Scarecrow Robo หุ่นไล่กา 5.0

600
มองดูโลกนี้เจริญไกล มีน้ำมีไฟมีตึกงาม
มองดูกายคนเด่นงามดี มองดูใจซีกลับเลวทราม
แก่งแย่งชิงดีกัน กล้าถึงกับจะทำ ห้ำหั่นกันวอดวาย
ตัวฉันเป็นเพียงหุ่นไล่กา มีหญ้ามีฟางเป็นร่างกาย
ไม่มีสมองที่จะคิด ไม่มีชีวิตเช่นใครๆ
ฉันไปอยู่กับคน ฉันยังทนไม่ไหว
อาย อาย อาย อาย ฉันอาย ฉันอาย ฉันอาย ฉันอาย
ขอกลับไปเป็นหุ่นไล่กา ยืนเฝ้าท้องนาสุขสบาย
ไม่เอาแล้วคน ฉันทนไม่ไหว ฉันทนไม่ไหว ฉันทนไม่ไหว

เชื่อว่า แฟนพันธุ์แท้ SALIKA ชาว Generation X หลายคนคงต้องเคยผ่านหูเพลง Title “หุ่นไล่กา” และผ่านตาละครชื่อเดียวกัน ผลงานการขับร้องของป้าเมาท์ “สุดา ชื่นบาน”
เพลงประกอบละครโทรทัศน์ “หุ่นไล่กา” เป็นผลงานการเขียนเนื้อร้องและแต่งทำนองของ “มนัส ปิติสานต์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล) ประจำปี 2555 ครับ
แม้ไม่มีบันทึกใน The Guinness World Records แต่คน Gen X หลายคนล้วนจดจำ “หุ่นไล่กา” ได้ในฐานะ “ละครยาวที่สุด” ใน “ประวัติศาสตร์โทรทัศน์ไทย”
ละครโทรทัศน์ “หุ่นไล่กา”
เพราะ “หุ่นไล่กา” ถ่ายทำและนำเสนอมากถึง 555 ตอน กินเวลาออกอากาศนานถึง 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 จนถึงปี 2522
Theme หลักคือการเป็นละครสอนใจน้องๆ หนูๆ เด็กเล็ก และเยาวชน ให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา อีกประเด็นก็เกี่ยวกับการประกอบคุณงามความดี รู้ผิดรู้ถูก ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว หรือกฎแห่งกรรม นั่นเองครับ
“หุ่นไล่กา” เป็นละครจบในตอน ผลงานการเขียนบทโทรทัศน์ของ “พร พจนารถ” อำนวยการสรรค์สร้างโดย “รัชฟิล์มทีวี” ออกอากาศทาง ททบ.5 (ขณะนั้นเป็นช่อง 7) ครับ
จุดเด่นของ “หุ่นไล่กา” คือเนื้อหาสาระหลักของท้องเรื่อง ที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า แม้เราจะจัดให้มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ มีภูมิปัญญา รู้คิดรู้ผิดรู้ชอบรู้ชั่วรู้ดี
ทว่า มนุษย์หลายคนกลับแพ้พ่ายต่อกิเลสตัณหา และความอยากได้ใคร่มีอยู่เนืองๆ อย่างร่ำไป นี่เองจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สังคมมนุษย์นี้ มีความวุ่นวายไม่รู้จบ
เนื้อเรื่องโดยภาพรวม แต่ละตอนนั้น จะเปิดฉากด้วยการถกเถียงกันอย่างหน้าดำคร่ำเคร่ง ระหว่าง “แม่มด” และ “2 เนติบริกร” คือ “ไอ้ห้อย” กับ “ไอ้โหน”
ท้าทายกันไปกันมา ว่าความคิดเห็น หรือทฤษฎีที่ “แล้วแต่จะมีใครหยิบยกขึ้นมา” แหย่เอาไว้ในตอนต้นเรื่องนั้น “ใครถูก-ใครผิด”
เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อถกเถียง “แม่มด” จึงได้เสกให้ “หุ่นไล่กา” มีชีวิต และไปทดลองใช้ชีวิตปะปนกับมนุษย์ นัยว่าเป็นการทดสอบสมมุติฐาน
ช่วงกลางเรื่อง เป็นการนำเสนอความซับซ้อน สับสน และเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ ในสังคมมนุษย์ ก่อนที่สุดท้ายทุกครั้ง “หุ่นไล่กา” มักทนไม่ไหวกับความร้ายกาจ และความเจ้าเล่ห์เพทุบายของมนุษย์
โดยต้องขอให้ “แม่มด” เสกเขากลับไปเป็น “หุ่นไล่กา” ตามเดิม
ที่หยิบยกเอา “หุ่นไล่กา” มาเล่าให้ฟัง ก็เนื่องด้วยในตอนนี้ผมอยากเขียนถึง “หุ่นไล่กา” อีกสักตอนครับ
หลักจากที่เคยนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับ “หุ่นไล่กา” เอาไว้แล้วใน SALIKA ของเราแห่งนี้ ชื่อตอนว่า “นิสัยนวัตกรรม นำสู่ Halloween Innovation ล้ำยุค”
The Cat Scare Crow หรือ “หุ่นแมวไล่กา”
ในครั้งนั้น ผมเขียนถึง “ตำนานหุ่นยนต์ไล่กาตัวแรกของโลก” ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1916 โดย Hugh Huffman และ Ernest Peck ที่ได้จดสิทธิบัตร The Cat Scare Crow หรือ “หุ่นแมวไล่กา”
ที่ได้พลิกโฉม “หุ่นไล่กา” หรือ “หุ่นฟาง” แบบเดิมที่ยืนนิ่งๆ มาสู่ “หุ่นแมวไล่กาที่เคลื่อนไหวได้”  สร้างความตื่นตาตื่นใจมากในยุคนั้นนั่นเองครับ
ย้อนหลังกลับไป แฟนพันธุ์แท้ SALIKA ที่ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ Sci-Fi เรื่อง Interstellar คงจะจำช่วงแรกของหนังได้เป็นอย่างดี
มันคือฉากที่ไร่ของพระเอก ซึ่งมี “รถแทรกเตอร์ขับเคลื่อนเองโดยอัตโนมัติ” หลายคัน กำลังทำการเกษตรอยู่ ในตอนที่พระเอกและลูกๆ ของเขาพยายามควบคุม Drone นิรนามที่หลงน่านฟ้าเข้ามา
Interstellar (2014)

