อัปเดตข่าวดี ‘มาตรการเยียวยาโควิด-19’ ระลอกสอง ชูมาตรการเด่น ค่าไฟฟรี 3 เดือน + อัดเงินเยียวยา 5,000 บ. 6 เดือน

229

ตื่นเช้ามาวันนี้ หลายคนคงได้รับข่าวดีกันถ้วนหน้า กับมาตรการเยียวผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เข้มข้นกว่าเดิม เพื่อจูงใจและขอความร่วมมือให้ทุกคน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” โดย ‘มาตรการเยียวยาโควิด-19’ ระลอกสองล่าสุด มีมาตรการเด่นที่ทุกคนมีสิทธิได้รับประโยชน์ร่วมกัน อย่าง อนุมัติเรื่องค่าไฟฟรี 3 เดือน และอัดฉีดเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเดือนละ 5,000 บาท เพิ่มอีก 3 เดือน เป็น 6 เดือน

และไม่ใช่แค่ 2 มาตรการเด่นนี้เท่านั้นที่ประกาศออกมา ทว่า ยังมีมาตรการจำเป็นเร่งด่วน ที่มีจุดประสงค์ทั้งเยียวยาเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมถึงควบคุมการระบาด ทั้งในภาคการศึกษาและด้านสาธารณสุขด้วย แต่จะเป็นมาตรการอะไรบ้างนั้น เราได้รวบรวมมาฝากกันทั้งในรูปแบบของบทความและอินโฟกราฟิกอ่านง่ายเช่นเคย


2 ‘มาตรการเยียวยาโควิด-19’ โดนใจคนขี้ร้อน แบ่งเบาภาระค่าไฟประชาชน

เชื่อว่าในตอนนี้ หลายคนตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน คือ ต้องทนอยู่กับบ้านในสภาพอากาศที่ร้อนมากของเดือนเมษายน ครั้นจะเปิดเครื่องปรับอากาศก็กลัวค่าไฟพุ่ง แต่ใน 3 เดือนต่อจากนี้ ปัญหานี้จะได้รับการแบ่งเบาแล้ว หลังจาก คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ
โดยกำหนดนโยบาย “มาตรการค่าไฟฟ้าฟรี” ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ ประเภทที่ 1.1 ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และประเภทที่ 1.1.1 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จากเดิม 50 หน่วย/เดือน เป็น 90 หน่วย/เดือน
ทั้งนี้ ที่มาของมาตรการค่าไฟฟรีที่ปรับเพิ่มหน่วยไฟฟ้ามากขึ้นนี้ มาจากความเข้าใจของทางภาครัฐ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง ว่าในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ คาดว่าจะมีประชาชนจำนวนมากย้ายถิ่นฐานกลับไปยังภูมิลำเนา
ขณะเดียวกัน หลายออฟฟิศก็ให้พนักงานทำงานภายในที่พักอาศัย (Work From Home) ทำให้การใช้ไฟฟ้าในบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ทั้งจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป และเครื่องปรับอากาศที่จำเป็นมากสำหรับสภาพอากาศในฤดูร้อน
ด้วยสาเหตุที่กล่าวมา ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าที่เดิมเคยได้รับสิทธิค่าไฟฟ้าฟรี จำนวน 50 หน่วย จะไม่ครอบคลุมเงื่อนไขการใช้ไฟฟ้าของผู้คนแล้ว มาตรการค่าไฟฟ้าฟรี ที่ปรับขึ้นเป็น 90 หน่วย จึงเกิดขึ้นเพื่อมารองรับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและแบ่งเบาค่าไฟฟ้าของประชาชนในช่วงวิกฤตนี้
นอกจากมาตรการค่าไฟฟรีแล้ว ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันยังมีผู้ใช้ไฟฟ้าไม่น้อยที่มีความติดขัดทางการเงิน ไม่สามารถชำระค่าไฟฟ้าได้ ภาครัฐจึงผุดออกมาอีกหนึ่งมาตรการนั่นคือ ขยายระยะเวลาการชำระค่าไฟฟ้าประจำเดือน เม.ย.-มิ.ย.63 ออกไปอีกไม่เกิน 6 เดือน ของแต่ละรอบบิล เพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงินของประชาชนอีกต่อหนึ่งด้วย

ยืดเวลา จ่ายเงินเยียวยาโควิด-19 5,000 บาท ต่อเดือน จาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน ติดต่อกัน (เม.ย.-มิ.ย.)

