โลกต้องการ “แนวทางบริหารเมืองรูปแบบใหม่” หลังผ่านวิกฤตโควิด-19

412

การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกจากเป็นโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้คนนับหมื่นแล้ว ทำให้เราได้เห็นการค้นหาแนวทางเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของแต่ละประเทศ

แนวทางที่นำมาใช้ส่วนใหญ่นั้นคือ การปิดพรมแดน แม้แต่ประชาคมยุโรป แต่ละประเทศต่างต้องรับภาระ รับความช่วยเหลือ โดยไม่สามารถหารือกับประเทศอื่นๆ และมุ่งสกัดไม่ให้การแพร่เชื้อระบาดได้
นั่นแสดงให้เห็นว่า ความปลอดภัยของประชาชนในแต่ละรัฐนั้นมีความสำคัญ แม้แต่ตุรกี ประเทศที่ชอบส่งผู้ลี้ภัยไปยุโรป ซึ่งไม่มีประเทศไหนในยุโรปให้การตอบรับเรื่องนี้ นอกจากสะท้อนว่าการจัดการแบบเสรีนิยมนั้นไม่สามารถนำมาใช้ได้แล้ว แต่ละประเทศก็ไม่ได้รวมตัวกัน หากแต่แตกเป็นเสี่ยงๆ และมีแนวโน้มเข้าสู่ชาตินิยมมากยิ่งขึ้น

มาตรการกักกัน คือสิ่งที่เห็นพ้องต้องกัน

ที่ผ่านมาจะเห็นว่า เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ตอบโต้การแพร่กระจายของไวรัสได้ดีที่สุด ส่วนจีนตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ดีหลังจากเกิดความผิดพลาดในช่วงแรก แต่ปฏิกิริยาของคนในยุโรปและสหรัฐอเมริกานั้นช้าและไม่เป็นระบบ แสดงว่าปัญหาไวรัสตัวนี้ทำให้หลายประเทศอยู่ในตำแหน่งของ หนูทดลอง การระบาดครั้งใหญ่ที่สุด

การจะแก้ปัญหาด้วยแนวคิดเรื่องความรักชาติ ความเข้มแข็งแบบดั้งเดิม ควรจะต้องทิ้งไปเพราะสงครามและการทหาร ไม่ช่วยเรื่องรับมือกับไวรัส

ผู้รักชาติและผู้ปกป้องหลักในขณะนี้ไม่ใช่คนในเครื่องแบบ (ทหาร) แต่เป็นแพทย์ พยาบาล เภสัชกรพนักงานร้านค้า เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก และผู้ที่สนับสนุนให้กิจกรรมในประเทศสร้างเงินไหลเวียนได้ในเมืองต่างๆ
หลายคนเสี่ยงติดเชื้อและความตายโดยไม่คาดคิด แต่พวกเขาไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เพราะมีภาระตามบทบาทในโลกาภิวัตน์ และก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไปช่วยหยุดยั้งการระบาดครั้งใหญ่อีกนั่นแหละ
แต่ละรัฐอาจจะประสบความสำเร็จในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น อย่างในจีนมีแอปพลิเคชันและเครือข่ายโทรศัพท์คอยตรวจสอบว่า คุณเป็นผู้ติดเชื้อหรือไม่ อยู่ที่ไหน และระบบจดจำใบหน้าก็ช่วยตรวจหาคนที่มีอุณหภูมิร่างกายสูง เทคโนโลยีที่ทันสมัยเหล่านี้จึงช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถติดตามผู้คนได้ทุกวันและตลอด 24 ชั่วโมง 
  • รัสเซีย
ขณะที่กระทรวงมหาดไทยรายงานอย่างเป็นทางการในมอสโควได้ว่า กล้องวงจรปิดกลางแจ้งที่สามารถจับอุณหภูมิจากผิวหนังได้ ทำให้เจอคนที่มีไข้สูง 200 คน จึงถูกสั่งให้กักตัวไว้ที่บ้าน และบางคนก็ถูกลงโทษเนื่องจากละเมิดมาตรการกักกัน
  • อิสราเอล
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออก พ.ร.บ.ฉุกเฉิน และจะใช้ระบบติดตามการก่อการร้ายดิจิทัลเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ ยังพร้อมจะเปิดปิดพรมแดนเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ
มาตรการกักกันนี้จะทำให้คนในสังคมคิดเรื่องความไม่เท่าเทียมกันอย่างแน่นอน เพราะถ้ามีตำแหน่งเป็นผู้จัดการระดับสูง มีรายได้สูง อาศัยอยู่ในบ้านของตัวเอง และสามารถทำงานในระยะไกลได้ ตรงข้ามกับปัญหาของผู้คนที่เหลืออีกจำนวนมาก ซึ่งไม่มีถุงลมนิรภัยทางการเงิน พวกเขาไม่สามารถอยู่บ้านได้ตลอดเวลา และยังเป็นแรงงานส่วนสำคัญในภาคบริการท่ามกลางการระบาดครั้งใหญ่

