Comfort Zone Leadership: ภาวะผู้นำตัวใหม่ กรณีศึกษา Pep Guardiola

758

Comfort Zone Leadership “ภาวะผู้นำตัวใหม่” ที่ผมปรับแปลงมาจาก Laissez-faire Leadership “ภาวะผู้นำแบบปล่อยตามสบาย”

แม้ว่าจะไม่ตรงกับวิถีของ Pep Guardiola ผู้จัดการทีม “เรือใบสีฟ้า” ชนิด 100% ทว่า ก็สามารถนำมาเทียบเคียงได้พอสมควรครับ
เชื่อว่านักบริหาร 100 ทั้ง 100 โดยเฉพาะนักทฤษฎีด้าน “ภาวะผู้นำ” ย่อมต้องรู้จักกับ Laissez-faire Leadership นี้กันเป็นอย่างดีครับ
เพราะ Laissez-faire Leadership ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 18 และได้รับความนิยมตั้งแต่นั้นจนถึงต้นศตวรรษที่ 19 เลยทีเดียว
แนวคิดหลักของ Laissez-faire Leaders คือ การสร้าง “เสรีภาพอย่างเต็มที่” มอบอำนาจตัดสินใจให้กับบุคลากรในการทำงานนั่นเองครับ

ซึ่งหากดูอย่างผิวเผินแล้ว Laissez-faire Leaders มีส่วนคล้ายคลึงกับ Empowerment หรือ “การกระจายอำนาจในการตัดสินใจ” อยู่บ้างบางส่วน
จุดเด่นของ Laissez-faire Leaders ที่ผมคิดว่าตรงกับบุคลิกของ Pep Guardiola ก็คือ กระบวนทัศน์สร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นภายในทีม
ปล่อยให้สมาชิกทุกคนทำงานอย่างเสรี และตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การบริหารแบบนี้ หากจะมองว่าดีก็ดี จะมองว่าไม่ดีก็อาจมองว่าไม่ดีก็ได้
อย่างไรก็ตาม การที่องค์การใดจะใช้ Laissez-faire Leaders ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้น องค์ประกอบสำคัญ 2 ประการจะต้องถึงพร้อม
หนึ่งนั้นคือ ต้องมีผู้บริหารที่เก่งมากๆ และสองก็คือ องค์กรจะต้องมีทรัพยากรชั้นเลิศในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ หรือทุนสนับสนุนการทำงาน
จุดเด่นอีกประการหนึ่งของ Laissez-faire Leaders ก็คือ ผู้นำเป็นเพียงคนที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวก จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นให้กับสมาชิกในทีม
ซึ่งหากพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการของ Laissez-faire Leaders ที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ มันก็คือ Pep Guardiola และสโมสร Manchester City นี่เอง

เพราะ “เรือใบสีฟ้า” เป็นสโมสรฟุตบอลของกลุ่มทุนตะวันออกกลางที่มีเม็ดเงินงบประมาณแบบ “ทุ่มไม่อั้น” สามารถเนรมิตผู้เล่นชั้นดีเข้าสู่ทีมด้วยค่าจ้างมหาศาลได้
ดังนั้น Pep Guardiola เพียงแค่วาง Concept รูปแบบการเล่นที่เขาต้องการ อธิบายถ่ายทอดแนวคิดทั้งหมด และคอยแก้เกม หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น
ส่วนภารกิจในสนามเป็นหน้าที่ของบรรดาเศรษฐีพ่อค้าแข้งซึ่งล้วนเป็นนักเตะแถวหน้าของโลก และไม่ใช่มีแค่ 11 คนในสนาม แต่สามารถแบ่งออกไปได้อีกถึง 3 ทีม!

Laissez-faire Leaders ของ Pep Guardiola จึงเป็นการสร้าง “อิสรภาพอย่างเต็มที่” ให้กับนักเตะในสนาม สมาชิกทุกคนในทีมจับมือร่วมกันทำงานอย่างเสรี

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า วิถีชีวิตที่แท้จริงของ Pep Guardiola นั้น นอกจากจะตรงกับ Laissez-faire Leaders แล้ว เขายังเข้าข่าย Comfort Zone Leadership อีกด้วย
ซึ่งหากย้อนกลับไปดู Profile การทำงานของ Pep Guardiola ที่ผ่านมาทั้งหมดในชีวิตการประกอบสัมมาอาชีพ “ผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอล” ชั้นนำในยุโรปแล้ว
เราก็จะพบว่า Pep Guardiola เลือกเขียน Profile ของเขาแต่ “เฉพาะทีมใหญ่ๆ” “ทีมเงินถุงเงินถัง” หรือ “ทีมทุนหนา” แทบทั้งสิ้น พูดอีกแบบก็คือ “ไม่คบคนจน” นั่นเอง
Pep Guardiola เริ่มต้นสถานะ “ผู้จัดการทีมชุดใหญ่” ให้กับสโมสร “เจ้าบุญทุ่ม” Barcelona ระหว่างปี ค.ศ. 2008 ถึงปี ค.ศ. 2012 ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “เจ้าบุญทุ่ม”
ก่อนที่จะย้ายวิก จากสเปนบ้านเกิด ไปหาความท้าทายใหม่ๆ ที่ประเทศเยอรมนี ด้วยการกุมบังเหียน “เสือใต้” Bayern Munich ระหว่างปี ค.ศ. 2013 ถึงปี ค.ศ. 2016

จะเห็นได้ว่า ทั้ง Barcelona และ Bayern Munich ล้วนเป็นสโมสรชั้นนำของยุโรประดับเกรด AAA แปลไทยเป็นไทยก็คือ ทั้ง 2 สโมสรเป็นทีมแนวหน้าของโลกด้วย
แน่นอนว่า การเป็น “ทีมแนวหน้าของโลก” และเป็น “สโมสรชั้นนำของยุโรป” ในเวลาเดียวกันนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่คงจะไม่มีปัจจัยอะไรที่จะเสกขึ้นมาได้นอกจากเงิน
หลังออกจาก “เสือใต้” Pep Guardiola บินมาลงหลักปักฐานที่สโมสร “เรือใบสีฟ้า” Manchester City ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 ตราบจนกระทั่งถึงปัจจุบันคือปี ค.ศ. 2020
ซึ่งก็แน่นอนว่า สถานะทางการเงินของ Manchester City ไม่มีความแตกต่างจาก Barcelona และ Bayern Munich เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในแง่ของความร่ำรวย
จึงสามารถพูดได้ว่า Pep Guardiola นั้นมี “ภาวะผู้นำ” แบบ Comfort Zone Leadership ที่บริหารทีมอย่างสุขสบาย เนื่องจากมีทรัพยากรให้ใช้สอยเต็มไม้เต็มมือ
เขาแทบไม่มีความท้าทายใดๆ เลยในวิชาชีพ ไม่เหมือนกับ “ผู้จัดการทีม” ของสโมสรยากจนจำนวนมากที่ต้องปากกัดตีนถีบ ขบคิดแผนการเล่นจนสมองบวมนั่นเองครับ