อัปเดตมาตรการ ‘การเว้นระยะห่างทางกายภาพ Physical distancing’ ที่ WHO ใช้แทน Social distancing ทางรอดของมนุษยชาติจากวิกฤตโควิด-19

1694

ที่ผ่านมา #ห่างกันสักพัก กลายเป็นแฮชแท็กยอดฮิตในช่วง “อยู่บ้าน หยุดชื้อ เพื่อชาติ” ไปแล้ว เพื่อสื่อถึงความร่วมมือกันใน ‘การเว้นระยะห่างทางสังคม Social distancing’ แต่มาในวันนี้ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้มีมติให้ปรับเปลี่ยนคำนิยามมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยคำใหม่ ‘การเว้นระยะห่างทางกายภาพ Physical distancing’

โดยให้เหตุผลว่า ในภาวะที่เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกนี้ การเว้นระยะห่างระหว่างกัน เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดหรือเลิกสังสรรค์ทางสังคมกับครอบครัวหรือคนที่เรารักไปเลย แค่ขอให้คง การเว้นระยะห่างทางกายภาพ Physical distancing ก็พอ
Dr. Maria Kerkhove นักระบาดวิทยาขององค์กรอนามัยโลก ได้อธิบายเพิ่มเติมในกรณีนี้ไว้ว่า การที่องค์กรอนามัยโลกมีมติให้เปลี่ยนเป็นคำว่า ‘การเว้นระยะห่างทางสังคม Social distancing’ เป็น ‘การเว้นระยะห่างทางกายภาพ Physical distancing’ ก็เพื่อสื่อสารให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่า
“ประชาชนยังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันได้เหมือนเดิมผ่านเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่ก้าวหน้าไปมากจนเราไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดกันแบบอยู่ในห้องหรือในที่เดียวกันเพื่อพูดคุยกันแล้ว”
Dr. Maria Kerkhove นักระบาดวิทยาขององค์กรอนามัยโลก

“เราจึงพยายามเปลี่ยนคำที่ใช้สื่อถึงมาตรการป้องกันฯตลอดช่วงการแพร่ระบาดนี้ จาก การเว้นระยะห่างทางสังคม เป็น การเว้นระยะห่างทางกายภาพ เพราะเราต้องการให้ผู้คนยังคงเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกันเหมือนเดิม โดยมองว่าคำนิยามใหม่นี้สื่อความหมายเป็นบวกต่อสุขภาพจิต เนื่องจากในช่วงเวลานี้สุขภาพใจมีความสำคัญไม่น้อยกว่าสุขภาพที่ต้องดูแลเลย”


มิติที่ซ่อนอยู่ในนิยามใหม่ ‘การเว้นระยะห่างทางกายภาพ Physical distancing’

ที่ผ่านมา กระแสของการเว้นระยะห่างทางสังคม เกิดขึ้นพร้อมกับการแพร่ระบาดของเชื้อที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมาตรการนี้ใช้ตอบสนองโดยตรงกับข้อเท็จจริงที่ว่า เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แพร่กระจายผ่านละอองฝอยเวลาไอหรือจาม ดังนั้น คนในสังคมจึงควรรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยเพื่อช่วยลดการแพร่เชื้อระหว่างกัน
โดย WHO แนะนำให้ประชาชนทั่วไปอยู่ห่างกันหนึ่งเมตรขึ้นไป ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขแนะนำว่า ควรรักษาระยะห่างอย่างน้อยสองเมตรขึ้นไป
ทั้งนี้ คำแนะนำของ WHO ก็สอดคล้องกับ 7 มาตรการ เพื่อเว้นระยะห่างป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่นำเสนอโดย อาจารย์แพทย์หญิงรพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ด ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งถึงแม้ว่า WHO จะเปลี่ยนคำนิยามเป็น การเว้นระยะห่างทางกายภาพ แต่คำแนะนำนี้ก็ยังสามารถใช้เป็นทางปฏิบัติของผู้คนในสังคมในช่วงเวลานี้ได้ ดังนี้
  1. ยืน นั่ง ห่างกัน 1.5-2 เมตร
  2. งดรวมตัวกันในสถานศึกษา ที่ทำงาน ร้านอาหาร สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือสถานบันเทิงต่างๆ
  3. รับประทานอาหารที่เป็นชุดสำหรับกินคนเดียว หลีกเลี่ยงการร่วมสำรับอาหารกับผู้อื่น
  4. เปลี่ยนระบบการทำธุรกิจไปใช้ทางออนไลน์ และติดต่อทางโทรศัพท์เป็นหลัก
  5. ปรับเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์แทนการเรียนในชั้นเรียน และเลี่ยงการจัดประชุมใหญ่ที่มีการรวมคนเป็นจำนวนมาก
  6. จัดให้จองหนังสือออนไลน์ในห้องสมุด หรืออ่านแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-book)
  7. ลดความหนาแน่นในลิฟท์ด้วยการใช้เฉพาะจำเป็น เน้นการเดินขึ้นลงบันไดแทนให้ได้มากที่สุด
จากข้อปฏิบัติที่กล่าวมานี้ ก็มาเน้นย้ำได้อีกต่อหนึ่งว่า คำว่า ‘การเว้นระยะห่างทางสังคม’ ฟังดูเหมือนกับการหยุดติดต่อสื่อสารกันไปเลย ทั้งที่ในทางปฏิบัติไม่ควรเป็นเช่นนั้น แค่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีติดต่อสื่อสารใหม่ ที่ป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อให้กันมากกว่า
“ยิ่งในช่วงเวลาที่คนทั่วโลกประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก เรายิ่งควรพูดคุยติดต่อกันไว้ในระหว่างที่ต้องห่างกัน เพื่อไม่ให้เกิดความหมองหม่นทางจิตใจมากเกินไปนัก” ศาสตราจารย์เจเรมี ฟรีเซ่ อาจารย์ด้านสังคมวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด ให้มุมมองที่น่าสนใจ

“เราจำเป็นต้องรักษาระยะห่างระหว่างกันเพื่อช่วยดูแลสุขภาพกายของคนอื่น แต่เรื่องการดูแลสุขภาพใจก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน และในช่วงเวลาแห่งวิกฤตเช่นนี้ ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ตรงเป้า ป้องกันความเข้าใจผิด และผลลัพธ์ที่พึงประสงค์อย่าง ภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพใจ ทำให้ผู้คนเสียกำลังใจได้” ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยากล่าวในที่สุด

ด้าน ศาสตราจารย์มาร์ติน บูเออร์ อาจารย์ประจำด้านจิตวิทยาสังคม วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ลอนดอน ก็ได้แสดงความชื่นชมกับการเปลี่ยนการใช้คำศัพท์นี้ของ WHO

“โดยส่วนตัว รู้สึกมานานแล้วว่า Social distancing หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม ไม่น่าจะใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไหร่ที่เราจะใช้นิยาม ‘การรักษาระยะห่างระหว่างกัน’ ในวิกฤตการระบาดของเชื้อควิด-19 นี้ ทั้งที่เราต้องการหมายถึง การเว้นระยะให้ห่างกันทางกายภาพ”

“ระยะห่างทางกายภาพสามารถวัดได้เป็นเมตรหรือเซนติเมตร มันเป็นระยะห่างในเชิงภูมิศาสตร์ระหว่าง นาย ก. และ นาย ข. ในขณะที่ ‘การเว้นระยะห่างทางสังคม’ จริงๆเป็นเรื่องของระยะทางสังคมที่มีขอบเขตระหว่างกัน จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องแยกความแตกต่างระหว่างสองคำนี้ให้ออก”
“เพราะในช่วงเวลานี้เราต้องการความชัดเจนเพื่อเป็นทางปฏิบัติให้คนทั่วโลก การเว้นระยะห่างทางกายภาพ อย่างน้อยก็ต้อง 1.5 ถึง2 เมตร แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการให้ผู้คนยังสังคมกันเหมือนเดิม” ศาสตราจารย์บูเออร์gohopheในที่สุด

ทำไม การรักษาระยะห่างระหว่างกัน ถึงเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

ที่ผ่านมา มีงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ โดยนักวิจัยได้รับทุนจาก NIH-funded researchers ซึ่งผู้วิจัยได้พยายามค้นหาคำตอบว่า ทำไมการรักษาระยะห่างระหว่างกัน หรือ ‘การเว้นระยะห่างทางกายภาพ Physical distancing’ ตามนิยามใหม่ ถึงกลายเป็นความหวังที่จะชะลอการแพร่ระบาดไวรัสตัวนี้ได้

โดยนักวิจัยได้ไปศึกษาจากเอกสารย้อนกลับไปดูข้อมูลตั้งแต่ เดือนมกราคม 2563 จากนั้นจึงทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของการแพร่กระจายของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศจีน พบว่า ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโคโรน่า ทุกกรณีของจีน มีแนวโน้มว่าจะมีอีก 5-10 คน ที่ตรวจไม่พบว่า “ติดเชื้อ”
สรุปง่ายๆว่า มีผู้ที่ติดเชื้อแต่ตรวจไม่พบจำนวนไม่น้อย แต่หลังจากจีน ‘จำกัด’ การเดินทาง และใช้มาตรการรักษาระยะห่างระหว่างกัน การแพร่กระจายของ COVID-19 ก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามมาตรการการเว้นระยะห่างทางกายภาพ โดยเฉพาะในชีวิตประจำวัน ยังคงเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้
อย่างไรก็ดี การดำเนินมาตรการนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนและจิตสำนึกของทุกคนในการรับผิดชอบต่อส่วนร่วม ไม่พาตัวเองไปเสี่ยงหรือรับเชื้อ ซึ่งถ้าทำได้ ก็เหมือนเป็นการค่อยๆประกาศชัยชนะอยู่เหนือเชื้อไวรัสร้ายนี้แบบเงียบๆแบบไม่ให้เชื้อโรครู้ตัว
และที่ผ่านมาใช้ได้ผลดีมากในการลดอัตราการแพร่ระบาดอย่างได้ผลในประเทศจีน และในอีกหลายประเทศ ที่นำมาตรการนี้ไปใช้อย่างจริงจัง
รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงลิซ่า มาลากริส ( Lisa Maragakis)  ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการป้องกันการติดเชื้อระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้น (Johns Hopkins) ให้ความหมายมาตรการรักษาระยะห่างระหว่างกัน หรือ การเว้นระยะห่างทางกายภาพเพิ่มเติม โดยหยิบยกเอาสถานการณ์ในปัจจุบันมาประกอบว่า

“ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องน่าหดหู่ น่าเสียดาย และผิดหวังที่ทั่วโลกต้องยกเลิกการแข่งขันกีฬา ยกเลิกเทศกาล และการชุมนุมต่างๆจำนวนมาก ด้วยเหตุผลด้านสาธารณสุข แต่เราต้องยอมรับความจริงว่าการยกเลิกกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยหยุด หรือชะลอการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 ได้”

“ทั้งยังส่งผลทางอ้อมให้ระบบการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศต่างๆ สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยให้หาย และลดความตึงเครียดของบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมีนัยสำคัญ”
“เพราะมีผลการวิจัยยืนยันแล้วว่าการอยู่ห่างกันอย่างน้อย 6 ฟุต หรือ 2 เมตร จะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อ COVID-19 ได้จริง หากผู้คนร่วมมือกัน”

เทคนิคของแถม รู้ได้อย่างไรว่า ได้เว้นระยะห่าง 2 เมตร แล้ว

ใครหลายคน อาจมีคำถามต่อคำแนะนำในมาตรการการเว้นระยะห่างทางกายภาพ ข้อที่ว่า “ให้เว้นระยะห่างกันประมาณ 2 เมตร” แล้ว 2 เมตร จะกะระยะได้อย่างไร เพราะสำหรับคนทั่วไปแล้ว การกะระยะห่าง 2 เมตรให้ได้ใกล้เคียงหรือแม่นยำแบบเป๊ะๆอาจไม่ใช่เรื่องง่าย

ลอรา ฟอสเตอร์ ผู้สื่อข่าวสายสุขภาพของบีบีซีมีคำแนะนำง่ายๆ ในการกะระยะห่างทางสังคม โดยเปรียบเทียบกับกิจกรรมและการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คน ดังนี้
  • การเว้นระยะห่างทางสังคม 2 เมตร เทียบได้กับระยะประมาณ 3 ก้าว (มันมีระยะห่างพอที่จะวางเตียง 1 หลัง หรือรถเข็นซื้อของ 2 คันไว้ระหว่างคุณกับผู้อื่น)
  • หากคุณถือแปรงขัดพื้นด้ามยาวก็จะแตะอีกฝ่ายไม่ถึง หรือมีระยะประมาณครึ่งหนึ่งของช่องจอดรถยนต์ หรือม้านั่งยาว 2 ตัว
  • คุณอาจต้องเดินออกนอกบาทวิถี หรือข้ามไปเดินอีกฝั่งของถนนเพื่อรักษาระยะห่างนี้ไว้
  • ควรเว้นระยะห่างทั้งด้านหน้าและด้านหลังคุณเมื่อขึ้นรถโดยสารสาธารณะ
  • เว้นระยะห่างกันราว 4 ช่วงเก้าอี้ เมื่อทำงานอยู่ในออฟฟิศ
  • อย่ายืนมุงกันที่ทางเดินระหว่างชั้นวางสินค้า และอย่ายืนติดกันจนเกินไปเมื่อรอจ่ายเงินในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านค้า
  • หากใช้บริการส่งสินค้าถึงบ้าน ให้พนักงานส่งสินค้าวางของไว้ที่หน้าประตูทางเข้าบ้าน
  • หากคุณยังไม่แน่ใจว่าได้รักษาระยะห่างเพียงพอแล้วหรือไม่ ก็ควรถอยห่างออกไปโดยอัตโนมัติอีกสักหน่อย

ที่มา :


“เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” มีอีกหลายเทคนิครับมือการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คลิกอ่านต่อเลย 

9+4 ‘เคล็ดลับดูแลใจ ฝ่าวิกฤตโควิด-19’ จาก ราชวิทยาลัยจิตแพทย์ฯ นำไปปรับใช้จริง สร้างจิตใจแจ่มใส ไม่ไร้สติ

ส่องแผนรับมือ COVID-19 ‘เกาหลีใต้’ ทำอย่างไรถึงเอาอยู่

โรคระบาดครั้งใหญ่ สอนให้รู้ว่า จีนใช้ 5G แก้ปัญหาและพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างไร

รู้ไหมว่า หัวหน้ากังวลเรื่องไหน พนักงานต้องการอะไรในช่วง Work from Home?

1 COMMENT

Comments are closed.