ในห้วงเวลาแห่งวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุด ที่เกิดขึ้นในรอบศตวรรษนี้ นอกจากพวกเราจะได้รับรู้ถึงความตื่นตระหนก ความกังวลและความกลัวของผู้คนทั่วโลกแล้ว ในอีกด้าน ทุกคนต่างเห็นใจบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก ที่เปรียบเสมือนหน้าด่านแรก ต้องเผชิญหน้ากับเชื้อไวรัสโควิด-19 พวกเขาจึงต้องมีเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยตามกำลังความสามารถของเหล่านักรบเสื้อกาวน์ โดย ที่ผ่านมา ความต้องการเหล่านี้ได้รับการเติมเต็มจากภาคธุรกิจและเจ้าของแบรนด์ดังทั่วโลก ที่มีพร้อมทั้ง แหล่งวัตถุดิบ กำลังคน รวมถึงเหล่านวัตกรที่สามารถสร้าง ‘นวัตกรรมสู้โควิด-19’ ลดความเสี่ยงให้บุคลากรการแพทย์ ได้

นอกจากความไม่นิ่งดูดาย และความตั้งใจในการอุทิศทรัพยากรที่ตนเองมีเพื่อฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกันของทุกแบรนด์ธุรกิจ ที่น่ายกย่องและชื่นชมแล้ว วิกฤตในครั้งนี้ยังสร้างโอกาสให้ทุกภาคธุรกิจ ในแง่ของการพัฒนา “นวัตกรรมที่ใช้ในภาวะฉุกเฉิน” นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์สินค้าทั่วไปในไลน์การผลิตของตนเอง
ซึ่งคาดว่าภายหลังจากวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้คลี่คลาย เทรนด์นี้น่าจะมาแรง และใช้ในการต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้เพิ่มเติมด้วย

เปิดหน้าต่างมองแบรนด์ดังระดับโลก เปลี่ยนธุรกิจหลักเป็นโรงงานผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ มอบให้บุคลากรทางการแพทย์

เริ่มจากแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังระดับโลกหลายแบรนด์ ที่เปลี่ยนโรงงานผลิตเสื้อผ้า มาเป็นโรงงานผลิตหน้ากากผ้าเพื่อให้ประชาชนทั่วไปนำไปใส่ป้องกันการติดเชื้อโควิด-19
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า แบรนด์แฟชั่น อย่าง Gap หรือ Ralph Lauren ต่างพร้อมใจปรับสายการผลิต สั่งเปิดโรงงานที่เคยปิดไป รวมถึงใช้เครือข่ายทางธุรกิจที่มีระดมวัตถุดิบทุกวิถีทาง เพื่อผลิตหน้ากากผ้าอย่างเร่งด่วน
เมื่อผลิตได้แล้ว ก็ตั้งใจส่งหน้ากากผ้าเหล่านี้ไปให้ยังผู้คนทั่วสหรัฐอเมริกา ศูนย์กลางการระบาดของโรค ที่ในตอนนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทะยานไปถึงหลัก 366,880 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 7 เมษายน 2563)
โดยเรื่องราวของแบรนด์ Gap ได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้แบรนด์เสื้อผ้าอีกหลายแบรนด์ทั่วโลก เพราะ Gap Inc. บริษัทแม่ของแบรนด์ ได้เกณฑ์แบรนด์ลูกมาร่วมมือกันในภารกิจนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Old Navy หรือ Banana Republic จากนั้นได้จัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจที่รวมพนักงานจากแผนกต่างๆของแต่ละแบรนด์
ต่อมาก็ได้กระจายไปติดต่อขอแรงสนับสนุนเป็นวัตถุดิบจากเส้นสายซัพพลายเชนที่มีอยู่ทั่วโลก ช่วยจัดหาหน้ากากอนามัยและชุดคลุมป้องกันการติดเชื้อให้กับโรงพยาบาลแคลิฟอร์เนีย ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อม วางกำลังผลิตของโรงงานในเครือผลิตหน้ากากผ้าและชุดคลุมให้กับโรงพยาบาลด้วยอีกทางหนึ่ง
ด้าน เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ แห่ง LVMH เจ้าของแบรนด์ หลุยส์ วิตตอง ได้แปลงโรงงานน้ำหอมสามแห่งของ LVMH เพื่อผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อล้างมือแจกจ่ายให้กับหน่วยงานของฝรั่งเศสและระบบโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปฟรี ทั้งยังจัดหาหน้ากากอนามัยอย่างน้อย 40 ล้านชิ้นให้กับฝรั่งเศส โดยจ่ายเงินประมาณ 5.4 ล้านดอลลาร์ (5 ล้านยูโร) ในการจัดส่งในสัปดาห์แรก

ส่วน บริษัทเครื่องสำอางอันดับหนึ่งของโลกอย่าง L’Oréal โดยการนำของ ฌอง-พอล แอกง ประธานและซีอีโอบริษัท L’Oréal สั่งโรงงาน Garnier และ La Roche-Posay ปรับไลน์การผลิต ผนึกกำลังกันเร่งผลิตเจลล้างมือช่วยภาครัฐในฝรั่งเศสและยุโรป
ขณะที่แบรนด์สัญชาติสหรัฐ อายุ 108 ปี อย่าง L.L. Bean กำลังพัฒนาหน้ากากที่ใช้วัตถุดิบเดียวกับซับในของเตียงสุนัข และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพจาก “เอ็มไอที” หรือสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ซึ่งหากทำสำเร็จ จะเป็นการคิดค้น นวัตกรรมในภาวะฉุกเฉิน ที่สามารถนำไปต่อยอดผลิตในระยะยาวได้อย่างน่าทึ่ง
นอกเหนือจากแบรนด์เสื้อผ้าแล้ว ไมโครซอฟท์ และเฟซบุ๊ก สองยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอทีและโซเชียลมีเดีย ยังได้จับมือกัน จัดงานแฮกกาธอน (hackathon) เพื่อระดมความคิด ส่งเสริมการพัฒนาซอฟท์แวร์ เพื่อจัดการกับความท้าทายทางการแพทย์ในการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
ด้าน เจฟฟ์ เบโซส เจ้าของอาณาจักรแอมาซอน ลงทุนจำนวน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ในโครงการ AWS Diagnostic Development Initiative เพื่อสร้างชุดการทดสอบโควิด-19
มาถึงธุรกิจยานยนตร์ระดับโลก เป็นที่น่ายินดีเมื่อ GM (General Motors) ปิ๊งไอเดียจับมือกับ Ventec Life Systems ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ในประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการเดินหน้าผลิตเครื่องช่วยหายใจ สำหรับใช้ในทางการแพทย์ โดยจะเริ่มทำการผลิตได้ในโรงงานผลิตรถยนต์ของ GM ในอีกไม่กี่สัปดาห์จากนี้

เปิดโปรไฟล์ภาคธุรกิจไทย ผนึกพลังส่ง ‘นวัตกรรมสู้โควิด-19’ ลดความเสี่ยงให้บุคลากรการแพทย์

สำหรับภาคธุรกิจไทยก็ไม่น้อยหน้า เดินหน้าทำสิ่งดีตามกำลังและความเชี่ยวชาญทางธุรกิจที่มี ทั้งคิดค้น ผลิต และนำไปส่งมอบให้หน่วยงานสาธารณสุข โรงพยาบาล และสถานพยาบาลที่ขาดแคลน ซึ่งภาคธุรกิจที่เราหยิบยกมากล่าวถึงนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พลิกวิกฤตเป็นโอกาสทำดีได้อย่างน่าชื่นชม และเป็นแบบอย่างที่ดีให้อีกหลายแบรนด์ได้ดำเนินรอยตาม
  • เอสซีจี พลิกทุกเชนธุรกิจให้เป็นโอกาสสร้าง นวัตกรรมลดความเสี่ยง ติดอาวุธให้นักรบเสื้อกาวน์ไทย
เอ่ยชื่อ เอสซีจี SCG ชาวไทยทุกคนต่างรู้จักแบรนด์นี้ดี โดยสินค้าประเภทแรกที่คิดถึง คือ ปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ทว่า สินค้าภายใต้แบรนด์ เอสซีจี ยังมีแตกไลน์ออกไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เอสซีจี เคมิคอลส์ ผลิตสารเคมีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม เอสซีจี เอ็กซ์เพรส บริการขนส่งสิ่งของ เอสซีจี โลจิสติกส์ บริการขนส่งสินค้า