แม้ปัจจุบัน ในโลกแห่งความเป็นจริง เกษตรกรบ้านเราจะยังไม่มี “รถแทรกเตอร์ขับเคลื่อนเองโดยอัตโนมัติ” ใช้เหมือนอย่างในหนัง แต่โลกแห่งเทคโนโลยีก็ได้ทิ้งร่องรอยอนาคตไว้ให้พวกเราได้เริ่มเห็นเค้าลางกันบ้างแล้ว

อย่างไรก็ดี “รถแทรกเตอร์ขับเคลื่อนเองโดยอัตโนมัติ” สามารถเข้าใกล้กับความเป็นจริงได้ไม่ยากเรื่องราว เนื่องจากทุกวันนี้ “รถยนต์ไร้คนขับ” ได้ออกวิ่งจริงแล้วนั่นเอง
จึงเชื่อว่า อีกไม่นานนี้ “รถแทรกเตอร์ขับเคลื่อนเองโดยอัตโนมัติ” อย่างเต็มรูปแบบ คงจะได้เข้าไปให้บริการในเรือกสวนไร่นาของเกษตรกรไทยกันบ้างครับ
นอกจาก “รถแทรกเตอร์ขับเคลื่อนเองโดยอัตโนมัติ” ในภาพยนตร์เรื่อง Interstellar แล้ว หนัง Sci-Fi อีกหลายชุดได้เคยใช้ฉากเครื่องบินไร้คนขับ หรือ Drone ไปการพ่นยาฆ่าแมลง พ่นปุ๋ย หว่านเมล็ดพืช แม้กระทั่งรดน้ำพืชสวนไร่น่าของเกษตรกร
ซึ่งทุกวันนี้ Drone ในแวดวงการเกษตรนั้น มีอยู่จริงครับ!

ยังไม่นับยวดยานพาหนะต่างๆ ที่แม้ในปัจจุบัน หลายอุปกรณ์จะเป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ แต่ทุกวันนี้ในอีกหลากเครื่องไม้เครื่องมือ ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเข้าสู่ยุคเครื่องจักรการเกษตรอัตโนมัติแบบ 100% ในอนาคตอันใกล้นี้อีกไม่นานเกินรออย่างแน่นอน
และยังไม่นับเทคโนโลยีชีวภาพที่ถูกนำมาใช้ในแวดวงการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพืชสวน พืชไร่ พืชนา ไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผล รวมไปถึงเทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพ เทคโนโลยียาฆ่าแมลงชีวภาพ รวมไปถึงเทคโนโลยีการรดน้ำพรวนดิน
นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีรูปแบบการปลูกพืชหลากหลายชนิดที่ผิดแผกแตกต่างไปจากการปลูกพืชบนดินแบบดั้งเดิม เช่น การปลูกพืชแบบฝากเลี้ยงเหมือนกาฝาก การปลูกพืชแนวตั้ง หรือการปลูกพืชโดยใช้น้ำผ่านระบบ Hydroponic
อีกทั้งสื่อต่างๆ อาทิ www.robodaily.com ที่ได้มีการนำเสนอข่าว “หุ่นยนต์เกษตรกร” หรือนิตยสาร Newsweek ก็เคยนำเสนอเรื่องราวของ “หุ่นไล่กา 5.0” หรือ “หุ่นยนต์เกษตรกร” ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต

โดยเฉพาะข่าวคราวความเคลื่อนไหวของ The World’s First Fully Robotic Farm หรือ “สวนเกษตรอัตโนมัติ” ที่ไม่มีคนงานแม้แต่คนเดียว!
แต่สามารถพรวนดิน หว่านเมล็ด รดน้ำ ใส่ปุ๋ย กำจัดศัตรูพืช ปรับอุณหภูมิ ควบคุมแสง จนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลิตผล
นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการคาร์บอนไดออกไซด์ และการดูแลความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อให้พืชเจริญเติบโตอย่างเต็มประสิทธิภาพ ย้ำอีกทีนะครับ “สวนเกษตรอัตโนมัติ” ต้นแบบแห่งนี้ ไม่มีเกษตรกร หรือคนงานเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะขั้นตอนใดก็ตาม
ตัวอย่างแรกของ “หุ่นยนต์เกษตรกร” ที่เว็บไซต์ www.robodaily.com ภูมิใจนำเสนอก็คือ Ag Ant (Agricultural Ant Robots) หรือ “หุ่นยนต์มดขยัน” เนื่องจากมีสรีระเหมือนมด และการเคลื่อนไหวก็ยิ่งเหมือน นั่นคือ “คลาน” ดังนั้นหน้าที่หลักของ “มดขยัน” จึงเกี่ยวข้องกับ “การคลาน” เป็นหลัก
และเพราะเป็น “การคลาน” กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องก็คงจะหนีไม่พ้น การตัดหญ้า, พ่นยาฆ่าแมลง, พรวนดิน, เก็บตัวอย่างดินไปตรวจ โดย Ag Ant สามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งดินแห้ง ดินแฉะ ดินโคลน ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย
“หุ่นยนต์เกษตรกร” ตัวต่อมาก็คือ Harvest Automation หรือ “หุ่นยนต์เก็บเกี่ยว” ซึ่งกินความในเรื่องของ “การเก็บเกี่ยว” ทุกกรณี ทั้งพืชสวน พืชไร่ พืชนา ไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผล ไม้เล็ก ไม้ใหญ่ ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามสภาพพื้นที่ทำงานจริง
en.wikipedia.org
โดย Harvest Automation สามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ต้นไม้ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไปจนถึงต้นไม้ที่สูงเสียดฟ้า Harvest Automation เก็บเกี่ยวได้ทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะร้อนแล้ง พายุฝน ใบไม้ร่วง หิมะหนาว หรือใบไม้ผลิ ทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง!
“หุ่นยนต์เกษตรกร” ตัวต่อไปก็คือ The Shear Magic Robot หรือ “หุ่นยนต์ตัดขนแกะ” โดยไม่แตะต้องให้ตัวแกะช้ำเลือดช้ำหนอง หรือระคายเคืองผิว แม้ The Shear Magic Robot จะเป็นเหล็กทั้งแท่ง หรือเป็น “หุ่นยนต์ตัดขนแกะ” 100% ก็ตามที
The Shear Magic Robot หรือ “หุ่นยนต์ตัดขนแกะ” สามารถตัดขนแกะได้รวดเร็วกว่าคนงานที่เป็นมนุษย์ถึง 20 เท่า สร้างผลผลิตต่อชั่วโมงได้มากว่าอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้ นับเป็น “หุ่นยนต์เกษตรกร” ที่แปลกแหวกแนว แต่ทรงประสิทธิภาพ
“หุ่นยนต์เกษตรกร” ตัวถัดมาก็คือ HortiBot: A Plant Nursing Robot หรือ “หุ่นยนต์นางพยาบาลแห่งท้องทุ่ง” ทำหน้าที่ง่ายแสนง่ายเหมือนที่เกษตรกรได้ทำกันมานับพันปี นั่นก็คือ รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ตัดหญ้า ฆ่าแมลง ขุดแปลง ยกร่อง หว่านพืช หวังผล (ฮา)
แต่หน้าที่เสริมของ HortiBot ที่น่าสนใจก็คือ การวิเคราะห์สภาพดิน การฟื้นฟูบำรุงดิน การเลือกชนิดปุ๋ย การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่จะนำมาใช้ และการดูแลรักษาน้ำที่ใช้แล้ว การป้องกันศัตรูพืช การทำนุบำรุงรากต้นไม้ การสังเคราะห์สภาพต้นอ่อน

“หุ่นยนต์เกษตรกร” ตัวถัดไปก็คือ LSU AgBot (ย่อมาจาก Louisiana State University Agricultural Robots) ชื่อเต็มๆ คือ Louisiana State University developed a multi-function robot ซึ่งเป็น “หุ่นยนต์เกษตรกร” พลังงานแสงอาทิตย์สุดประหยัด
LSU AgBot ทำงานได้ทั้งวันทั้งคืน โดยในช่วงกลางวันจะกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทั้งใช้ในตอนกลางวันและตุนพลังงานแสงอาทิตย์เอาไว้ในแบตเตอรี่สำหรับใช้ทำงานในเวลากลางคืน ตามหลักการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั่วไป แต่ LSU AgBot ประหยัดกว่า
LSU AgBot ควบคุมโดยระบบ GPS ครับ โดยหน้าที่หลักของ LSU AgBot ก็คือ การรังวัดที่ดิน การวิเคราะห์ และกำหนดขอบเขตเพาะปลูกที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่การเกษตร
LSU AgBot จึงเป็นต้นแบบของ “หุ่นยนต์เกษตรกร” ที่นับว่าสำคัญที่สุดตัวหนึ่งซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดออกไปอีกได้มากในการผสมผสานเทคโนโลยี “หุ่นยนต์เกษตรกร” รูปแบบอื่นๆ เข้าด้วยกัน นับเป็นภาพอนาคตของ “หุ่นไล่กา 5.0” หรือ “หุ่นยนต์เกษตรกร” ที่น่าสนใจมากครับ