อีกหนึ่งข่าวดี ที่ทำให้กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระได้เฮอีกครั้ง เมื่อกระทรวงการคลังได้เคาะเพิ่มการเยียวยาประชาชนในกลุ่มลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่เคยจ่ายให้เดือนละ 5,000 บาท ให้ขยายการจ่ายเงินให้อีก 3 เดือน รวมเป็น 6 เดือน คือ ถึงเดือนกันยายน 2563 อีกทั้งจะดูแลผู้ได้รับผลกระทบในกลุ่มเกษตรกรเพิ่มเติมด้วย
โดยผู้ที่ลงทะเบียนในเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com และผ่านการพิจารณาให้ผ่านเกณฑ์ผู้ได้รับผลกระทบจากการะบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จริง จะได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 จนถึง เดือนกันยายน 2563 ต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 30,000 บาท จากเดิมที่จะจ่าย 3 เดือน หรือ 15,000 บาท
ลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง
ลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง อัปเดตถึง มาตรการเยียวยาโควิด-19 ว่า
“ข้อมูล ณ วันที่ 6 เม.ย. 2563 มีผู้ลงทะเบียนเข้ารับสิทธิ์มากกว่า 24 ล้านคน โดยก่อนหน้านี้มีคนเข้ามาลงทะเบียนวันละ 1 ล้านคน ก่อนช่วงหลังๆจะมีคนเข้ามาลงทะเบียนลดลงเหลือวันละ 1 แสนคน และกระบวนการการคัดกรองตอนนี้ดำเนินไปกว่าครึ่งแล้ว”
นอกจากนั้น ยังขยายความเพิ่มเติม โดยหยิบเอา 10 อาชีพ ที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิตามมาตรการเยียวยา และได้รับเงิน 5,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือนนี้ว่า มีอาชีพดังต่อไปนี้
  1. บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เนื่องจากไม่ได้อยู่ในระบบและเงื่อนไขมาก่อนหน้านี้แล้ว หรือที่ไม่ได้อยู่ในวันทำงาน
  2. คนที่ว่างงานอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว อย่าง แม่บ้าน ถือว่าไม่ใช่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
  3. กลุ่มที่มีประกันสังคม มีการคุ้มครองหรือตอบแทนจากประกันสังคมอยู่แล้วตามมาตรา 33 ก็จะไม่เข้าเกณฑ์ผู้ได้รับผลกระทบ
  4. ข้าราชการ พนักงานของรัฐ ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 นี้ เพราะรัฐยังจ่ายค่าจ้างและเงินเดือนให้เท่าเดิม
  5. ผู้ได้รับเงินบำนาญ แม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 แต่ก็ยังได้รับเงินจากภาครัฐเต็มจำนวน
  6. นักเรียน-นักศึกษา ยังไม่อยู่ในสถานะของคนทำงาน มีการช่วยเหลือจากเงินช่วยเหลือการศึกษา เช่น กยศ.อยู่แล้ว ที่ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ให้ 2 ปี
  7. เกษตรกร ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ประกอบหลายอาชีพ คือใน 1 ปี มี 9 เดือนที่ทำเกษตร ส่วนที่เหลือก็อาจรับจ้างทั่วไป รัฐใช้เกณฑ์ประเมินว่าคนกลุ่มนี้มีอาชีพหลักคือเกษตรกร ไม่ใช่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และปกติแล้วก็จะได้รับสิทธิเยียวยาเกษตรกรจากภาครัฐอยู่แล้ว
  8. ผู้ค้าออนไลน์ กลุ่มอาชีพนี้ถือเป็นกลุ่มอาชีพที่ยังสามารถหารายได้ปกติ โดยไม่ได้รับผลกระทบ
  9. แรงงานก่อสร้าง เนื่องธุรกิจก่อสร้างเป็นธุรกิจที่ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ และยังไม่มีประกาศให้หยุดชะงัก ดังนั้นยังไม่เข้าเกณฑ์ผู้ได้รับผลกระทบ แต่หากเลิกจ้างก็ต้องพิจารณาตามสมควร
  10. โปรแกรมเมอร์ เนื่องจากกลุ่มอาชีพโปรแกรมเมอร์ ไม่ได้รับผลกระทบจากการถูกปิดสถานประกอบการ เพราะส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ที่บ้าน จึงไม่เข้าเกณฑ์ผู้ได้รับการเยียวยา

เลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ออกไป เป็น 1 ก.ค. เพื่อป้องกันการแร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แนะสถานศึกษาโกออนไลน์

หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่มี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอให้ปรับเลื่อนวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 มาเปิดเทอมในวันที่ 1 ก.ค. 2563 จากเดิมที่จะเปิดภาคเรียนในวันที่ 16 พ.ค.2563 นี้เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พร้อมทั้งให้แต่ละสถาบันการศึกษาดำเนินการปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน อย่างการปรับหลักสูตรให้ไปเรียนผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น โดยควรทำเป็นแผนสำรองในกรณีที่สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.
ในกรณีนี้ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวให้มุมมองเรื่องการเรียนออนไลน์ในหลายมิติไว้ว่า
จากสถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า วิกฤติไวรัสโควิด-19 จะดำรงไปอีกนานเท่าไหร่ แต่การเรียนการศึกษาของเด็กไทยจะหยุดไม่ได้ จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียนการศึกษาผ่านระบบออนไลน์อย่างจริงจัง” “เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า หลายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ที่มีกันอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่ได้มีการรับรองจากทางกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทำให้หน่วยงานราชการหรือเอกชนบางหน่วยงาน ไม่ยอมรับปริญญาที่สำเร็จผ่านการเรียนออนไลน์”

“ทางกระทรวงที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาหรือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับวิธีการเรียนการสอนและมาตรฐานพร้อมรับรองหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ ตั้งแต่การศึกษาระดับต้นไปจนถึงระดับปริญญา”

ดังนั้น โฆษกพรรคภูมิใจไทย จึงกล่าวชัดเจนว่า “หลังจากนี้แม้วิกฤติโควิดฯจะหายไป แต่ผู้ปกครองก็อาจไม่แน่ใจที่จะปล่อยให้ลูกหลานออกมาเรียนหนังสือนอกบ้าน เพราะฉะนั้นการเรียนออนไลน์อาจจะต้องทำเต็มรูปแบบไปอีก 2-3 เทอมข้างหน้า” “ดังนั้น แนวทางที่ดี คือ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรหยิบเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาอย่างจริงจังว่า หลักสูตรออนไลน์ต้องได้รับรองมาตรฐาน โดยมีการยกระดับปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม และมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ”

