เปิดถ้อยแถลง ‘บิล เกตส์ Bill Gates’ ชี้สิ่งที่ผู้นำควรทำ เพื่อเอาชนะวิกฤตไวรัสโควิด-19

593

เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา เว็บไซต์ World Economic Forum ได้เผยแพร่ถ้อยแถลงสำคัญของบุคคลผู้มีชื่อเสียงในฐานะ “ผู้นำทางความคิด” ระดับโลก นั่นคือ ‘บิล เกตส์ Bill Gates’ ซึ่งเขาตัดสินใจนำเสนอมุมมองชี้ว่า สิ่งที่ผู้นำควรทำในตอนนี้ เพื่อเอาชนะวิกฤตไวรัสโควิด-19 คืออะไร? ผ่าน GATESNOTES THE BLOG OF BILL GATES โดยแนวคิดนั้น เกตส์ ย้ำว่า ถ้าทำได้ จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น กับมาตรการการรับมือกับวิกฤตการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019  โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่ในตอนนี้ผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุหลัก 2 แสนคน และในอีกไม่กี่วันคงจะถึงหลัก 3 แสนแล้ว


เปิดถ้อยแถลง ‘บิล เกตส์ Bill Gates’ ชี้ทางรอด สิ่งที่ผู้นำควรทำ เอาชนะวิกฤตไวรัสโควิด-19

ก่อนจะไปไล่เรียง 3 แนวคิด ที่อดีตซีอีโอไมโครซอฟท์ นำเสนอ เขาได้เกริ่นพูดคุยถึง สถานการณ์ในตอนนี้และวิกฤตที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญหน้าอยู่ด้วยว่า

“ถึงแม้ว่าตอนนี้ สหรัฐอเมริกา จะพลาดโอกาสทองในการเอาชนะวิกฤตการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปแล้ว แต่หน้าต่างแห่งโอกาส ที่ผู้นำจะตัดสินใจประกาศมาตรการเด็ดขาดเพื่อสู้กับวิกฤตนี้ก็ยังไม่ได้ผิดทั้งหมด เพราะการตัดสินใจของผู้นำต่อจากนี้ไปจะส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อจำนวนผู้ติดเชื้อ ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือจะทำให้ค่อยๆ ลดจำนวนลงได้”
“เพราะยิ่งปล่อยเวลาให้เศรษฐกิจโลกต้องถูกปิดกั้น หรือ Shut down ไปแบบนี้อีกนานเท่าไร นั่นเท่ากับว่า เป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้คนชาวอเมริกันล้มตายเพราะโรคโควิด-19 นี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณได้มากเท่านั้น”
“ที่ผ่านมา มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ หรือ มูลนิธิเกตส์ (Bill & Melinda Gates Foundation BMGF) ได้ทำงานตลอดเวลา ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทช่วยลดความตึงเครียดของวิกฤตนี้ลง ในทิศทางที่เราทำได้ อย่างการลงทุนไป 105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการคิดค้นและการทดลองหาแนวทางหรือยาที่ใช้รักษาโรคโควิด-19 โดยนำร่องที่มลรัฐซีแอทเทิลเป็นแห่งแรก”
ในการทำงานในครั้งนี้ ผมได้พูดคุยสื่อสารและระดมสมองกับผู้เชี่ยวชาญและผู้นำจากทั่วประเทศในกรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา จนได้ข้อสรุปเป็นแนวคิดบันได 3 ขั้น ที่ผู้นำควรทำเพื่อประกาศสงครามกับวิกฤตการระบาดโควิด-19 และกำชัยชนะได้ในที่สุด

บันได 3 ขั้น ‘บิล เกตส์ Bill Gates’ ชี้ ผู้นำประเทศต้องเดินไป ถ้าอยากเอาชนะวิกฤตไวรัสโควิด-19

