชเชี่ยล มีเดีย เผยให้เห็นภาพการแห่แหนกันไปแย่งซื้อสินค้าเพื่อกักตุนมากเท่าไหร่ ยิ่งจะกระตุ้นให้ผู้คนแตกตื่นและลนลานมากขึ้นเท่านั้น และแน่นอนว่ายิ่งเร่งเร้าปัญหาให้เลวร้ายมากขึ้นด้วย เพราะ Panic Buying ดังนั้นสื่อมวลชนและความเคลื่อนไหวต่างๆ ในโซเชี่ยล มีเดีย จึงเป็นตัวเร่งปฏิกริยาให้เกิดพฤติกรรมนี้ แต่ที่เกาหลีใต้ รัฐบาลพยายามสื่อสารอย่างชัดเจน และเน้นย้ำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ด้วยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ รวมถึงบริการส่งอาหารถึงบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเกาหลี จึงเอื้อต่อการปฏิบัติตัวตามมาตรการ Social Distancing และทำให้มาตรการนี้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน เพราะผู้คนไม่จำเป็นต้องออกไปเผชิญหน้าหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นโดยไม่จำเป็น  และนั่นส่งผลให้ยอดขายออนไลน์ของอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ ของค้าปลีกระดับไฮเอนด์อย่าง ห้างสรรพสินค้า AK, ห้างสรรพสินค้า Hyundai และเอ้าท์เลท Lotte พุ่งพรวดแบบฉุดไม่อยู่ เติบโตถึง 708% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

จากผลสำรวจโดย hrcopinion.co.kr ระบุว่า Social Distancing ส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีใต้เปลี่ยนแปลงไป ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือ การกหลีกเลี่ยงไม่ไปในสถานที่ชุมชน หรือสถานที่ที่มีคนหนาแน่น (96%) รองลงมาคือ หลีกเลี่ยงการไปร้านอาหาร (94%) หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกัน (93%) หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน (92%) หลีกเลี่ยงการโดยสารสาธารณะ (80%) ช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น (51%) ใช้บริการนำส่งอาหารถึงบ้านมากขึ้น ทำงานจากที่บ้านหรือสถานที่ที่ไม่ใช่สำนักงาน (45%) และซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น (35%)
ปัจจุบัน แม้โรงเรียน และสถานศึกษาต่างๆ ยังคงปิด รวมถึงยังมีประกาศห้ามชุมนุมหรือรวมตัวกันเป็นกลุ่ม และหลายคนยัง Work from Home อยู่ แต่ในโซลก็เริ่มเห็นครอบครัว และหนุ่มสาว ออกมาเดินเล่นตามสวนสาธารณะและริมแม่น้ำฮัน แต่แน่นอนว่าตัวเลขด้านเศรษฐกิจของเกาหลีก็ได้รับผลกระทบจากภัย COVID-19เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สูญเสียรายได้ราว 2.9 ล้านล้านวอน และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวหายไปราว 2.02 ล้านคน ในไตรมาส 1/2020  และโดยเฉลี่ยแล้วอุตสาหกรรมมีรายได้ลดลง 8% หนักสุดคือยานยนต์ -13.9% ชิ้นส่วนยานยนต์ -12.3% ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม -12.4% เครื่องจักร -11% สิ่งทอ -10.8% (Statista รวบรวม/ประเมิน) 
อย่างไรก็ตามแผนรับมือ COVID-19เกาหลีใต้ ด้วยงบประมาณที่ทุ่มไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 328,677ล้านบาท) เพื่อสกัด COVID-19 จึงเป็นการใช้งบประมาณที่คุ้มค่า และถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประเทศอื่นๆ ที่จะนำไปปรับใช้ ให้เหมาะสมกับบริบทของตัวเอง ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ประชาชนต้องพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ และปฏิบัติตามมาตรการรัฐอย่างเต็มที่เช่นกัน

ที่มา : Coronavirus (COVID-19) in South Korea