‘ยุโรป’ โลกเสรีนิยมที่อ่อนกำลังลงเพราะ COVID-19

1281

ไวรัสโควิด-19 กลายเป็นหัวข้อที่กินพื้นที่สื่อมากว่า 3 เดือนแล้วยังไม่มีข้อยุติ หลายคนพยากรณ์ว่าอาจใช้เวลาเกือบปีหนึ่งที่จะทำให้สภาวะอารมณ์ของผู้คนเข้าสู่จุดปกติ อาจกล่าวได้ว่านี่คือภาวะสงครามที่ทั่วโลกเผชิญอยู่ ซึ่งไม่ใช่สงครามระหว่างประเทศ แต่เป็นสงครามต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของพลเมืองในแต่ละรัฐ

การเสียชีวิตของผู้คนในอเมริกาจากไวรัสโควิด-19 นั้น ตัวเลขความสูญเสียมากกว่าการก่อการร้ายในวันที่ 11 กันยายน 2001 ที่ผ่านมา แต่ประเด็นที่เป็นคำถามแก่ผู้คนทั่วโลกคือ ทำไมตะวันตกกลายเป็นผู้อ่อนแอในสนามรบครั้งนี้?

โลกตะวันตกปิดชายแดน ไม่ใช้การเฝ้าระวังแบบดิจิทัล

หากพิจารณาตัวเลขของการสูญเสียแล้ว สามารถตอบได้ว่ากลุ่มแอตแลนติสประสบปัญหาอย่างมากเมื่อเกิดโรคระบาด ทั้ง อิตาลี สเปน เยอรมนี ฮอลแลนด์ อเมริกา ยกเว้น สวีเดน ตรงนี้เป็นกรณีพิเศษที่สวีเดนไม่ได้เป็นแนวเสรีนิยมประชาธิปไตย แต่เป็นแนวสังคมนิยมมากกว่า โดยรากเหง้าทางความคิดของผู้คนที่ผ่านมาหลายทศวรรษส่งผลให้สวีเดนเป็นสังคมที่มีความรับผิดชอบสูง จึงควบคุมหรือมีพฤติกรรมที่ถูกต้อง ทำให้มีผู้ติดเชื้อโดยรวม 4,435 ราย และมีผู้เสียชีวิต 180 ราย
ในทางตรงกันข้าม จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ มีตัวเลขสูญเสียค่อนไปทางน้อยกว่า
มองด้านภูมิรัฐศาสตร์ จีน แสดงถึงวิธีการกำจัดไวรัสอย่างน่าภาคภูมิใจในแบบฉบับของตนและสร้างความหวั่นวิตกให้แก่ตะวันตกอย่างมาก เพราะบริษัทขนาดใหญ่ของจีนสามารถฟื้นตัวจากภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรมได้ร้อยละ 98.6 แสดงสัญญาณการฟื้นตัวอย่างแท้จริง ส่วนกรณีที่ตรวจพบการติดเชื้อก็มีน้อยลงทุกวัน ธุรกิจทยอยกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ความสำเร็จของเอเชียในการต่อสู้กับโรคระบาดนั้นเกี่ยวข้องกับการยอมรับว่า รัฐ อยู่ในฐานะผู้อุปถัมภ์ที่ดีมีความน่าเชื่อถือ ผลงานที่ผ่านมาของรัฐแต่ละยุคนั้น ประชาชนให้การยอมรับ ประชาชนจึงไม่ดื้อรั้นและปฏิบัติตามกฎหมายมากกว่าในยุโรป ต่างจากเกาหลีใต้ เมื่อไม่มีเครื่องช่วยหายใจชนิดพิเศษที่สามารถหยุดไวรัสได้ ก็ไม่มีใครออกมาใช้ถนน

ยุคนี้ไม่ได้ใช้หน้ากากยุโรปแบบดั้งเดิมที่ใช้กันแล้ว แต่เป็นหน้ากากป้องกันด้วยนาโนฟิลเตอร์ซึ่งนักระบาดวิทยาเป็นผู้ใช้ ตอนแรกหน้ากากเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลจีนจึงเร่งดำเนินการผลิตอย่างเร่งด่วน เพราะเห็นว่าเป็นเหมือนเครื่องช่วยหายใจที่ทันสมัยอย่างมากในการยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ต่อมาจีนได้เปิดตัวหน้ากากและเครื่องช่วยหายใจจำนวนมาก และตั้งใจที่จะจัดหาให้ยุโรปและโลกทั้งโลกในเวลาอันสั้นอีกด้วย
ประชาชนจึงมีแนวโน้มที่จะไว้วางใจรัฐมากขึ้น ไม่เพียงแต่ชาวจีนเท่านั้น แต่ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นก็เช่นกัน ทั้งยังใช้ชีวิตประจำวันอยู่ภายใต้กฎที่เข้มงวดกว่าในยุโรป
ปรากฏการณ์ของสิ่งที่เรียกว่า “การเฝ้าระวังทางดิจิทัล” นั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกอย่างชัดเจน ถึง เสรีภาพของการใช้อินเทอร์เน็ต และ การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ตามธรรมเนียมในประเทศเสรีนิยมของตะวันตก ดังนั้น รัฐไม่อาจรวบรวมข้อมูลผู้ใช้ได้อย่างอิสระ แตกต่างจากจีนที่นำระบบมารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประชาชนทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น
ชาวจีนแต่ละคนได้รับการจัดอันดับตาม “พฤติกรรมทางสังคม” ของตนเอง และถูกเฝ้าติดตามทุกช่วงเวลาในชีวิตประจำวัน รวมถึงผู้ติดต่อ ข้อความที่ปรากฏบนเครือข่ายโซเชียลมีเดีย หากใครทำผิดก็จะได้คะแนนเชิงลบและจะได้รับรางวัลสำหรับการละเมิดคำสั่งสาธารณะทุกครั้ง กระทั่งการเปลี่ยนเป็นแสงสีแดงสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการปกครองบนอินเทอร์เน็ต
ในทางตรงกันข้าม ข้อดีสำหรับการซื้ออาหารเพื่อสุขภาพบนอินเทอร์เน็ตและสิ่งที่ “มีประโยชน์” อื่นๆ ก็จะได้คะแนน “บวก” มากพอจะได้รับการเดินทางฟรีหรือเงินกู้แบบอัตราดอกเบี้ยต่ำ ส่วนผู้ที่กระทำผิดอาจตกงานได้
ในจีน “การเชื่อมต่อโดยตรง” ระหว่างผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ และเจ้าหน้าที่ จะทำงานร่วมกันได้อย่างไม่มีที่ติ จึงไม่มีบริบทความเป็นส่วนตัวและมีกล้องวงจรปิดกว่า 200 ล้านตัว ซึ่งส่วนใหญ่มีความสามารถในการจดจำใบหน้าและวัดอุณหภูมิได้ เนื่องจากใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการติดตามพฤติกรรมของประชาชนทุกคน ทั้งในสถานที่สาธารณะ บนถนน ป้ายรถเมล์ และสนามบิน

โครงสร้างพื้นฐานอันทรงพลังทั้งหมดของ “การเฝ้าระวังทางดิจิทัล” นั้น ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัส โดยเมื่อผู้โดยสารที่มีไข้มาถึงปักกิ่ง กล้องจะพาผู้โดยสารไปตามเส้นทางตามคำเตือนที่ขึ้นมาในโทรศัพท์มือถือ แต่หากปฏิเสธการถูกควบคุม มาตรการทางวินัยที่เข้มงวดก็จะรอเขาอยู่
ประชาชนเชื่อมั่นในระบบเตือนภัยดิจิทัลและยังเชื่อมั่นว่าระบบจะช่วยต่อสู้กับโรคระบาดได้ ในขณะที่นักไวรัสวิทยาและนักระบาดวิทยากำลังต่อสู้เพื่อยับยั้งการแพร่กระจาย ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และการสื่อสารของรัฐบาลก็เป็นไปอย่างแข็งขันด้วย
เป็นโลกดิจิทัลใหม่ที่ยุโรปยังไม่ก้าวเข้าไป
เพราะถ้าดูปฎิกิริยาของยุโรปในด้านการตัดสินใจป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส มักใช้วิธียุติการข้ามพรมแดนและประกาศภาวะฉุกเฉิน
วิธีการแบบนี้น่าจะเป็นวิธีการปฏิบัติตามรูปแบบที่ล้าสมัย ดูเก่าแก่ ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ของความตื่นตระหนก และอาจต้องทบทวนแนวคิดเสรีนิยมเสียใหม่ หรืออำนาจนิยมเชิงประเพณีที่อาจจะต้องมีรูปแบบการปกครองแบบใหม่ ซึ่งจะน่าสนใจและดึงดูดอย่างมากหากนำเอามาใช้ในสภาวะฉุกเฉินได้เป็นอย่างดี
จากอัตราการเสียชีวิตจากโรคปอดบวมเพราะเชื้อโควิด-19 ในจีนที่มีไม่ถึง 3% แต่ในอิตาลีกลับสูงเป็น 2 เท่า อิตาลีอาจสร้างรูปแบบเผด็จการของรัฐบาลในอิตาลีเอง กักกันประชากรในประเทศเกือบ 60 ล้านคน ทำให้เสรีภาพในการเดินทางถูกจำกัดอย่างรุนแรงจนถึงวันที่ 3 เมษายน แม้การประชุมใดๆ งานแต่งงาน และงานศพ ก็เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างสมบูรณ์ จำนวนผู้เสียชีวิตก็จะไม่มากอย่างที่เป็นอยู่

