3 ปัจจัยลบ กระหน่ำค้าปลีกไทย

568

‘ค้าปลีก’ ก็เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 แม้ร้านสะดวกซื้อและอีคอมเมิร์ซจะถือเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีแนวโน้มว่าจะเติบโตท่ามกลางภาวะวิกฤต แต่ในภาพรวมแล้วค้าปลีกไทย ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ที่น่าห่วง

Economic Intelligence Center (EIC)  ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ผลกระทบจาก COVID-19 ต่อธุรกิจค้าปลีกของไทยว่าเกี่ยวเนื่องกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่  1.การท่องเที่ยวที่หดตัวอย่างรุนแรง 2.ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศที่ลดลง และ 3. Supply Disruption จากการที่สต็อกสินค้าที่อาจขาดแคลน หากพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศที่มีการปิดเมือง (lockdown) ขณะที่สต็อกสินค้าที่ผลิตในประเทศ แม้ว่ายังมีเพียงพอแต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์การระบาดแพร่กระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น อาจส่งผลให้การกระจายสินค้ามีความล่าช้ากว่าปกติได้ และเมื่อพิจารณารายละเอียดและสถานการณ์จากแต่ละปัจจัยพบว่า

1. การท่องเที่ยวที่หดตัวอย่างรุนแรง

เพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจาก COVID-19  ส่งผลต่อเนื่องกับร้านค้าปลีกที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยว เนื่องจากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์การบริโภคในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากกำลังซื้อที่หดตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการค้าปลีกจึงหันมาพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะชาวจีนซึ่งเป็นสัดส่วนเกือบ 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวโดยรวมเติบโตราว 2% ต่อปีหรือโดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 12,000 บาทต่อคนต่อทริป ดังนั้นการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจึงทำให้ค้าปลีกสั่นคลอน โดยเฉพาะบรรดาศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าซึ่งพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยราว 10% แต่ในบางทำเลที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอาจมีสัดส่วนสูงถึงราว 20-30%
นอกจากนี้ ร้านค้าประเภทปลอดภาษี เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงเนื่องจากรายได้หลักจะมาจากกลุ่มนักท่องเที่ยว รวมถึงร้านร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าเฉพาะกลุ่มบางประเภทที่เน้นเจาะตลาดนักท่องเที่ยว ได้แก่ สินค้าสุขภาพและความงาม สินค้างานฝีมือ ร้านขายของที่ระลึก รวมถึงร้านขายสินค้ายอดนิยมของชาวจีน เช่น หมอนยางพารา ขนม และของฝากต่างๆ เป็นต้น
ทั้งนี้ EIC ได้ประเมินเบื้องต้นว่า หากนักท่องเที่ยวในปี 2020 ปรับลดลงราว 67% จาก 39.8 ล้านคนในปี 2019 มาอยู่ที่ 13.1 ล้านคนคาดว่าจะส่งผลให้ รายได้ของธุรกิจค้าปลีกที่มาจากภาคการท่องเที่ยวหายไปราว 270,000 ล้านบาท (สมมติฐานว่าสถานการณ์ การติดเชื้อคลี่คลายในไตรมาส 3 และนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 4 แต่เศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวลง มากคาดว่าจะส่งผลให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในส่วนของการช้อปปิ้ง มีแนวโน้มลดลงจากค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาจาก 12,000 บาทต่อคนต่อทริปมาอยู่ที่ราว 10,000 บาทต่อคนต่อทริป)

2. ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศที่ลดลง

จากสถานการณ์ COVID-19 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศ ทั้งจากความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าตลาดค้าปลีกในปี 2020 หดตัวลงราว -14% เนื่องจากการที่ภาคการบริโภคที่มีความเปราะบางอยู่แล้วเพราะรายได้ทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรที่มีทิศทางชะลอตัว รวมถึงการชะลอตัวของการส่งออก ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง มิหน้ำซ้ำยังถูกซ้าเติมจาก COVID-19  ซึ่งส่งผลให้บางกลุ่มธุรกิจประสบปัญหาไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามเวลาปกติ หรือไม่สามรารถเปิดบริการได้เลยเป็นเวลานาน หรืออาจถึงขั้นปิดกิจการเป็นเหตุให้คนตกงาน อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น ทั้งหมดส่งผลต่อเนื่องมายังธุรกิจค้าปลีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือ ร้านค้าปลีกที่ไม่ใช่ร้านขายของชำ (Non-grocery)  ซึ่งส่วนใหญ่จำหน่ายสินค้าไม่จำเป็นหรือสินค้าฟุ่มเฟือย อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านเสื้อผ้า ร้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ร้านสินค้าความงาม รวมถึงร้านสินค้าเกี่ยวกับบ้านและการตกแต่งบ้าน
ขณะที่ร้านค้าปลีกประเภทร้านของชำ (Grocery) ได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง ส่วนหนึ่งเนื่องจากยังเป็นสินค้าจำเป็น และผู้บริโภคยังมีความตื่นตระหนกและมีพฤติกรรมกักตุนสินค้าด้วย ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ทั้งนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลให้ภาครัฐมีคำสั่งปิดศูนย์การค้าเป็นการชั่วคราวโดยให้เปิดบริการได้เฉพาะร้านขายสินค้าจำเป็นบางประเภท เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ  และร้านขายยา คาดว่าจะส่งผลให้รายได้ธุรกิจค้าปลีกหดตัวลดลงมาก แม้ยอดขายบางส่วนจะถูกชดเชยด้วยยอดขายออนไลน์ก็ตาม แต่ยอดขายสินค้าออนไลน์ยังมีสัดส่วนเพียงราว 2-3% ของมูลค่าตลาดค้าปลีกทั้งหมดของไทย
ดังนั้น หากรวมผลกระทบจากทั้งจากการชะลอตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศ และนักท่องเที่ยวที่หายไป ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ส่งผลให้ EIC คาดการณ์มูลค่าตลาดค้าปลีกปี 2020 จะหดตัวราว -14% หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่หายไป ราว 500,000 ล้านบาทจากมูลค่าตลาดค้าปลีกปี 2019 ซึ่งอยู่ที่ราว 3.5 ล้านล้านบาท (จากสมมติฐานว่าธุรกิจค้าปลีกปิดดำเนินการประมาณ 2 เดือนและสถานการณ์การติดเชื้อเริ่มคลี่คลายจนสามารถกลับมาเปิดดาเนินการได้ตามปกติในไตรมาส 3 แต่ยอดขายอาจจะยังชะลอตัวในช่วงแรกจากความไม่มั่นใจของผู้บริโภค แต่จะเริ่มกลับมาเร่งตัวได้มากขึ้นในไตรมาส 4)