เจาะมาตรการสำคัญเยียวยาภาคธุรกิจ ระยะที่ 3

มาถึงมาตรการเยียวยาภาคธุรกิจที่ได้รับผผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระยะที่ 3 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
  • พรก.กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจฯ (กระทรวงการคลัง)
ชุดมาตรการที่ช่วยเหลือ และเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และด้านการแพทย์และสาธารณสุข วงเงิน 600,000 ล้านบาท โดยครอบคลุมการช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 การแพทย์และสาธารณสุข
ชุดมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศ วงเงิน 400,000  ล้านบาท ครอบคลุม การเพิ่มศักยภาพ และยกระดับการค้า การผลิต และการบริการในสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศและในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ตลาดจนการส่งเสริมตลาดสำหรับผลผลิต และผลิตภัณฑ์ในระดับที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวหรือภาคบริการอื่น
และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน การจัดหาปัจจัยการผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งการสร้างช่องทางทางการตลาด และยกระดับมาตรฐานคุณภาพและมูลค่าเพิ่มของสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น (Local Economy)
  • พรก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้ ธปท. ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) เพื่อดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
ขยายวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่ระดับ 5 ล้านบาทไปถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2564 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ฝากเงิน ซึ่งจะเพิ่มความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินในภาพรวม
ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน  (Non-banks) เพื่อให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อให้แก่ Non-Banks เพื่อให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของแต่ละบริษัทโดยการผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ลิสซิ่ง เช่าซื้อ เช่าซื้อรถจักรยานยนต์และสินเชื่อทะเบียนรถให้แก่ประชาชน
ปรับลดอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว ทราบการปรับลดอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงินจากอัตราร้อยละ0.46 ต่อปี เหลือร้อยล 0.23 ต่อปี เพื่อให้สถาบันการเงินมีต้นทุนต่ำลง ซึ่งจะนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคธุรกิจและประชาชน
  • พรก.ดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เช่น มาตรการคุ้มครองเงินฝาก สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ปรับลดอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงิน
สาระสำคัญอยู่ที่ การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยกำหนดให้ ธปท. สามารถปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ให้แก่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจไปปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs  ที่มียอดสินเชื่อคงค้างเดิมไม่เกิน 500 ล้านบาท ที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และไม่เป็น NPL ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562
โดยผู้ประกอบการ SMEs จะได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมไม่เกินร้อยละ 20 ของยอดสินเชื่อเดิม ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่ได้เพิ่มเติมในระยะ 6 เดือนแรก
นอกจากนี้ ยังมีโครงการให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถพักชำระหนี้เดิมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ SMEs เป็นระยะเวลา 6 เดือน ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นลูกหนี้ชั้นดี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และมีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท
นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก
หากอ้างอิงตามมุมมองของ นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ถือว่าประเทศไทยมาถูกทางแล้ว เพราะก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศ อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมืองจนทำให้งบประมาณประจำปีล่าช้า และภาวะภัยแล้ง รวมทั้งปัจจัยภายนอกเช่น สงครามทางการค้า
ดังนั้น มาตรการเร่งด่วนที่จำเป็นต้องทำเพื่อผ่อนคลายวิกฤตจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 นี้ จึงควรเน้น การเยียวผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME และเตรียมการหาช่องทางการลงทุนใหม่ไว้ให้พร้อม เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชนได้ทันที เมื่อวิกฤตโควิด-19 คลี่คลายไป
  1. รัฐบาลควรมีนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงห้วงวิกฤตนี้ ด้วยการให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือสถาบันการเงิน เพื่อจะช่วยให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นเวลานี้ไปได้
  2. รัฐบาลควรเตรียมแผนการลงทุนใหม่ ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างงาน หากว่าวิกฤตโควิด-19 ผ่านพ้นไป
  3. กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็สำคัญไม่แตกต่างจากกลุ่มครัวเรือน ที่รัฐจำเป็นต้องมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาเพื่อสนับสนุนให้พวกเขายังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ที่มา :


 อัปเดตหลากหลายมาตรการครอบคลุม การเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ถอดรหัส เคลียร์ชัด ใครได้รับ ‘เงินเยียวยาโควิด-19 5,000 บาท’ บ้าง?

อัปเดตมาตรการ ‘การเว้นระยะห่างทางกายภาพ Physical distancing’ ที่ WHO ใช้แทน Social distancing ทางรอดของมนุษยชาติจากวิกฤตโควิด-19

รวมทุก ‘มาตรการเยียวยา โควิด-19’ ของภาครัฐ ‘เราไม่ทิ้งกัน’ ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน