ถอดบทเรียน ‘ไข้หวัดสเปน ปี 1918’ มหันตภัยโรคระบาดล้างโลก เพื่อรับมือ ‘โรคปอดติดเชื้อโควิด-19’ แบบไม่หลงทาง

3269

ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1918 ในช่วงนั้นวิวัฒนาการทางการแพทย์ในโลกเราถือได้ว่ามีความก้าวหน้าในระดับหนึ่งแล้ว เพราะสามารถรับมือกับโรคระบาดในระดับประเทศ อย่าง อหิวาตกโรค (โรคห่า) หรือโรคไทฟอยด์ ได้แล้ว แต่การมาของ ‘ไข้หวัดสเปน ปี 1918’ ได้ลบทุกโพรไฟล์และทำลายทุกความเชื่อมั่น ที่นักวิทยาศาสตร์ยุคนั้นได้แสดงต่อโลกว่า ทุกโรคระบาด เราควบคุมได้ ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ในมือ ลงอย่างสิ้นเชิง

ในขณะที่ หน่วยงานที่ดูแลด้านอนามัยระดับโลก รายงานตัวเลขของผู้เสียชีวิตจาก ‘ไข้หวัดสเปน ปี 1918’ เมื่อปี 1918 อยู่ที่ 20 ล้านคนทั่วโลก ทว่า มีผู้วิเคราะห์ข้อมูลและเปิดเผยออกมาว่า นั่นไม่ใช่จำนวนผู้เสียชีวิตจริงทั่วโลก เพราะแท้จริงแล้ว มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 50 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรโลกในขณะนั้น โดยจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าผู้ล้มตายในสงครามโลกครั้งที่ 1 เสียอีก

ไข้หวัดสเปน จึงกลายเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ร้ายแรงที่สุดในรอบศตวรรษ จัดอยู่ในนิยามของ Pandemic ที่เกิดขึ้นบนโลกไปแบบเรียบร้อยโรงเรียนโรคระบาด
มาในวันนี้ วันที่ทั่วโลกกำลังระส่ำระสายไปด้วยฤทธิ์เดชการแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโควิด-19 หรือ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งจนถึงวันนี้ ตามข้อมูลอัปเดตจากเว็บไซต์ worldometers.info ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 เวลา 8.04 น. ยอดผู้ติดเชื้อสะสมรวมทั้งโลกพุ่งสูงถึง 787,411 คน และได้คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปแล้วกว่า 37,846 คน แล้ว
อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบแล้ว ณ ตอนนี้ ความรุนแรงของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ยังไม่เทียบเท่ารุ่นพี่อย่าง ไข้หวัดสเปน ทว่า รูปแบบของการแพร่ระบาดในทุกประเทศทั่วโลก ก็มีความคล้ายคลึงกับในตอนที่ ไข้หวัดสเปน ระบาดไปทั่วโลกเช่นกัน
ดังนั้น การถอดบทเรียนการรับมือ ไข้หวัดสเปน ในปี 1918 เพื่อนำมาปรับใช้ ทั้งในลักษณะ “เติมเต็ม” และ “อุดช่องโหว่” ในการดำเนินมาตรการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของแต่ละประเทศในตอนนี้ ก็เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้ อย่างน้อยก็เพื่อหน่วงเวลาและปรับวิธีรับมือให้ตอบสนองกับการลดจำนวนผู้ติดเชื้อในตอนนี้ได้อย่างตรงจุด

รู้กันก่อน ต้นตอของ ‘ไข้หวัดสเปน ปี 1918′ เกิดได้อย่างไร และทวีความรุนแรงเพราะอะไร?

เมื่อพูดถึง ไข้หวัดสเปน หลายคนตั้งข้อสงสัยตรงกันก่อนเลยว่า ทำไมถึงชื่อนี้ ครั้งแรกที่เจอโรคนี้น่าจะเป็นที่ประเทศสเปน เป็นแน่แท้
บางแหล่งข่าวก็บอกไม่ใช่ ขณะที่อีกหลายแหล่งข่าวอ้างอิงว่า นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกเหตุการณ์นี้โดยจดจารลงไปในหน้าประวัติศาสตร์โลก ถึงโรคระบาดครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ว่าเกิดขึ้นในระหว่างที่สมรภูมิรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ยังคุกรุ่น

เมื่อมีข่าวรั่วออกมาจากประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นกลาง มีข่าวน้อย และปิดข่าวน้อยที่สุดในตอนนั้นอย่าง ประเทศสเปน ว่าพบผู้ป่วยด้วยโรคประหลาดและลึกลับ
กอปรกับหลังจากข่าวลือนี้รั่วมาไม่นาน ก็มีข่าวการประชวรของ พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 (Alfonso XIII) โดยในเนื้อข่าวเป็นทางการ รายงานว่าพระองค์เป็นโรคคอพอก แต่เบื้องลึกเบื้องหลังกลับมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า พระองค์ไม่ได้ประชวรด้วยโรคคอพอก ทว่า เป็นโรคประหลาดและลึกลับที่หลายคนกล่าวขวัญถึงนี่เอง
และจากสถานการณ์นั้นเอง ที่ทั่วโลกต่างเชื่อไปแล้วว่า โรคประหลาดนี้คือ ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ และขนานนามว่าเป็น ไข้หวัดสเปน ตั้งแต่นั้นมา
พิษสงที่ร้ายแรงที่สุดของ โรคประหลาด ในช่วงเวลานั้นซึ่งเป็นเวลาของการทำสงคราม คือ กลุ่มผู้ติดเชื้อ ส่วนใหญ่ พบว่าเป็นเหล่าทหารหลากหลายเชื้อชาติ ทั้ง สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สเปน อังกฤษ แต่ในตอนนั้น มีคำสั่งจากกองทัพให้ปิดข่าวนี้ เพราะเชื่อว่าถ้าข่าวนี้เผยแพร่ออกไปจะเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของทั้งประชาชน เหล่าทหารด้วยกัน ไปจนถึงการเผยจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามรู้
แต่เพราะ การปิดข่าว นี้เอง ที่ทำให้มหันตภัยโรคระบาดครั้งนี้ จมดิ่งสู่หุบเหวแห่งความเลวร้ายแบบไม่มีใครคาดคิด

หายนะ กระจายไปเร็วกว่าที่คิด เพราะ “การปิดข่าว”

เพราะข่าวสารเรื่องการติดเชื้อโรคประหลาดที่ต่อมารู้ว่าเป็น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หรือ ไข้หวัดสเปน ถูกปิดนี่เอง ที่เป็นเสมือนการเปิดประตูให้หายนะระลอกใหญ่ถาโถมเข้ามายังชาวโลกแบบไม่ทันตั้งตัว
เนื่องจากหลังจากโรคระบาดนี้เริ่มแพร่เชื้อได้ไม่นาน ทหารทั้งฝั่งสัมพันธมิตรและฝ่ายมหาอำนาจกลาง ได้มีช่วงหยุดพักและทยอยกันกลับภูมิลำเนาของตนเอง และได้เอาเชื้อโรคร้ายนี้ติดตัวไปแพร่ให้กับคนในครอบครัวและคนในชุมชนโดยไม่ได้ตั้งใจ

จากต้นกำเนิดที่ทหารอเมริกันในบอสตันติดเชื้อ ไข้หวัดสเปน เพียงไม่กี่คน ขยายสู่คนทั่วโลก โดยจุดพีคเกิดขึ้นในปี 1919 ที่ในอเมริกามีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไปถึง 7.5 แสนคน

และต่อมาตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากโรคนี้ ทะยานสูงขึ้นแตะ 50 ล้านคน โดยผู้เสียชีวิตกระจายอยู่ในทวีปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป แอฟริกา และในเอเชียเองด้วย

แค่ในประเทศอินเดีย ซึ่งในเวลานั้นเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ ก็มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 18 ล้านคน สาเหตุที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตสูงเพราะมีผู้ติดเชื้อปะปนอยู่ในผู้โดยสารจากเรือที่กลับจากสงครามโลก ซึ่งจอดเทียบท่าที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย
เพราะฉะนั้น การปิดข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อตอนไข้หวัดสเปนระบาด แม้จะเป็นการกระทำในระดับชาติอย่างที่กล่าวมา แต่ผลลัพธ์ของการตัดสินใจอันผิดพลาดนี้ชัดเจน และยิ่งซ้ำเติมให้โรคนี้พัฒนาเป็นโรคระบาดคร่าชีวิตคนทั่วโลก

เมื่อเทียบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตอนนี้ การปิดข่าว ก็ไม่ต่างอะไรกับการปิดบังความจริง ของผู้ป่วยที่รู้ตัวเองว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือมีอาการต้องสงสัยว่าติดเชื้อ เพราะมีประวัติใกล้ชิด ติดต่อ กับผู้ติดเชื้อแต่ไม่ยอมบอกข้อมูลกับบุคลากรทางการแพทย์ หรือคนใกล้ตัว

ส่วนหนึ่ง อาจกลัวและกังวลว่าจะมีปฏิกิริยารังเกียจจากคนใกล้ตัว หรือถ้าบอกข้อมูลให้บุคลากรทางการแพทย์รู้ ก็ย่อมถูกกักตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล หรือต้องกักตัวอยู่ในบ้าน (Self-quarantine) และเมื่อไม่บอก ก็ทำให้คนรอบข้างและบุคลากรการแพทย์เสี่ยงติดเชื้อไปโดยปริยาย
ดังนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง และสังคมส่วนรวม ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการหยุดการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ทุกคนจึงควรตระหนักและมีความรับผิดชอบที่จะบอกความจริงตรงนี้ด้วยความกล้าหาญ

ถอดบทเรียน ความจริงที่ไข้หวัดสเปน 1918 บอกแก่ชาวโลก “อย่าประเมินศักยภาพของเชื้อไวรัสร้ายต่ำไป”

นอกเหนือจากการปิดบังความจริงที่ไม่ควรทำ ซึ่งเป็นบทเรียนจากการปิดข่าวของทางกองทัพฯ เมื่อครั้งไข้หวัดสเปนระบาดในศตวรรษที่แล้ว โรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ยังได้สอนบทเรียนเพิ่มเติมเรื่อง ความไม่ประมาท ด้วย
เพราะการระบาดของไข้หวัดสเปนนั้น มี 2 ระลอก
ระลอกแรกเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมีการระบุว่า สายพันธุ์ของไวรัสที่ก่อโรคไข้หวัดสเปนในระลอกแรกนั้น ยังไม่ร้ายกาจเท่าสายพันธุ์ไวรัสที่ระบาดในระลอกที่สอง
ว่ากันว่า อาการของผู้ป่วยไข้หวัดสเปน ระลอกแรกนั้น ถ้าผู้ป่วยมีอายุน้อย เมื่อได้รับการรักษา ร่างกายจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและหายได้เอง
แต่ไข้หวัดสเปนที่กลับมาระบาดอีกครั้งในระลอกที่สอง กลับเป็นสายพันธุ์ที่ “ฆ่าไม่ตาย” อึด และทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการทรุดหนัก รุนแรง จนกระทั่งเสียชีวิตได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ที่ระบาดในระลอกแรกมาก
หากเชื้อไวรัสก่อโรคไข้หวัดสเปนสามารถพูดได้ คงจะอยากบอกทุกคนในยุคนั้นว่า “อย่าประเมินศักยภาพของฉันต่ำไป”
และไม่จบแค่นั้น เพราะการประเมินศักยภาพของเชื้อไวรัสร้ายตัวนี้ต่ำไปนี่เอง ที่ทำให้ผู้คนยังคงใช้ชีวิตกันแบบปกติทั่วไป ทำกิจกรรม เดินทางไปร่วมงานรื่นเริง ปฏิบัติตัวเหมือนกับว่าไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดอยู่เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเท่านั้น ความประมาทนี้จึงนำไปสู่การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสก่อไข้หวัดสเปนไปทั่วอเมริกาในยามนั้น

ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐพิตส์เบิร์ก มลรัฐฟิลาเดลเฟีย

นายแพทย์ผู้รับผิดชอบในการสั่งการและตัดสินใจทุกมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดสเปนในเวลานั้น ได้ตัดสินใจที่จะเดินหน้าจัดงานเดินพาเหรดประจำปีในเมืองดังกล่าว ทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาของการป้องกันโรคระบาด เพราะเห็นว่าสถานการณ์ในเมืองยังไม่ตึงเครียด ผู้ติดเชื้อยังมีไม่มาก แถมยังมองว่า ไข้หวัดสเปนเป็นเพียงแค่ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเท่านั้น

หายนะของการตัดสินใจผิดพลาดนี้เกิดขึ้นในอีก 10 วันต่อมา จำนวนผู้ติดเชื้อในเมืองและมลรัฐนี้เพิ่มขึ้นถึง 2 แสนคน สาเหตุหลักเพราะมีผู้ติดเชื้อเข้ามาร่วมขบวนพาเหรดที่จัดขึ้น และต่อมาอีกไม่นาน ปรากฏว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในเมืองนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 15,000 คน ทีเดียว
นี่เองเป็นสาเหตุที่ในตอนนี้ ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมาตรการป้องกัน สกัดการติดเชื้อโควิด-19 เน้นย้ำหนักหนา ให้ทุกคนอยู่บ้านหยุดเชื้อ เพราะเจ้าเชื้อไวรัส-19 นี้ไม่ใช่เพื่อนเล่นที่ทุกคนจะล้อเล่นกับพี่เขาได้นั่นเอง
มาในปัจจุบัน ที่เชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังแผลงฤทธิ์อยู่ในขณะนี้ ก็มีสถานการณ์ที่สมควรนำมาเป็นบทเรียนในการรับมือกับโรคระบาดอย่างรัดกุมกว่านี้ นั่นคือ ในช่วงที่การระบาดที่จีนยังไม่สงบ ด้าน ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ แถลงข่าวตอบโต้กระแสการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ว่า ไม่อยากให้ทุกฝ่ายตื่นตกใจ เพราะเจ้าเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ ก่อโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่ธรรมดา และเชื้อจะหายไปเองในเดือนเมษายนที่มีอากาศอุ่นขึ้น
พร้อมกับแนวคิดเช่นนี้ ทรัมป์ได้ประกาศปิดหน่วยงานที่ดูแลด้านความมั่นคงระบบสาธารณสุข และปรับลดบุคลากรป้องกันเรื่องโรคระบาด เพราะเห็นว่าทั้งหน่วยงานและตำแหน่งเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผลลัพธ์ที่เกิดจากแนวคิดที่หลงผิดนี้ คงไม่ต้องบอกว่าคืออะไร เพราะ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2020 ยอดผู้ติดเชื้อในอเมริกาพุ่งสูงไปถึง 164,359 คน และมีผู้เสียชีวิต 3,173 คนแล้ว
บทเรียนนี้ยังสะท้อนได้จากนานาประเทศที่สบประมาทและดูถูกอิทธิฤทธิ์ของเจ้าไวรัสตัวนี้ โดยอนุญาตให้จัดงาน จัดกิจกรรม มหกรรม ไปจนถึงพิธีกรรมทางศาสนา ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นการเพิ่มโอกาสในการแพร่เชื้อ เพราะมีคนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็น การจัดพิธีทางศาสนาที่โบสถ์ลัทธิชินชอนจิในเกาหลีใต้ การจัดพิธีทางศาสนาในมัสยิดที่มาเลเซีย ไปจนถึงการแข่งขันมวยนัดพิเศษที่สนามมวยลุมพินีที่บ้านเรา ล้วนเข้าทำนอง “ความประมาทเป็นหนทางสู่ความตายทั้งสิ้น”

คิดก่อนออกมาตรการ เพราะผลจากมาตรการอาจซ้ำเติมให้วิกฤตแย่ลง

ภาพของประชาชนที่ไปแออัดกันอยู่ที่สถานีขนส่งหมอชิตเพื่อรอกลับบ้าน หลังภาครัฐประกาศมาตรการปิดร้านค้า ห้างสรรพสินค้า หรือปิดสถานที่ให้บริการด้านต่างๆ ทำให้พวกเขาขาดรายได้ไปโดยปริยาย

หรือล่าสุด ภาพของชาวอินเดียนับแสนคนที่พากันเดินทางกลับภูมิลำเนา เพราะทางการอินเดียประกาศล็อคดาวน์ ห้ามทุกคนออกจากบ้าน เพื่อต่อสู้กับการระบาดของไวรัสโควิด-19 นานถึง 21 วัน
ทั้งสองสถานการณ์นี้ ล้วนเป็นผลลัพธ์จากการประกาศมาตรการชะลอการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยปราศจากการเตรียมมาตรการรองรับการที่ประชาชน โดยเฉพาะลูกจ้างทั้งรายวันและรายเดือนจะต้องขาดรายได้กะทันหัน
บ้าน จึงเป็นคำตอบสุดท้ายที่ทุกคนต่างคิดถึง 
โดยหลงลืมไปว่า การไปรวมตัวกันเพื่อเดินทางกลับบ้านนั้น เป็นการพาตัวเองไปเสี่ยงติดเชื้อโรคร้ายโดยไม่รู้ตัว

นอกเหนือจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และเงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคน ซึ่งส่งผลให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาแล้ว บทเรียนหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ การประกาศมาตรการเยียวยาการขาดรายได้ที่ออกมาไม่ทันการณ์ ทำให้ประชาชนเหล่านี้ต้องเฮโลกันกลับบ้าน พาเชื้อไปแพร่ให้กับญาติ คนในครอบครัว ในต่างจังหวัดโดยไม่ได้ตั้งใจ

แม้ว่าตอนนี้ ประเทศไทยจะมีมาตรการเยียวยาการขาดรายได้ของประชาชน โดยจะจ่ายให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการระบาดของโควิด-19 คนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน แต่ก็ดูเหมือนว่าเงินจำนวนนี้มาไม่ทันความต้องการใช้เงินเพื่อเลี้ยงปากท้องของตนเองและครอบครัว
ตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็เปรียบได้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่ ไข้หวัดสเปน ระบาดเมื่อ 1 ศตวรรษที่ผ่านมา ดังที่เกริ่นไปแล้วว่า การประเมินความร้ายแรงของการระบาดต่ำเกินไป ทำให้ผู้คนตอนนั้นขาดความรู้ ความระมัดระวัง และสติ ที่จะคิดได้ว่าการเดินทางกลับภูมิลำเนา จะเป็นสาเหตุทำให้ตนเองเป็นพาหะของโรค ทำให้คนในครอบครัว คนในชุมชน ติดเชื้อโดยไม่ได้ตั้งใจ
ถึงตรงนี้ หากมองการระบาดของ ไข้หวัดสเปน ในปี 1918 ว่าเป็น “บทเรียน” เหมือนที่เราจั่วหัวไว้ข้างต้น ในห้วงเวลานี้ ทุกหน่วยงาน ทุกฝ่าย รวมถึงประชาชนทุกคน คงต้องหยิบบทเรียนนี้มาศึกษา เรียนรู้ และถอดรหัส ออกมาเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้มหันตภัยโรคระบาดทวีความรุนแรงและเลวร้าย ซ้ำรอยประวัติศาสตร์อีกเลย

ที่มา :  


อัปเดตบทความน่าอ่านอีกหลากหลายด้าน ในคอลัมน์ล่าสุด ‘COVID-19 Update’ ที่เปิดมาเพื่อนำเสนอความรู้ดีๆ ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

ถอดรหัส เคลียร์ชัด ใครได้รับ ‘เงินเยียวยาโควิด-19 5,000 บาท’ บ้าง?

9+4 ‘เคล็ดลับดูแลใจ ฝ่าวิกฤตโควิด-19’ จาก ราชวิทยาลัยจิตแพทย์ฯ นำไปปรับใช้จริง สร้างจิตใจแจ่มใส ไม่ไร้สติ

ปรับแผนการตลาด ฉีดวัคซีนธุรกิจ เดินหน้าฝ่ากระแส COVID-19

วิกฤตโควิดรุมเร้า มุ่งฝ่าความมืดไปด้วยกัน เพื่อก้าวสู่ความสุขสว่างข้างหน้า