วิกฤตโควิดรุมเร้า มุ่งฝ่าความมืดไปด้วยกัน เพื่อก้าวสู่ความสุขสว่างข้างหน้า

119

ความเคลื่อนไหวของโลกไม่มีด้านเดียวตลอดกาล… มีมืดก็มีสว่าง มีตะวันตกก็มีตะวันออก การเผชิญปัญหาต่างๆ นั้นเป็นธรรมดาของโลก ชีวิต และสังคม ดังที่นักพรตเต๋าได้กล่าวถึง ‘กฏพื้นฐานของชีวิต’ ว่า สิ่งที่ต้องมีสาเหตุไม่ใช่สิ่งอมตะ สิ่งที่มีสาเหตุเป็นสิ่งเกิดขึ้นชั่วขณะ เป็นสิ่งชั่วคราวเท่านั้น เมื่อสาเหตุหายไปมันก็จะหายไปด้วย


การเผชิญหน้าและร่วมฝ่าวิกฤตโรคระบาด

1
เมื่อบ้านเมืองกำลังเผชิญการระบาดของโควิด-19

โควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่กลายเป็นโรคระบาดรุนแรงและแพร่ไปทั่ว สร้างความทุกข์สาหัสให้กับผู้คนทั้งโลก โดยยัดเยียดความตายนับหมื่นและยังมีที่รอความตายอีกไม่น้อย

การเป็นโรคอุบัติใหม่นั้นสร้างความตระหนกวิตกรุนแรง ซึ่งโลกต้องดิ้นรนก้าวข้ามความมืดมนนี้ให้ได้ เพื่อหยุดความเสียหายในทุกมิติ! ขณะนี้ประเทศไทยเผชิญปัญหาเดียวกับชาวโลก ต้องเดินฝ่าความมืดมนไปกับโลกด้วยเช่นกัน จุดจบของความประหวั่นพรั่นพรึงนี้จะหมดไปก็ต่อเมื่อ โลกค้นพบ วัคซีนป้องกัน โรคร้ายนี้ หรือมีกระบวนระบบและเวชภัณฑ์ในการป้องกันและรักษาได้สำเร็จ นอกจากนี้แล้ว แต่ละคนก็ทำได้เพียงเฝ้าระวัง ป้องกันไม่ให้ลุกลามระบาดมากไปกว่านี้ ด้วยการอยู่ในพื้นที่ในขอบเขตจำกัดให้ได้มากที่สุด
นี่คือภารกิจร่วมกันของโลกวันนี้!
ความเป็นไปได้ที่จะควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสให้บรรลุผล ขึ้นอยู่กับการตระหนักรับผิดชอบต่อตัวเอง รับรู้และเข้าใจพิษภัยที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราและผู้อื่น โดยต้องรักษาระยะห่างกับผู้คนเพื่อรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม ตามเป้าหมายร่วมกันของบ้านเมืองในช่วงวิกฤตนี้ นั่นคือ เราต้องร่วมมือกันลดอัตราการระบาดให้อยู่ในระดับต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ปล่อยให้บานปลายจนควบคุมไม่ได้เหมือนที่หลายประเทศในโลกกำลังเผชิญอยู่

2
การจัดการตัวเองในวิกฤตการณ์อันเลวร้าย

สำคัญที่สุดคือ การตั้งสติ หยุดตัวเองจากความตระหนก เปิดพื้นที่สู่การตระหนักรู้ให้เร็วที่สุด!
เพราะในวิกฤตนี้ หลายคนอาจเผชิญกับหลายเรื่องที่ไม่ได้เตรียมการหรือคาดคิดมาก่อน ซึ่งสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้มากคือ การจัดการดูแลให้ตัวเองและคนรอบข้างปลอดภัย ใช้หน้ากากอนามัยป้องกันตัวเอง ล้างมือ หยุดตัวเองจากความเคยชินในการพบปะสังสรรค์กับผู้คน เพื่อให้ห่างไกลจากเชื้อร้ายให้มากที่สุด

วิกฤตโควิดรุมเร้า

ขณะเดียวกันก็หันมา จัดการกับเศรษฐกิจครัวเรือนให้ดี ผู้คนที่ต้องหยุดงานหรือตกงานฉับพลัน ต้องดูมาตรการความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีทั้งมาตรการการช่วยเหลือผู้ตกงานระยะสั้น มาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านสังคม-การประกันตน มาตรการพักชำระหนี้ มาตรการหยุดดอกเบี้ยของธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐในรูปแบบต่างๆ
การจัดการกับทุกปัญหาของตัวเองและครอบครัวด้วยสติ จะสร้างความมั่นใจได้ว่า เราสามารถผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้ และคอยฟังข่าวสารจากภาครัฐ ซึ่งขณะนี้ได้รวมศูนย์ไปที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว ด้วยเหตุว่าข่าวสารออนไลน์จำนวนมากขาดการนำเสนอตามความเป็นจริง มักสร้างความตื่นตระหนก หรือไม่ก็มีเป้าหมายมุ่งทำลายกันทางการเมือง ทุกคนจึงต้องพิจารณาไตร่ตรอง-รับฟังข่าวสารที่ถูกต้องเท่านั้น และเปิดรับความรู้ คำแนะนำ ด้วยสติมั่นคง ไม่ตื่นตระหนก

3
บทเรียนจากต่างประเทศที่ควรพิจารณาและใส่ใจ

การจัดการในระบบเตรียมการที่มีประสิทธิภาพของไต้หวัน เป็นต้นแบบที่ดีของการเตรียมรับมือกับปัญหาโรคระบาด ซึ่งช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไต้หวันคุมอยู่
บทเรียนของไต้หวันไม่ได้สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ดีของรัฐบาลด้านเดียวเท่านั้น แต่สะท้อนถึงคุณภาพของประชาชนที่ได้รับความรู้กระจ่างชัดและปฏิบัติตัวไปในทิศทางเดียวกันตามที่รัฐบาลชี้นำ ผู้คนมีส่วนร่วมอย่างมีสติ และแม้จะอยู่ใกล้จีนที่สุด แต่ผลรวมที่เกิดขึ้นคือ ไต้หวันมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 นับตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาไม่ถึง 60 คน!

