COVID-19 Global Report Vol.8

776
COVID-19 Global Report

‘ไอร์แลนด์’ ผนึกโรงพยาบาลเอกชน ร่วมสู้ COVID-19

Leo Varadkar นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐไอร์แลนด์ ประกาศให้โรงพยาบาลเอกชนทั้ง 19 แห่งของประเทศ ร่วมเป็นกำลังสำคัญกับโรงพยาบาลรัฐในการดูแลรักษาผู้ป่วย COVID-19 โดยโรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้ มีเตียงผู้ป่วยรวมกันราว 2,000 เตียง มีเครื่องช่วยหายใจ 194 เครื่อง และมีห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ 9 ห้อง โดยจำนวนเตียงผู้ป่วยคิดเป็น 18% ของเตียงผู้ป่วยทั้งหมดในระบบสาธารณสุของไอร์แลนด์ที่มีอยู่ 11,000 เตียง
โดยการผนึกกำลังนี้ ในเบื้องต้นจะมีระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน และสามารถขยายกรอบเวลาออกไปได้อีกตามแต่รัฐบาลจะกำหนด และรัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด
ทั้งนี้ ไอร์แลนด์เชื่อว่าหนทางเดียวที่จะต่อสู้กับมหันตภัยครั้งนี้ได้ ทุกคนต้องให้ความช่วยเหลือกันอย่างไม่เกี่ยงงอน โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

3M ยืนยันทุ่มสรรพกำลังการผลิตเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ก่อน

ในฐานะผู้ผลิตหน้ากากอนามัยรายใหญ่ของโลก Mike Roman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 3Mกล่าวว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ไปทั่วโลกในขณะนี้ 3M ได้ปรับกระบวนทัพและจัดสรรทรัพยากรใหม่เพื่อเร่งผลิตเวชภัณฑ์ เช่น หน้ากากอนามัย ให้เพียงพอกับความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นด่านหน้าที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากกว่าใคร โดยในสหรัฐอเมริกา 90% ของหน้ากากอนามัยของบริษัทฯ จะถูกส่งให้กับบุคลากรทางการแทพย์ ที่เหลือจะแบ่งสรรปันส่วนให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่จำเป็นจะต้องใช้รองลงมา เช่น อุตสาหกรรมอาหาร
“เรายังคงดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขวิกฤตินี้จากทุกมุมมอง และทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เพื่อปกป้องวีรบุรุษเสื้อกาวน์ ทั้งแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้าทุกคน โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเราได้เพิ่มกำลังการผลิตถึง 2 เท่า โดยผลิตหน้ากากอนามัย N95 ถึง 1,100ล้านชิ่้นต่อปี หรือ 100 ล้านชิ้นต่อเดือน ซึ่งจำนวนนี้รวมถึง 35 ล้านชิ้นต่อเดือนในสหรัฐอเมริกา และในช่วง 7 วันที่ผ่านมาเราได้ส่งมอบหน้ากากอนามัยN95 10 ล้านชิ้นไปยังสถานพยาบาลในทุกรัฐทั่วประเทศนอกจากนี้ยังเตรียมลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต 2 เท่าอีกครั้ง ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ผลิตได้ถึง 2,000 พันล้านชิ้นต่อปี ในอีก 12 เดือนข้างหน้า และจะมีจำหน่ายออนไลน์ภายใน 60-90 วัน”
ขอความร่วมมือคนไทยในโตเกียว พักก่อน! อย่าเพิ่งไปชมซากุระ
แม้ญี่ปุ่นจะยกเลิกฟรีวีซ่าประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว แต่ยังมีคนไทยที่พํานักในกรุงโตเกียวอยู่เป็นจำนวนมาก และสืบเนื่องจากการที่มีจํานวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยมีกรุงโตเกียวเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาด ซึ่งข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 2 เมษายน 2563 มีผู้ติดเชื้อ 2,384 ราย และเสียชีวิต 57 ราย
สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงขอความร่วมมือคนไทยในกรุงโตเกียวปฏิบัติตามแถลงการณ์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 ของนาง KOIKE Yuriko ซึ่งขอความร่วมมือจากประชาชนจนถึงวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2563 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว (overshooting) ดังนี้
  • 1. ทํางานที่บ้านในวันธรรมดา (จันทร์-ศุกร์) หากสามารถทําได้
  • 2. หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงกลางคืน และหลีกเลี่ยงร้านอาหารที่ขายสุรา ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ดึกจนถึงเช้า เช่น ร้านคาราโอเกะ Livehouse (บาร์ชมดนตรีสด) บาร์และไนท์คลับ เป็นต้น
  • 3. หลีกเลี่ยงการออกไปนอกบ้านโดยไม่จําเป็น
  • 4. ไม่ไปปิกนิกชมดอกซากุระ
สําหรับผู้ที่พํานักในจังหวัดรอบข้างกรุงโตเกียว เช่น คานากาวะ ชิบะ ไซตามะ และยามานาชิ ขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จําเป็นไปยังกรุงโตเกียว รวมถึงติดตามข่าวสารและปฏิบัติ ตามคําแนะนําของทางการท้องถิ่นอย่างเคร่งครัดผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว
สถาปนิกเยอรมนี ผุดไอเดียเด็ด เสนอเปลี่ยนสนามบินเป็นโรงพยาบาล
Opposite Office บริษัทสถาปนิกเยอรมนี โดย Benedikt Hartl เสนอรัฐบาลเยอรมนีเปลี่ยน Brandenburg สนามบินเบอร์ลินเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เพื่อรับมือกับ COVID-19 โดยสนามบินแห่งนี้ถูกแปะป้าย “อยู่ระหว่างการก่อสร้าง” มาตั้งแต่ปี 2006 และมีแผนเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2011 แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากการก่อสร้างที่ล่าช้าและต้นทุนบานปลาย
เขาเห็นว่าสถานการณ์เลวร้ายในอิตาลี และสเปน เป็นสิ่งที่เยอรมนีกำลังจะต้องเผชิญในไม่ช้า เพราะ ณ วันที่ 2 เมษายน 2563 เยอรมนีมีผู้ติดเชื้อสูงสุดอันดับ 4 ของโลก ด้วยจำนวน 83,459 ราย และเสียชีวิต 1,048 ราย แต่ก็ยังพอมีเวลาที่จะเตรียมการรับมือ เช่นเดียวกับที่จีนสร้างโรงพยาบาลเฉพาะกิจขนาด 1,000 เตียงที่อู่ฮั่น และในเมื่อไม่มีความจำเป็นใด ๆ ในขณะนี้ที่เบอร์ลินจะต้องใช้สนามบินแห่งใหม่ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จสักที จึงควรจะเปลี่ยนสนามบินแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่จะเพิ่มสูงขึ้น และด้วยสถานที่ตั้งที่อยู่ไกลชุมชน และเฉพาะตัวอาคารหลักที่มีขนาดถึง 220,000 ตารางเมตร ก็กว้างใหญ่พอที่จะใช้เป็นพื้นที่ฉุกเฉิกทางการแพทย์ โดยวางแผงเหล็กโค้งเรียงรายสลับกันเป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับรักษาผู้ป่วยแต่ละคนได้ และผู้ป่วยก็จะได้มีพื้นที่ผ่อนคลายด้วย
อีกไม่นานคงได้รู้กันว่า การวางแผนที่ผิดพลาดในอดีต จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องในปัจจุบันหรือไม่
‘วิมเบิลดัน’ ไปต่อไม่ไหว ขอแข่งปีหน้าเลยแล้วกัน
นับเป็นอีกหนึ่งเมกะอีเวนท์กีฬาระดับโลกที่ต้องแพ้พ่ายต่อ COVID-19 เมื่อ ‘วิมเบิลดัน’ รายการเทนนิสแกรนด์สแลมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่เริ่มแข่งครั้งแรกในปี 1877 หรือเมื่อ 143 ปีที่แล้ว ประกาศยกเลิกการแข่งขันในปีนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากกำหนดการเดิมที่จะจัดในวันที่ 29 มิถุนายน -11 กรกฎาคม 2020 โดยสมาคม All England Tennis Club (AELTC) ผู้จัดการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน ต้องยกเลิกเพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชน โดยจะกลับมาแข่งขันอีกครั้งในปีหน้า นับเป็นการยกเลิกการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดันครั้งแรกตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ที่ถูกยกเลิกไปในปี 1940-1945 และก่อนหน้านั้นคือถูกยกเลิกในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1915-1918


ทั้งนี้วิมเบิลดัน 2019 มีเงินรางวัลรวม 38 ล้านปอนด์ (ราว 1,547 ล้านบาท) มีผู้เข้าชม500,397 ตลอดระยะเวลาการแข่งขัน 2 สัปดาห์