  • ต้องวางมาตรการชัดเจน นำสู่การชัตดาวน์ประเทศ
ขั้นแรก เราต้องวางมาตรการชัดเจนและต่อเนื่อง จนกระทั่งนำสู่การชัตดาวน์ประเทศ เพื่อลดและหยุดการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมาแม้ว่าทุกประเทศจะกำหนดมาตรการโดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ สาธารณสุข และโรคระบาดของชาติเป็นผู้ดูแลมาตรการด้านการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ทว่า บางเมือง บางมลรัฐ ยังไม่ได้ปิดเมืองแบบสมบูรณ์แบบ ชายหาดยังคงเปิด ร้านอาหารก็ยังเสิร์ฟให้ผู้คนนั่งรับประทานอยู่
เปรียบไปการที่หลายร้านยังคงให้บริการเช่นนี้ ก็เหมือนเสิร์ฟเมนูอาหารต้อนรับหายนะที่ค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ตัวเราเข้าทุกที เพราะถึงตอนนี้ประชาชนก็ยังสามารถเดินทางได้อย่างอิสระข้ามพรมแดนของแต่ละรัฐ ไม่ต่างกันกับเชื้อไวรัสที่ก็เดินทางได้ไปรอบโลกเช่นกัน

ความเด็ดขาดและความชัดเจนของผู้นำแต่ละประเทศ จึงเป็นกุญแจไขสู่ทางรอดของประชาชน คำสั่งชัตดาวน์จึงต้องศักดิ์สิทธิ์ และมีการบังคับใช้ทั่วประเทศ โดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อให้ประชาชนทุกคนยอมรับและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ตามมุมมองของผม น่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น และแน่นอนว่าทุกคนต้องรับสภาพว่าในช่วงนี้จะไม่มีใครที่สามารถดำเนินธุรกิจอย่างปกติเหมือนเดิมในช่วงชัตดาวน์
เพราะความไม่ชัดเจน ความสับสนของมาตรการจะยิ่งเป็นตัวไปกระตุ้นให้เศรษฐกิจโลกทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ และเปิดโอกาสให้วิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กลับมาโจมตีเราได้รุนแรงกว่าเดิม
  • เพิ่มศักยภาพการตรวจหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ให้มากขึ้น
รัฐบาลกลางของทุกประเทศจำเป็นต้องเดินหน้าในเรื่องของการตรวจตัดกรองผู้ติดเชื้อให้มากขึ้นและจริงจังขึ้นกว่าเดิม เพราะยิ่งสามารถตรวจคัดกรองจนได้จำนวนที่แท้จริงของผู้ติดเชื้อเร็วมากขึ้นเท่าไร นั่นเท่ากับว่าเราจะรู้ความต้องการกำลังบุคลากรด้านสาธารณสุขที่จะมาดูแลรักษาให้เพียงพอกับจำนวนผู้ติดเชื้อ
ขณะเดียวกัน การพัฒนาประสิทธิภาพการตรวจหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังแปลงมาเป็นตัวชี้วัดที่ดีได้อีกว่า เมื่อไรสถานการณ์การระบาดและการแพร่เชื้อนั้นจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อที่ได้จากขั้นตอนการคัดกรองก็จะลดลงตามลำดับนั่นเอง
ที่ผ่านมา มีแบบอย่างที่ดี ที่หลายเมืองควรดำเนินรอยตาม อย่างที่นิวยอร์ค ที่ในตอนนี้สามารถขยายความสามารถในการตรวจคัดกรองได้ถึง 25,000 ครั้ง ต่อวันแล้ว

