นับเป็นมหันตภัยไฟป่าที่รุนแรงที่สุดของเมืองไทยที่เกิดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา
จากการประเมินเบื้องต้นมีพื้นที่เสียหายจากไฟป่าครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 2,400 ไร่
นอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสร้างมลพิษกระทบกับประชาชนและผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ยกระดับค่าฝุ่น PM 2.5 ในเชียงใหม่สูงถึงหลัก 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรจากการวัดของศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กลายเป็น “เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก“


สำนักข่าวท้องถิ่น เชียงใหม่นิวส์ รายงานเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ว่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) จากเครื่องวัดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนที่ตั้งอยู่ใน ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ วัดค่าได้ถึงระดับ 530 ขณะที่อากาศที่เหมาะแก่การหายใจอยู่ที่ระดับไม่เกิน 50 เท่านั้น
น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือไฟป่าครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 คน ได้แก่ นายนิพนธ์ จาระธรรม ผู้ใหญ่บ้านและจิตอาสาพระราชทานหมู่ที่ 5 ต.แม่แฝกใหม่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ พลทหารปิยพันธ์ แสนสุข สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 17 อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน และนางต๊ะนี กิจเจริญพัฒน์ อาสาสมัครดับไฟป่าใน อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ทั้งหมดเสียชีวิตจากการถูกไฟคลอก


อาจารย์คณิต ธนูธรรมเจริญ ผู้ก่อตั้งสถาบันทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตเพื่ออนาคต อาจารย์พิเศษ สาขาการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สะท้อนอันตรายในการเข้าไปดับไฟป่าว่า
“เมื่อคุณหลุดเข้าไปอยู่ทามกลางควันไฟคุณจะดูไม่ออกเลยว่าตรงไหนทิศอะไร การทำงานเต็มไปด้วยความเหนื่อยยากและลำบาก ผมเคยมีประสบการณ์ร่วมดับไฟป่า ทั้งร้อน ทั้งแห้ง ไม่มีน้ำกิน ปากแห้งจนขี้เกลือขึ้น แน่นอนว่าเมื่อหมดแรง หาทางออกไม่เจอ จึงโดนไฟคลอกกระทั่งเสียชีวิต” อาจารย์คณิตสะท้อนเรื่องราวอาสาสมัครดับไฟป่า
ใครเผา…เผาทำไม?
ทำไมไฟป่าจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ใครเผา…เผาทำไม?
สำหรับไฟป่าที่เกิดขึ้นในปีนี้ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ จนบางคนในพื้นที่มองว่าสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนที่สะสมเรื้อรังมายาวนาน มีส่วนทำให้ปัญหาไฟป่าในเชียงใหม่มีความซับซ้อนขึ้น
โดยเฉพาะมาตรการทวงคืนผืนป่าและการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับพื้นที่ชุมชน ที่มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์จาก 15% เป็น 25% ของพื้นที่จังหวัดรวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดกับชาวบ้านในเรื่องการใช้ประโยชน์จากป่า
มิหนำซ้ำ เมื่อดูจากจุดความร้อน หรือ Hotspot ที่เกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ
เผาเพื่อรุกที่ป่าหรือเผาเพื่อเคลียร์เส้นทางในการเข้าไปหาของป่า
ซึ่งได้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์กันต่อไป
รอยร้าวบนความ ‘ขัดแย้ง’
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับป่าหลายสิบปีของอาจารย์คณิตวิเคราะห์ว่า หลายคราไฟป่าไม่ได้เกิดขึ้นจากชาวบ้าน แต่พวกเขาก็มักตกเป็นจำเลยสังคม ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นต้นเหตุของไฟป่า
“ทุกครั้งที่เกิดไฟป่าทุกคนจะบอกว่าเป็นฝีมือชาวบ้าน ทั้งที่พวกเขาเลิกเข้ามาป่ามานานแล้ว ไม่เคยหาของป่า แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในเมือง ข้อหานี้ทำให้ความร่วมมือของชาวบ้านในการร่วมดูแลอนุรักษ์ป่าไม่ค่อยบรรลุผลเท่าที่ควร” อาจารย์คณิตสะท้อนปัญหา
กระนั้นก็ตามอาจารย์คณิตไม่ปฏิเสธว่าต้นเหตุของไฟป่าหลายครั้งก็เกิดจากความพลั้งเผลอหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของชาวบ้านที่มีพื้นที่อยู่ติดกับแนวเขตป่าเช่นจุดไฟในไร่ในสวนแล้วลามเข้าไปสู่ป่าหรือความคิดแผลงๆ ของเด็กวัยรุ่นที่จุดไฟเผาเล่นจนกลายเป็นปัญหาใหญ่โตแม้กระทั่งนายทุนบางคนไปซื้อที่เอาไว้จำนวนมากแล้วจ้างคนมาเฝ้าวันดีคืนดีหญ้าขึ้นรกก็จุดไฟเผากลายเป็นไฟป่า
“ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ภายในเวลาอันสั้น แต่ต้องเปลี่ยนทัศนคติ สร้างจิตสำนึก สร้างองค์ความรู้ความเข้าใจกับชาวบ้านทุกระดับ ให้เขารู้ว่าปัญหาของป่านั้นมีความสลับซับซ้อน ต้องใช้กระบวนการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ทำให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง ให้เขารู้สึกรักหวงแหนและใช้หัวใจในการอยู่ร่วมกับป่า” อาจารย์คณิต กล่าว
ขาดเอกภาพบูรณาการ
อีกหนึ่งสิ่งที่มองเห็นจากปรากฏการณ์ไฟป่าครั้งนี้คือการทำงานที่ขาดเอกภาพนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่าง ‘รัฐ’ และ ‘เอกชน’
ยกตัวอย่างกลุ่ม ‘โดรนอาสา’ ที่เข้ามาช่วยถ่ายภาพไฟไหม้ป่ามุมสูงแชร์อย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล ด้วยต้องการให้ประชาชนเห็นความร้ายแรงของมหันตภัยในครั้งนี้ แต่มีความผิดพลาดด้านการสื่อสารทำให้ทีมโดรนอาสาประกาศถอนตัวจากการทำงานร่วมกับภาครัฐ ก่อนที่ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้หารือกันและมีมติทำงานร่วมกันต่อไป
รวมถึงการดำเนินการแก้ปัญหาไฟป่าที่ยังทำเป็นฤดูกาล เช่น เฉพาะในช่วงฤดูร้อน ทั้งที่ควรตั้งวอร์รูมวางแผนทำกันตลอดทั้งปี ป่าไม้ทำอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติมีเพียงพอหรือเปล่า แนวกันไฟอยู่ตรงไหน อย่างไร และทุกหน่วยงานควรมีการบูรณาการกันอย่างแท้จริง