3. Supply Disruption จากการที่สต็อกสินค้าอาจขาดแคลน

หากพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศที่มีการปิดเมือง ขณะที่แม้ว่าสต็อกสินค้าที่ผลิตในประเทศยังมีเพียงพอ แต่ก็ถือว่ามีความเสี่ยงที่ต้องติดตาอย่างใกล้ชิด หาก สถานการณ์การระบาดแพร่กระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น อาจส่งผลให้การกระจายสินค้ามีความล่าช้าได้
นอกจากนี้ การปิดเมืองของประเทศจีนที่ผ่านมา คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสต็อกสินค้าของร้านค้าปลีกในไทยบางประเภท อาทิ ร้านขายสินค้าแฟชั่นเนื่องจากไทยนำเข้าเสื้อผ้าและรองเท้าจากจีนเป็นอันดับ 1 โดยหากมีการนำเข้าจากแหล่งผลิตที่ประสบปัญหาอย่างเช่น มณฑลหูเป่ย์ซึ่งเป็นฐานการผลิตเครื่องนุ่งห่มอันดับ 3 ของจีนอาจส่งผลให้สินค้ามีความล่าช้าอยู่บ้าง (ขณะนี้โรงงานหลายแห่งในจีนได้เริ่มเปิดดำเนินการปกติแล้ว) ขณะที่ร้านค้าประเภทอื่นๆ เช่น ร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด และร้านขายสินค้า Home DIY ยังนำเข้าสินค้าจากจีนค่อนข้างสูง หากไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศอื่นๆ มาทดแทนได้ ก็อาจจะส่งผลให้ในระยะสั้นสต็อกสินค้ามีไม่เพียงพอกับความต้องการ
อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่ลดลงในปัจจุบัน ส่งผลให้สต็อกสินค้ายังไม่น่าจะประสบปัญหามากนัก ขณะที่การผลิตในประเทศจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรม Panic Buying และกักตุนสินค้าบางชนิดโดยเฉพาะหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ส่งผลให้สต็อกสินค้าลดลงอย่างรวดเร็ว แต่บรรดาผู้ผลิตต่างยืนยันหนักแน่นและให้ความมั่นใจกับผู้บริโภคว่าสินค้าต่างๆ จะมีเพียงพอ แต่ก็อาจเกิดความล่าช้าได้ หากมีการแพร่ระบาดในวงกว้างจนส่งผลกระทบต่อการขนส่ง
นอกจากนี้ ยังต้องจับตามองถึงสถานการณ์ COVID-19 ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น จนอาจส่งผลให้มีจำนวนธุรกิจที่ประสบปัญหาการเงินจนต้องปิดกิจการเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพารายได้เป็นรายวัน ขณะเดียวกันมีภาระต้นทุนส่วนใหญ่มาจากการเก็บสต็อกสินค้า ค่าเช่าพื้นที่ รวมไปถึงค่าจ้างพนักงาน ดังนั้น ในสภาวะที่การบริโภคชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องผนวกกับมาตรการปิดศูนย์การค้า ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อเป็นระยะเวลานาน คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในรายที่มีสภาพคล่องจำกัด เงินทุนหมุนเวียนน้อย รวมถึงรายที่มีภาระค่าใช้จ่ายเยอะ หรือภาระหนี้สูง

ที่มา :

  • ส่องธุรกิจค้าปลีก…รับมืออย่างไรจาก Covid-19 โดย Economic Intelligence Center (EIC)  ธนาคารไทยพาณิชย์

ในร้ายยังมีดี แม้ค้าปลีกโดยรวมจะอ่วม แต่ร้านสะดวกซื้อ-อีคอมเมิร์ซยังไม่สะดุด

ร้านสะดวกซื้อ-อีคอมเมิร์ซ ส่อแววชื่นมื่น เฉิดฉายท่ามกลางมรสุม COVID-19