นอกจากนั้น ก็มีข่าวดีเกิดขึ้นแล้วว่าที่ซีแอทเทิลได้พัฒนาวิธีการตรวจคัดกรอง ด้วยชุด Kit ที่ตรวจได้ง่ายด้วยตนเอง ซึ่งด้วยวิธีนี้เองสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงในการที่ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อไปยังบุคลากรทางการแพทย์ด้วย
ตอนนี้ผมจึงมีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จากนี้ไปจะเกิดการคิดค้นนวัตกรรมที่จะยกระดับการตรวจคัดกรองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก
แม้ว่าในตอนนี้ เราต่างรู้กันดีว่ากำลังการผลิตชุดตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอยู่ทุกวัน
นอกจากนั้น ในตอนนี้ เรายังไม่สามารถระบุว่า เราควรกระจายชุดตรวจที่ตอนนี้มีอยู่จำกัดไปให้แต่ละเมืองในสัดส่วนเท่าไร มากน้อยต่างกันอย่างไร เมืองไหนที่มีความต้องการอย่างแท้จริง เรียกว่าเราไม่มีทางรู้จริงๆว่า จุดหมายที่เจ้าไวรัสตัวนี้มันจะแพร่ระบาดไปคือที่ไหน
รวมถึงตอนนี้เราก็ยังมีข้อจำกัดว่า ผลการตรวจคัดกรองนั้นยังต้องใช้เวลานานอยู่ ทั้งที่ระยะเวลาที่ควรจำได้รับผลคือภายใน 24 ชั่วโมง
เงื่อนไขที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นคำอธิบายได้อย่างดีว่า ทำไมทุกประเทศจึงต้องมีการจัดทำข้อมูล จัดลำดับผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรองก่อน-หลัง โดยกลุ่มคนกลุ่มแรกที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อก่อน คือ กลุ่มบุคลากรสาธารณสุขและการแพทย์ รองลงมาคือกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว และถ้าพวกเขาติดเชื้อโควิด-19 จะยิ่งทำให้เขามีอาการรุนแรงมากกว่าคนปกติทั่วไป
หลักการนี้ควรนำไปปรับใช้กับการบริหารจัดการหน้ากากอนามัยและเครื่องช่วยหายใจ และควรมีกฎเกณฑ์ชัดเจนเพื่อควบคุมไม่ให้โรงพยาบาลและสถานพยาบาลลต่างๆต้องเสียค่าใช้จ่ายจัดซื้อชุดป้องกันการติดเชื้อในราคาที่สูง เพราะนั่นเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก
  • สร้างฐานข้อมูลสนับสนุนด้านการคิดค้นวัคซีน ทางป้องกัน และวิธีรักษา โรคโควิด-19 เรื่องที่ผู้นำไม่ควรมองข้าม
ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญไม่น้อย นั่นคือ เราต้องสร้างฐานข้อมูลด้านการคิดค้นวัคซีน ทางป้องกัน และวิธีรักษา โรคโควิด-19 เพื่อสนับสนุนการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
ในประเด็นนี้ ผู้นำสามารถมีส่วนสนับสนุนการทำงานของเหล่านักวิทยาศาสตร์ได้ด้วยการควบคุมสถานการณ์ของประเทศให้มีความมั่นคงที่สุด ป้องกันไม่ให้เกิดข่าวลือ ข่าวปลอม และความตื่นตระหนกในการกักตุนสินค้า ซึ่งในที่นี้ ผมหมายถึงการกักตุนยาที่มีข่าวออกไปว่าสามารถรักษาโรคโควิด-19 ได้ อย่าง Hydroxychloroquine ซึ่งการกักตุนยานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือ โรคลูปัส Lupus ที่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้เพื่อรักษาอาการป่วยของตน

ในตอนนี้ สิ่งที่เราจำเป็นต้องเดินหน้าและทำให้เกิดผลให้เร็วที่สุด คือ การคิดค้นยารักษาโรคไวรัสโควิด-19 นี้ให้ได้ โดยในระหว่างกระบวนการคำค้นนี้ต้องมีการรายงานต่อสาธารนตลอดว่าผลการทดลองนั่นคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว และเราต้องแน่ใจว่า ทันทีที่ตัวยานั้นผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ได้จริง ตัวยานั้นจะต้องไปถึงยังผู้ป่วยที่ต้องการมันอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยรักษาชีวิตเขาไว้

การจะจบวิกฤตนี้ด้วยการทำให้การระบาดนี้สงบลง เรายังต้องการวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าคิดค้นและดำเนินการอย่างตั้งใจ เชื่อว่าภายในไม่เกิน 18 เดือน เราจะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพใช้ป้องกันโรคโควิด-19 ได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น วันที่เราสามารถคิดค้นวัคซีนที่ป้องกันโรคนี้ได้ ไม่ได้หมายความว่าวันนั้นเราจะประกาศชัยชนะว่าสยบไวรัสร้ายตัวนี้ได้ราบคาบลงแล้ว เพราะวัคซีนนำชัยชนะมาแค่ครึ่งเท่านั้น แต่อีกครึ่งทางเราต้องเพิ่มความสามารถในการผลิตวัคซีนตัวนั้นให้พอเพียงกับประชากรโลกให้ได้ด้วย
เพราะในวันที่คิดค้นวัคซีนป้องกันไวรัสตัวนี้ได้ ใช่ว่าทุกประเทศจะสามารถเข้าถึงวัคซีนนี้ได้อย่างเท่าเทียมกันอยู่แล้ว และในความขาดไร้นี้ ผู้คนในประเทศกำลังพัฒนาก็ยังต้องใช้ชีวิตแบบเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสตลอดเวลา เพราะพวกเขาต้องทำมาหากิน หาเช้ากินค่ำเพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว จะให้มาใช้ชีวิตตามมาตรการให้เว้นระยะห่างทางกายภาพ หรือ Physical Distancing เพื่อป้องกันการติดเชื้อ คงทำไม่ได้แน่นอน
ลองคิดดูว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในทวีปที่ยากจนที่สุดในอาฟริกา หรือในประเทศอินเดีย การกักตัวอยู่ในบ้านไม่ออกไปไหนเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อคงไม่ใช่ทางเลือกที่พวกเขาจะทำได้ ยิ่งผู้คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดหรือสลัม การรักษาระยะห่างระหว่างกันยิ่งทำได้ยากกว่าเดิม
ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นวัคซีนที่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้วหรือจากประเทศที่ร่ำรวย คงต้องคิดเผื่อด้วยว่าจะผลิตวัคซีนนั้นด้วยวิธีใด จึงจะมีปริมาณเพียงพอที่จะส่งไปยังประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่ยากจนเหล่านั้นด้วย
ดังนั้น สิ่งที่ผู้นำประเทศในตอนนี้ทำได้ คือ การเดินหน้าตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อเตรียมรองรับกำลังการผลิตในวันที่สามารถคิดค้นวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ได้แล้ว เพราะในการผลิตวัคซีน จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรและเครื่องมือเฉพาะทาง
นอกจากนั้น ผมมองว่า ในการผลิตวัคซีนครั้งนี้ ภาคเอกชนอาจไม่มีกำลังหรือศักยภาพมากพอที่จะผลิตวัคซีนที่ชี้ชะตาความเป็นความตายของมนุษย์ได้ มันอันตรายเกินไป แต่ถ้าใช้ศักยภาพของภาครัฐ ภารกิจนี้สามารถลุล่วงได้แน่นอน

บิล เกตส์ Bill Gates
“เมื่อปี 2015 ผมจำได้ว่าในการพูดบนเวที TED talk ได้พูดถึงประเด็นเรื่องการเตรียมการรับวิกฤตโรคระบาดไว้ด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเลย มันใกล้ตัวพอๆ กับสงครามการค้าที่คาดเห็นได้ในตอนนั้นนั่นล่ะ”
“มาถึงตอนนี้ การต่อสู้กับวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ยังมีหนทางอีกยาวไกล แต่ถึงอย่างไร ผมก็เชื่อว่าถ้าเราทุกคนตัดสินใจเดินตามแนวทางที่ถูกต้องตามหลักการและเหตุผลทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีฐานข้อมูลการคิดค้นยารักษา วัคซีน ที่มีประสิทธิภาพ เราจะสามารถรักษาชีวิตได้อีกหลายชีวิต และสามารถกลับไปดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขได้ในอีกไม่นาน”  
ผู้ชายที่ชื่อ ‘บิล เกตส์ Bill Gates’ เชื่อมั่นเช่นนี้

ที่มา : “Bill Gates: What our leaders can do now about COVID-19” from World Economic Forum Website translate from original article “What our leaders can do now “ in GATESNOTES THE BLOG OF BILL GATES “ (2 April 2020)


เรียนรู้หลากมุมมองสู้วิกฤตโควิด-19 จากบุคคลสำคัญทั่วโลก

สิ่งที่ Bill Gates กับ Donald Trump มีเหมือนกันคือ “เงิน” แต่สิ่งที่ทั้งสองคนมีไม่เหมือนกันคือ “กึ๋น”

“ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ” จาก Slowbalisation ถึง Stagflation จากพิษ COVID-19 โลกจะก้าวเดินอย่างไรต่อ?

‘ลี เซียนลุง’ สถานการณ์สร้างผู้นำที่โลกต้องการ นำชาวสิงคโปร์ต่อกร ไวรัสโควิด-19 ด้วยความกล้าหาญ