ไต้หวัน

ขณะเดียวกัน ประเทศจีนที่เป็นต้นทางการแพร่ระบาด ใช้เวลาเพียง 2 เดือน ในการกำกับควบคุมโรค โดยใช้ยาแรงทุกมาตรการในเขตที่มีการระบาด จนดูเหมือนกลายเป็นเมืองร้างไปทั้งเมือง! ซึ่งก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่เด็ดขาด มีวินัย และการร่วมมือร่วมใจของผู้คนในการช่วยหยุดการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น

ขณะที่โลกตรงข้ามอย่างอิตาลี มีวัฒนธรรมและนิสัยรักสนุก ขาดความรู้และวินัยในการจัดการป้องกันตัวเอง และไม่เชื่อฟังข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ส่งผลให้กลายเป็นพื้นที่ที่เผชิญปัญหาโรคระบาดอย่างรุนแรง มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าวันละครึ่งพัน! ทั้งยังมีการรักษาและการสาธารณสุขที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ จนต้องปล่อยทิ้งให้ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี เผชิญโรคภัยและต่อสู้ด้วยตัวเองอย่างเลื่อนลอย!

มาถึงวันนี้ องค์กรอนามัยโลกชี้ว่า สหรัฐอเมริกาจะกลายเป็นประเทศศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากอัตราการติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้นทุกขณะ นี่คือบทเรียนจากโลกของความเป็นจริง ที่เราจะต้องเลือกว่า จะฝ่าวิกฤตนี้ไปในทิศทางใด?

4
การบริหารสถานการณ์และเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต

รัฐบาลตระหนักถึงหายนะข้างหน้าที่อาจเกิดขึ้น จึงประกาศการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อจำกัดการมุ่งทำลายและความไม่รับผิดชอบของบางกลุ่มบางคน และเพื่อให้การรับมือหรือแก้ไขสถานการณ์มีความรวดเร็ว กระชับฉับไว ทำได้อย่างเร่งด่วน-เด็ดขาดทั้งในแง่การบริหารจัดการพื้นที่และสถานการณ์ นายกรัฐมนตรีจึงรับงานฝ่าวิกฤตด้วยตัวเอง

วิกฤตโควิดรุมเร้า

ขณะที่ทีมแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุขไทยประกาศความพร้อมสูงสุดที่จะรับมือวิกฤตนี้  ความร่วมมือจากประชาชนทุกคนและการเข้าถึงข่าวสารที่เชื่อถือได้จึงต้องจัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทุกจังหวัดจึงมีกองทัพผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นผู้เฝ้าระวังที่มีศักยภาพของประเทศ ซึ่งทำงานหนักตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา
ในด้านเศรษฐกิจ ธนาคารชาติเผยว่า ปีนี้จีดีพีจะติดลบร้อยละ 5.3 แต่จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกร้อยละ 3 ในปีหน้า โดยมีทุกภาคส่วนของรัฐทยอยออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ด้วยความพยายามที่จะช่วยรับมือสภาวะวิกฤตการณ์ชั่วคราวอย่างเต็มที่ นี่คือความรับผิดชอบที่มีในสถานการณ์ที่ยากลำบากของทุกคนทุกฝ่ายในวันนี้…และเราจะไม่ทิ้งกัน

5
ฝ่าความมืด…สู่ความสุขสว่างในวันข้างหน้าร่วมกัน

มีมืดย่อมมีสว่างเป็นธรรมชาติ สิ่งที่มีเหตุเป็นสิ่งเกิดขึ้นชั่วขณะ เป็นสิ่งชั่วคราวเท่านั้น เมื่อสาเหตุหายไปมันก็จะหายไปด้วย ฉันใด การเดินทางฝ่าวิกฤตครั้งนี้ย่อมมีความหมายต่อทุกคน ฉันนั้น

วิกฤตโควิดรุมเร้า

เพื่อกลับสู่ปกติสุขและหลุดพ้นความมืดนี้ การมีความรู้เท่าทัน มีวินัย ระวังรักษาตัวจะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูให้บ้านเมืองและผู้คนค่อยๆ คืนสู่สถานการณ์ปกติ มาตรการรัฐฯ ที่มีการจำกัดพื้นที่ สอดส่องอย่างเข้มข้นก็จะค่อยๆ ผ่อนคลายลง จนกระทั่งสถานการณ์คลี่คลาย ทุกชีวิตก็จะปลอดภัย การทำงาน-ทำมาหากินก็จะกลับสู่ปกติสุข
ความสุขสว่างข้างหน้าที่รออยู่เป็นความหวังของทุกคน ขอเพียงร่วมมือร่วมใจกัน ฝ่าความมืดมนอนธการนี้ไปให้ได้…เพื่อเรา เพื่อบ้านเมือง และเพื่อโลก

 

 

เรื่อง : Apichartology