การศึกษาออนไลน์ของลูกๆ ก็เป็นปัญหาเช่นกัน เพราะทุกคนไม่ได้มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ดังนั้น การประกันรายได้ขั้นพื้นฐานจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้
ตอนนี้ทุกคนล้างมือตลอดเวลา การประชุมส่วนบุคคลก็จะย้ายไปออนไลน์ การสื่อสารแบบเห็นหน้ากันสดๆ จะไม่จำเป็นอีกต่อไป ส่งผลต่อการใช้ชีวิตโดยตรง โดยเฉพาะในมุมคนยากคนจนของโลกที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การใช้ชีวิตจะยิ่งแย่ลง เพราะจะลดหนทางในการเข้าถึงโอกาส ขณะที่การพัฒนาการสื่อสารออนไลน์จะสร้างการเชื่อมต่อทางสังคมมากขึ้น ความปลอดภัยก็จะเพิ่มขึ้น แต่ระยะห่างทางสังคมระหว่างผู้คนก็จะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เชื่อว่าถึงตอนนี้ ผู้คนที่เคยใช้จ่ายเงินกับอาหารที่เตรียมไว้นอกบ้านมากกว่าซื้อและเตรียมอาหารเอง เพราะตอนนี้ร้านอาหารส่วนใหญ่ปิดแล้ว และผู้คนที่จำเป็นต้องแยกตัวเองออกจากร้านอาหารส่วนใหญ่ก็ต้องเรียนรู้วิธีการปรุงอาหารอีกครั้ง

หากปฏิบัติการนี้กลายเป็นบรรทัดฐานหรือเป็นวัฒนธรรมใหม่ หลายคนอาจไม่ต้องการกลับไปยังสถานที่จัดเลี้ยง ฟื้นฟูประเพณีของงานเลี้ยงอาหารค่ำและอาหารเย็น สำหรับคนที่รักบริการจัดส่งอาหารจะเป็นที่นิยมมากขึ้นและร้านอาหารทั่วไปจะสูญเสียผลกำไรส่วนสำคัญในเมืองเล็กๆ

ผู้คนมักจะคุ้นเคยกับการใช้เวลาว่างในศูนย์การค้า ซึ่งในช่วงที่เกิดโรคระบาดนั้นไม่มีความหมาย ตอนนี้สถานที่ปิดเงียบเพื่อลดการแพร่เชื้ออย่างเห็นได้ชัด ในช่วงเวลานี้ หลักสูตรออนไลน์ในชีวิตประจำวันได้เปิดสอนฟรีสำหรับเด็กๆ ในประเทศที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยถูกสั่งปิดชั่วคราว

หลังจากวิกฤตไวรัส ควรค้นหาวิธีการบริหารเมืองใหม่

ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดยั้งการติดเชื้อ แผนการทั้งหมดของผู้บริโภคกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายใหม่ของเวลานี้คือ การปกป้องประเทศ เมือง ครอบครัว ในรัฐต่างๆ
การระบาดใหญ่นี้จะทำให้รัฐและชาตินิยมมีความแข็งแกร่งขึ้น (แต่ไม่ใช่แบบการทหารและ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน) โดยรัฐบาลที่เผชิญกับปัญหาโรคระบาดเกือบทั้งหมดต่างมีข้อกำหนดบางประการเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของประชากร หากมอง สหรัฐอเมริกา สามารถจัดระเบียบเมืองได้ แต่พวกเขาสนใจในผลประโยชน์ของตนเองมากเกินไปทำให้การทดสอบภาวะผู้นำล้มเหลว ซึ่งแตกต่างจาก จีน ที่แสดงบทบาทของความเป็นผู้นำโลกอย่างแท้จริง จากการตัดสินใจที่จะต่อสู้กับโรคระบาดซึ่งจะกำหนดชะตากรรมของโลกทั้งโลกในอนาคต และวิกฤตนี้ก็เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคนทุกวัย

ในอนาคต ระบบการจัดการและบริหารเมืองทั้งหมดควรได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อให้เราสามารถอยู่ได้อย่างสงบสุขเป็นเวลาสองสัปดาห์ โดยไม่ต้องออกจากบ้าน