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทุกไลน์การผลิตภายใต้แบรนด์เอสซีจี ต่างพร้อมใจแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อส่งมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ
เริ่มจากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ที่ร่วมกับมูลนิธิเอสซีจี มอบนวัตกรรมห้องคัดกรองและตรวจผู้ที่มีความเสี่ยง ซึ่งความพิเศษของห้องนี้ นอกจากจะเป็นประสิทธิภาพที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ได้จริงแล้ว ยังใช้เวลาติดตั้งหน้างานเพียง 2 วัน เท่านั้น โดยที่ผ่านมาได้ไปติดตั้งให้โรงพยาบาลราชวิถีเป็นแห่งแรก
ห้องคัดกรองนี้ ทาง วชิระชัย คูนำวัฒนา Head of Living Solution Business ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี อธิบายว่า
“หลังจากได้ส่งทีมงานได้ศึกษาและสังเกตการทำงานของทีมแพทย์ พยาบาล ที่โรงพยาบาล ก็ได้เห็นถึงความจำเป็นที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องมีห้องคัดกรองและตรวจผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อช่วยลดโอกาสติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ และผู้เข้ามาตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19”
โดยโครงสร้างกว่าร้อยละ 70-80 จะถูกประกอบขึ้นรูปภายในโรงงาน ที่มีการควบคุมคุณภาพและความสะอาดตลอดกระบวนการผลิต ภายในห้องออกแบบให้มีระบบและความดันที่เหมาะสม โดยทีมแพทย์จะอยู่ในห้องที่ไม่มีอากาศเสียจากภายนอกเข้าไป อากาศภายในจึงบริสุทธิ์ปลอดภัย ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงติดเชื้อจะอยู่ในห้องที่ป้องกันไม่ให้มีอากาศฟุ้งกระจายออกไปภายนอก จึงสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ทีมแพทย์ได้
นอกจากนี้ มูลนิธิเอสซีจี ยังส่งมอบห้องน้ำสำเร็จรูป (Modular Bathroom) ให้โรงพยาบาลราชวิถีจำนวน 12 ห้อง โดยโครงสร้างผลิตจากคอนกรีตเบาแบบเบ็ดเสร็จพร้อมใช้งานจากโรงงาน ทำความสะอาดฆ่าเชื้อง่ายจึงช่วยสร้างสุขอนามัยที่ดี
ส่วนไลน์ธุรกิจอื่น เช่น เอสซีจี เคมิคอลส์ มอบอุปกรณ์ป้องกันเชื้อฟุ้งกระจาย ประกอบด้วย กล่องป้องกันเชื้อฟุ้งกระจายผลิตจากอะคริลิก Shinkolite และชุด DIY Aerosol Guard จากเอสซีจี จำนวน 70 ชุด ให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง
โดยทางสำนักงานฯจะนำไปส่งต่อให้กับโรงพยาบาล 9 แห่ง ใน จ.ระยอง เพื่อช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 จากผู้ป่วยสู่ภายนอก และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อให้กับบุคลากรทางการแพทย์อย่างได้ผล
  • ซีพี กับการตั้งโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยให้คนไทย ภารกิจที่ต้องสำเร็จเท่านั้น
ภายหลังจากที่ประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ประกาศสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยฟรี เพื่อบุคลากรทางการแพทย์และเพื่อคนไทย มาในวันนี้ ผ่านมา 3 สัปดาห์ โรงงานหน้ากากมีความพร้อมแล้วกว่า 80% และอยู่ในขั้นการติดตั้งเครื่องจักรเครื่องแรกที่มาถึงประเทศไทยแล้ว และจะทำการประกอบและทดสอบด้วยกระบวนการเทเลคอนเฟอเรนซ์เพื่อติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในขั้นตอนถัดไป

โดยเครื่องจักรของกลุ่มซีพีที่นำเข้ามานี้เป็นเครื่องจักรแบบอัตโนมัติ สามารถผลิตหน้ากากได้เครื่องละ 50,000 ชิ้น ต่อวัน ในขณะที่ช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซีพีเร่งสร้างโรงงาน พร้อมห้องปลอดเชื้อที่คืบหน้ากว่า 80% แล้ว
การสร้างห้องปลอดเชื้อ หรือ Clean Room เพื่อรองรับเครื่องจักรและกระบวนการผลิตโดยเครื่องจักรทั้งหมดที่เป็นแบบออโตเมติกนี้ จำเป็นต้องออกแบบห้องคลีนรูม หรือห้องปลอดเชื้อ ให้เป็นห้องที่ปิดมิดชิด มีการควบคุมมวลสารในอากาศให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีความสะอาดตามระดับมาตรฐาน และมีการควบคุมสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความแตกต่างของความดันตามที่ต้องการ
ถ้ากระบวนการที่กล่าวมาเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ปณิธานของประธานอาวุโส ธนินท์ก็จะได้รับการตอบสนองตามถ้อยแถลงที่เขาเคยให้ไว้ว่า
“หน้ากากอนามัยที่เราจะผลิตเพื่อแจกฟรีแก่พี่น้องชาวไทย ถือเป็นหน้าที่ของเครือซีพี เราลงทุนในหลายประเทศ ทำให้น่าจะนำศักยภาพในการจัดหาวัตถุดิบที่ปัจจุบันกำลังขาดแคลน มาสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เราก็มีความตั้งใจที่จะทำเพื่อประเทศไทยอย่างดีที่สุด”
“ด้วยเครือเจริญโภคภัณฑ์เกิดและเติบโตในประเทศไทยมาจนเกือบครบ 100 ปีแล้ว เราเข้าใจในช่วงนาทีที่ยากลำบากนี้ และคิดว่าภาคธุรกิจหลายองค์กรก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับเรา นอกจากนี้หลังเข้าสู่ภาวะปกติ โรงงานนี้จะดำเนินการโดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะมอบให้กับศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาฯ ต่อไป”
  • วาโก้ ใช้วัตถุดิบมาที่มีอยู่ผลิต หน้ากากผ้า ช่วยคนไทยผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน
แบรนด์ชุดชั้นในผู้หญิง ที่คนไทยมั่นใจในคุณภาพอย่าง “วาโก้” ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ความลำบากที่ชาวไทยต้องเผชิญในช่วงนี้ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ก็มีนโยบายเร่งด่วน ปรับแผนการผลิตชุดชั้นใน หันมาผลิตหน้ากากซึ่งเป็นวัตถุดิบใหม่และเป็นส่วนประกอบชุดชั้นใน ตลอดจนผลิตภัณฑ์ต่างๆของวาโก้ โดยตั้งใจใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

บุญดี อำนวยสกุล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
“ในเฟสแรก วาโก้ได้ผลิตหน้ากากผ้าสเปเซอร์มอบให้พนักงานวาโก้ฯ และองค์กรอื่นๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งต่อให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อใช้ในการดำเนินงานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ กองบังคับการปราบปราม เพื่อมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานในสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ และมอบหน้ากากผ้า Cotton และหน้ากากผ้าสปันบอนด์ (Spun Bond) ให้กับประชาชนทั่วไป รวม 30,000 ชิ้น ในเฟสต่อไป”
โดยคุณสมบัติของ หน้ากากผ้าสเปเซอร์ (Spacer) ก็มีความสนใจ ตรงที่เนื้อผ้าผลิตจากเส้นใย Nylon ขนาดเล็กระดับ Microfiber มีความละเอียดสูงทำให้ผ้ามีความอ่อนนุ่ม ไม่รุ่ย ไม่รัน ไม่ม้วน กระชับเข้ากับรูปหน้าเมื่อสวมใส่
ส่วนหน้ากากผ้าฝ้ายเส้นใยโพลีเอสเตอร์เพอร์มา (Polyester Perma) มีส่วนผสมของ “นาโนซิงค์ออกไซด์” ฝังอยู่ใน เส้นใยซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย สวมใส่สบาย ไม่ระคายเคืองผิว
มาถึงหน้ากากผ้าฝ้ายผสม สแปนเด็กซ์ (Spandex) เนื้อผ้าทำขึ้นจากเส้นใยฝ้ายบริสุทธิ์ 95% มีความละเอียดอ่อนนุ่ม สวมใส่สบาย ยืดหยุ่นตัวได้ดี
ดังนั้น หน้ากากทั้ง 3 ประเภท จึงนับเป็น นวัตกรรมลดความเสี่ยง การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มาจากมันสมองของธุรกิจผลิตชุดชั้นในที่น่าชื่นชมทีเดียว
  • โรงงาน ฮอนด้าไทยผนึกกำลังผลิต เตียงแรงดันลบ นวัตกรรมสู้โควิด-19
ต้นแบบธุรกิจสุดท้ายที่ขอนำมาบอกเล่า คือ กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ ประกาศสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท เพื่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
และภายใต้แผนงานนี้เอง ทางกลุ่มบริษัทฮอนด้าฯ จึงได้ประสานกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ตั้งทีมเฉพาะกิจ เปิดสายการผลิตในโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเดินหน้าผลิตเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ (Negative Pressure Mobile Bed) จำนวน 100 เตียง

พิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการผู้จัดการกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย กล่าวว่า

“จากการที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้พัฒนานวัตกรรมเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ ซึ่งทางกองทุนฯเห็นว่าในปัจจุบันมีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ทางกองทุนฯ ได้ประสานความร่วมมือและจัดตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้น เพื่อผลิตเตียงฯ 100 เตียง ณ โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพนักงานจากสายการผลิตที่หยุดเดินสายการประกอบรถยนต์ชั่วคราวเป็นจิตอาสาดำเนินการผลิต ภายใต้การควบคุมคุณภาพการผลิตของคณะแพทยศาสต์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช”

โดยคุณสมบัติของเตียงนี้จะสามารถช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ด้วยการควบคุมแรงดันอากาศให้เป็นลบ (Negative Pressure) ทำการดูดอากาศบริเวณที่นอนของผู้ป่วยผ่านการกรองเชื้อโรคระดับ HEPA Filter (High-efficiency Particulate Air Filter) แล้วปล่อยอากาศออกสู่ภายนอก

รางวัลของการให้ คืนกลับสู่ธุรกิจในรูปแบบของ นวัตกรรมนำสู่ความยั่งยืน

จากความเคลื่อนไหวในการมอบ นวัตกรรมสู้โควิด-19 ขององค์กรธุรกิจ ที่ผ่านมา อนันตชัย ยูรประถม ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SBDi) ชี้ว่า
“การตอบสนองความต้องการของสังคมด้วยความสามารถหลักที่องค์กรมีอยู่ ซึ่งหมายถึง เงิน ทรัพย์สิน ความรู้ บุคลากร ฯลฯ ตามแนวคิด “การให้อย่างมีกลยุทธ์” หรือ “strategic philanthropy” จะนำไปสู่จุดของการที่บริษัทต่างๆสามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม รวมถึงการใช้นวัตกรรมที่มีอยู่เดิมให้คุ้มค่า ตอบสนองความต้องการของส่วนรวมได้”

 “สิ่งต่างๆ ที่บริษัทมีอาจจะไม่สอดคล้องกับความต้องการในภาวะวิกฤต แต่เหตุการณ์นี้เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้หลายบริษัทพยายามตอบสนองความต้องการและใช้ความสามารถของตัวเองสร้างนวัตกรรมใหม่ เช่น การที่ Wacoal ใช้ผ้าที่ใช้ผลิตชุดชั้นในมาผลิตหน้ากากอนามัย หรือ Tesla และ GM ปรับเปลี่ยนโรงงานผลิตรถยนต์มาช่วยผลิตหน้ากากอนามัยและเครื่องช่วยหายใจ”

ทั้งนี้การปรับตัวของธุรกิจในเรื่องนวัตกรรมในภาวะวิกฤตนี้เองก็สอดคล้องกับสิ่งที่ “ฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว” เคยสำรวจบริษัททั่วโลกและพบว่า บริษัทที่ดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG จะมีสถานะทางการเงินดีขึ้นได้ต้องมีความสัมพันธ์กับการสร้างนวัตกรรม ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้จะตอบความยั่งยืนของธุรกิจในอนาคตได้ในที่สุด

ที่มา :


ในทุกวิกฤต มีโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ช่วยแบ่งเบาปัญหาที่เผชิญหน้าอยู่ได้เสมอ เรียนรู้เพิ่มเติมจากบทความต่อไปนี้

โรงงานผลิตหน้ากากอนามัยจากทุนเจ้าสัวซีพี เริ่มต้นที่ห้องปลอดเชื้อ Clean Room

พลิกวิกฤตด้วย Go Online ขายง่ายๆ ได้ที่บ้าน

ร้านสะดวกซื้อ-อีคอมเมิร์ซ ส่อแววชื่นมื่น เฉิดฉายท่ามกลางมรสุม COVID-19