อาจารย์คณิตมองประเด็นดังกล่าวว่าเมื่ออำนาจถูกรวมศูนย์และขาดการบูรณาการอย่างแท้จริงประสิทธิผลจึงได้ไม่เต็มที่
“การรวมศูนย์อำนาจใว้ในส่วนกลางอาจทำให้การตัดสินใจไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร เพราะผู้รับผิดชอบในท้องถิ่นที่มองเห็นปัญหาและรู้ว่าควรจะแก้ไขอย่างไรไม่กล้าตัดสินใจ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจะทำให้การแก้ไขปัญหาเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยภาวะผู้นำ วิสัยทัศน์ กระบวนการ การใช้อำนาจแบบโปร่งใส มีความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ อบจ. อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ่ายเทแบบเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว หรือการบูรณาการก็เป็นเพียงวาทกรรม พอเกิดเรื่องขึ้นหน่วยงานนี้ต้องการอุปกรณ์ขอไปที่หน่วยงานนั้นบอกว่าต้องใช้งบประมาณ ทำไม่ได้ สุดท้ายต้องให้นายกรัฐมนตรีสั่งการ”
ปัญหาไฟป่าที่ว่ารุนแรงแล้วปัญหาการบริหารจัดการดูท่าว่าจะรุนแรงกว่า
ถึงเวลาต้องฝ่ามหันตภัยก้าวข้ามความขัดแย้ง
หากถามว่าทางออกอยู่ตรงไหน แนะนำให้อ่านบทความนี้ต่อ