เช่น ในกรณีที่มีการแพร่ระบาดของโรค การแจกจ่ายอินเทอร์เน็ตให้กับทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย (ฟรี) เพราะชีวิตคนเมืองไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ถ้าไม่มีเน็ต
ไม่ได้หมายความว่า เราทุกคนจะได้อยู่บ้านในวันพรุ่งนี้ แต่การกักกัน (กักบริเวณ) แสดงให้เราเห็นถึงจุดอ่อนของชีวิตในเมืองและกระตุ้นให้การใช้ชีวิตนั้นเปลี่ยนไป
ในกรณีนี้ เราจะพร้อมหากมีการแพร่ระบาดของโรคในครั้งต่อไป แต่ต้องค้นหาระบบการบริหาร การจัดการเมืองที่ไม่ใช่การบริหารราชการแบบรวมศูนย์ โดยระบบใหม่นี้ เมืองแต่ละเมืองต้องพร้อมจะเปิดพรมแดนและปิดพรมแดน เพื่อปกป้องไม่ให้เกิดการติดเชื้อต่อไปในสภาวะที่ความหนาแน่นของประชากรสูงและมีการย้ายถิ่นฐานจำนวนมาก ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงที่จะแพร่กระจายเชื้อไวรัสออกไป

แนวความคิด “เมือง 20 นาที”

แนวความคิด “เมือง 20 นาที” กำลังได้รับความนิยม เมื่อผู้อยู่อาศัยในเมืองสามารถไปหาหมอ ทำงานหรือไปพบเพื่อนได้ภายใน 20 นาทีแห่งชีวิต เช่นนี้จะช่วยให้ผู้คนสามารถตอบสนองความต้องการสูงสุดในพื้นที่ของตนเองและเดินทางไปยังส่วนอื่นๆ ของเมืองได้ไม่บ่อยนัก และสิ่งนี้จะช่วยลดการแพร่กระจายของไวรัสได้

ตอนนี้เมลเบิร์นกำลังพยายามที่จะใช้วิธีการนี้ ขณะที่นายกเทศมนตรีกรุงปารีส แอนนา ฮิดัลโก กำลังรณรงค์แนวคิด “เมือง 15 นาที” หากเธอประสบความสำเร็จจะได้รับชัยชนะและได้เป็นนายกเทศมนตรีชั้นนำ
นั่นหมายความว่า การระดมสรรพกำลังของหน่วยงานภาครัฐที่จัดการความปลอดภัยของประชาชนในด้านโลจิสติกส์นั้น ดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีการสำรองงบประมาณของตนเองตลอดเวลา จึงสามารถที่จะดึงไปแก้ปัญหาวิกฤตที่เผชิญในตอนนี้ (อย่างหน้ากากอนามัย) จะเห็นว่าความปลอดภัยด้านสุขภาพและชีวิตของประชาชนนั้นมีความสำคัญกว่าการศึกษาและการทหารแบบเดิมๆ ซึ่งไม่สามารถจัดสรรงบประมาณและมีการสำรองงบประมาณไว้ได้

หากวิธีการแบบเดิมไม่ตอบโจทย์การเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การทำลายความมั่นคงในรูปแบบของการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นั้น อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของชีวิตผู้คนในแต่ละเมืองและในแต่ละรัฐมากยิ่งขึ้น

เพราะไวรัสโควิด-19 ได้ทำลายโซ่การผลิตของโลก และแต่ละประเทศก็ไม่ได้คิดที่จะสร้างความมั่นคงแก้ไขในระดับประเทศ แต่หาทางแก้ไขในระดับ “เมือง” เพื่อจะลดปัญหาการขาดแคลนโซ่การผลิตสินค้าตัวนั้นๆ และเพื่ออิสระในการแก้ปัญหาเร่งด่วนของเมืองตนเอง ไม่ใช่รอส่วนกลางหรือรอมติที่จะมีขึ้นในวันอังคารหน้า

 

 

เรื่อง : รศ.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย


อ่านวิธีจัดการและรับมือวิกฤตในประเทศต่างๆ ต่อ

ส่องแผนรับมือ COVID-19 ‘เกาหลีใต้’ ทำอย่างไรถึงเอาอยู่

โรคระบาดครั้งใหญ่ สอนให้รู้ว่า จีนใช้ 5G แก้ปัญหาและพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างไร

ไต้หวัน ต้นแบบความตื่นตัว & ใช้เทคโนโลยีจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ โปร่งใส ต้านไวรัสโควิด-19

การจัดการ COVID-19 สไตล์ Johns Hopkins “โรงเรียนแพทย์ชั้นนำของโลก”