ถึงเวลาที่ยุโรปต้องพึ่งพาตนเอง เลิกขอความช่วยเหลือเสียที

การรวมกลุ่มของยุโรปกลายเป็นการปฏิเสธสังคมที่มีความเจริญรุ่งเรือง ภาพที่สดใสของความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค การจัดการที่สมบูรณ์แบบ และการจัดระเบียบของยุโรปก็พังทลายลงในไม่กี่วันที่ไวรัสโควิดระบาด
ในขณะที่รัสเซียกำลังทดสอบวัคซีนโคโรนาไวรัส จีนกำลังกักกันพื้นที่เพื่อไม่ให้มีการติดเชื้อใหม่ อิตาลี ไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ จากยุโรป มีเพียงความช่วยเหลือจากจีน แต่ก็ถูกสกัดกั้นบริเวณพรมแดนสาธารณรัฐเช็ก อิตาลีจึงขอความช่วยเหลือจากรัสเซีย รัสเซียให้การช่วยเหลือด้านทีมแพทย์และพยาบาล อุปกรณ์วินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสและมาตรการฆ่าเชื้อโรค ส่วนอเมริกานั้น บริจาคเงินให้แก่อิตาลี 100 ล้านดอลลาร์

ชาวยุโรปหลายร้อยล้านคนถูกกักขังในอิตาลีและสเปน สองประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากไวรัส

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โรมและมาดริดต้องลดค่าใช้จ่ายด้านยาลง ด้วยเงื่อนไขหลักคือ ให้ความช่วยเหลือแก่บรัสเซลส์ (เบลเยียม) ทั้งที่เศรษฐกิจประเทศก็อยู่ในภาวะยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นสเปน โปรตุเกส อิตาลี และยุโรปใต้อื่นๆ
ผู้ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินก็ถูกบังคับให้ลดค่าใช้จ่าย และเหนือสิ่งอื่นใดคือกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งการลดค่าใช้จ่ายทางสังคมนี้เองที่ทำให้ยุโรปไม่ได้มีการเตรียมตัวที่ดีและปรับรายจ่ายให้เหมาะสมเพื่อเอาชนะในภาวะวิกฤต
ถึงตอนนี้ ประเทศในยุโรปต่างต้องช่วยเหลือตนเองมากที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมาโดยปัจจัยที่คุกคามยุโรปอยู่นั้น คือ การประเมินอะไรเกินความจริง อย่างเช่น กลัวรัสเซียและจีนมากเกินไป ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องโรคระบาดและความเจ็บไข้ป่วย
โดยเฉพาะประเทศที่เข้าร่วมกับอียู อย่างฮังการี บัลแกเรีย รัฐบอลติก ได้ยุติบทบาทการดูแลเรื่องโรงพยาบาลและสุขภาพมากกว่าครึ่งหนึ่ง เนื่องจากผู้คนต้องการทำงานในอียูมากกว่าประเทศของตนเอง เมื่อเกิดปัญหาโรคระบาดจึงขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่สามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ

การค้นหาต้นแบบการพัฒนารัฐที่ประชาชนให้ความน่าเชื่อถือนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับใช้แก้ปัญหาโรคระบาดของทุกรัฐ ซึ่งไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ในภาคปฎิบัตินั้น รัฐที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้ก็จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นและสามารถช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ได้ ยิ่งเมื่อได้รับการร้องขอก็จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในภูมิรัฐศาสตร์โลก ไม่ใช่แค่การสะสมอาวุธเพื่อความมั่นคงที่รัฐศูนย์กลางหรือรัฐอื่นๆ เข้าใจกัน

ถึงตอนนี้ โลกความจริงก็คือ อเมริกาขอร้องให้ทั้งรัสเซียและจีนช่วยแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดอย่างรุนแรง

 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย