ไม่ได้มาตัวเดียว แต่มากันเป็นแก๊ง ‘ฟาโก้ FACO’ แก๊งหุ่นยนต์สู้โควิด ‘ฟีโบ้’ ส่งลงสนาม ทำงานเคียงข้างแพทย์

2862

เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับ ‘ฟาโก้ FACO’ แก๊งหุ่นยนต์สู้โควิด กับสโลแกนที่เราอยากมอบให้ว่า “ไม่ได้มาตัวเดียวแต่มากันเป็นแก๊ง” จึงสามารถตอบโจทย์การทำงานของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ได้แบบครอบคลุม

สำหรับ ‘ฟาโก้ FACO’ แก๊งหุ่นยนต์สู้โควิด เกิดมาจากมันสมองของ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ ฟีโบ้ (มจธ.) ที่ผนึกกำลังกับภาคเอกชน เร่งพัฒนาระบบหุ่นยนต์ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ภายใต้ชื่อโครงการ “FIBO AGAINST COVID : FACO”

ทั้งนี้ เป็นการดำเนินงานควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์มการควบคุมที่ง่ายต่อการใช้งาน เพื่อแบ่งเบาภาระแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงนี้ให้ได้มากที่สุด รวมทั้งลดความเสี่ยงจากโรคติดต่อของผู้ป่วย โดยมีพื้นฐานจากต้นแบบงานวิจัยสู่การใช้งานจริง

ทำความรู้จัก ‘ฟาโก้ FACO’ แก๊งหุ่นยนต์สู้โควิดที่ ‘ฟีโบ้’ ส่งลงสนามเคียงข้างบุคลากรทางการแพทย์

รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หัวหน้าโครงการ ฟาโก้ (FACO) กล่าวว่า

“ที่ผ่านมา สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หรือ ฟีโบ้ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ในประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมงของบุคลากรทางการแพทย์ ทีมวิศวกรฟีโบ้และภาคเอกชนจึงได้ร่วมวิจัยและพัฒนาชุดระบบหุ่นยนต์ ‘ฟาโก้ FACO’ แก๊งหุ่นยนต์สู้โควิดขึ้น”

โดยใน 1 ระบบ รศ.ดร.ชิต อธิบายเพิ่มเติมว่าได้ออกแบบให้ประกอบด้วยหุ่นยนต์ 4 ตัว ที่มีฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย สอดคล้องกับการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ และยังช่วยลดการปฏิสัมพันธ์หรือการสัมผัสโดยตรงของบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงแพร่เชื้อ ได้แก่

  • Caver-Cab2020a หุ่นยนต์ขนส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ ในโรงพยาบาล

หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติสำหรับขนส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ สำหรับผู้ป่วยในของโรงพยาบาล โดยหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถบรรทุกถาดอาหารไปยังห้องพักผู้ป่วยอย่างอัตโนมัติ รับน้ำหนักได้มากถึง 150 กิโลกรัม หรือประมาณ 30 ถาดอาหารในคราวเดียว

พร้อมกันนี้ยังมีฟังก์ชันในการฟอกอากาศให้บริสุทธ์ และฆ่าเชื้อไวรัสตลอดการปฏิบัติงานอีกด้วย ผ่านอุปกรณ์ Hydroxyl Generator 

  • SOFA หุ่นยนต์บริการ

แพทย์สามารถควบคุมหุ่นยนต์จากห้องควบคุม เพื่อให้เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งเป้าหมายได้อัตโนมัติ จากนั้นแพทย์จะเลือกข้อมูลผลการรักษา หรือผลการตรวจ โดยจะแสดงผลผ่านหน้าอกของหุ่นยนต์ซึ่งผู้ป่วยสามารถดูได้

พร้อมกันนี้ยังได้ติดตั้ง กล้องถ่ายความร้อน (Thermal Camera) เพื่อใช้ในการวัดอุณหภูมิของผู้ป่วย และมีกล้องวิดีโอความละเอียดสูงที่สามารถขยายได้มากถึง 30 เท่า เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถควบคุมหุ่นยนต์ ให้เข้าตรวจอาการสภาพภายนอกของผู้ป่วย อาทิ ตา ลิ้น ได้จากระยะไกล

ส่วนผู้ป่วยก็สามารถสนทนาโต้ตอบกับบุคลากรทางการแพทย์แบบวิดีโอคอลล์ได้ ทั้งนี้ด้านหลังของหุ่นยนต์ยังมีถาดสำหรับส่งอาหาร ยา ให้กับผู้ป่วยได้อีกด้วย โดยข้อมูลของการรักษาทั้งหมดจะถูกส่งระบบส่วนกลาง หรือ Data base เพื่อให้แพทย์สามารถเรียกข้อมูลมาวิเคราะห์ได้อย่างทั่วถึง

ระบบนี้ค่อนข้างเสถียรมาก ด้วยมีแพลตฟอร์มในการควบคุมหุ่นยนต์อยู่ที่ห้องควบคุมส่วนกลาง

  • หุ่นยนต์หมายเลข 3 & 4 ให้บริการขนยา ส่งอาหารเฉพาะจุด

หุ่นยนต์แต่ละตัวจะมีแบตเตอรี่ 3 ชุด ชุดแรกอยู่กับหุ่นยนต์ ส่วนอีกชุดจะชาร์จแบตเตอรี่เต็มรอไว้ และชุดสุดท้ายจะชาร์จเก็บไว้เรื่อยๆ

ขณะเดียวกันหุ่นยนต์ทั้งหมดจะมีการเชื่อมต่อผ่านระบบ Wifi หลักของโรงพยาบาลและต่อไปในอนาคตจะมีการพัฒนา โดยนำเทคโนโลยี 5G 2600 MHz มาเสริมความสามารถให้กับหุ่นยนต์ และส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ด้วย 5G 26-28 GHz 


ได้เวลา ‘ฟาโก้ FACO’ แก๊งหุ่นยนต์สู้โควิด ออกปฏิบัติการในโรงพยาบาล เตรียมขยายผลไปทั่วประเทศ

“ทางฟีโบ้มีการพัฒนาหุ่นยนต์มาโดยตลอด แต่เมื่อมีวิกฤตโควิด-19 เข้ามา ทางทีมงานวิศวกรที่เชี่ยวชาญเรื่องหุ่นยนต์กว่า 10 คน จึงทุ่มเทให้กับโปรเจกต์นี้และเร่งมืออย่างเต็มกำลัง” ผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม ฟีโบ้ กล่าวชัดเจน

“เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์ โครงการวิจัยและพัฒนาชุดระบบหุ่นยนต์ที่จะเข้ามาช่วยการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ก้าวหน้าตามแผนที่วางไว้ว่าจะนำไปทดลองติดตั้งใช้ในโรงพยาบาล ที่ได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์เฉพาะกิจเพื่อรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคโควิด-19”

“โดยเป้าหมายของ ฟีโบ้ คือ ต้องการทำให้ได้ชุดระบบ 3 แพลตฟอร์ม ซึ่งใน 1 แพลตฟอร์มประกอบไปด้วยหุ่นยนต์ 4 ตัว สามารถให้บริการดูแลคนไข้ได้ถึง 100 เตียง” 

อีกทั้งระบบหุ่นยนต์ฟาโก้ชุดแรก มีแผนนำไปใช้ใน สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นแห่งแรก เพื่อช่วยเหลือแพทย์ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีจำนวนคนไข้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นศูนย์ที่มีคนไข้เยอะเป็นอันดับที่ 2 รองจากสถาบันบำราศนราดูร ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถนำไปติดตั้งได้ในราวต้นเดือนเมษายน 2563

“ขณะเดียวกันสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) ยังได้รับทุนในการสร้างระบบหุ่นยนต์ขึ้นมาอีก 2 ระบบ เพื่อบริจาคให้แก่โรงพยาบาลที่ต้องการภายในกลางเดือนเมษายน 2563 ซึ่งจากที่ผ่านมามีโรงพยาบาลแจ้งความประสงค์จำนวนหลายสิบโรงพยาบาล แต่จะมีการคัดเลือก 2 โรงพยาบาลที่อยู่ในสถานการณ์เร่งด่วนเพื่อนำไปใช้ได้อย่างทันท่วงที”


ดึงภาคเอกชนมาร่วมภารกิจเพื่อชาติ ผลิตระบบหุ่นยนต์ฟาโก้

รศ.ดร.ชิต อธิบายเสริมว่า ฟีโบ้ได้วางแผนมอบ แบบวิศวกรรมของฟาโก้ (Engineering Drawings) ให้แก่ 20 บริษัทเอกชน ภายใต้การดำเนินงานร่วมกับ สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (Thai Automation and Robotics Association: TARA) ที่จัดตั้งภายใต้มติ ครม. มาตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2560 โดยในตอนนี้มีสมาชิกอยู่กว่า 200 บริษัท และจะผลิตออกมาในจำนวนที่มากขึ้น (Mass Production) ในราคาเท่าทุน ให้ทันต่อความต้องการของโรงพยาบาล

สำหรับหุ่นยนต์ FACO ที่จะส่งต่อนี้ จะมีการบูรณาการให้เป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน โดยจะแบ่งการผลิตเป็นขั้นบันได คือ ระยะแรก 20 ชุด จะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน ส่วนระยะสอง 40 ชุด คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดีมานด์ด้วย

“ส่วนงบประมาณในการพัฒนาต้นแบบ เราตั้งไว้รวมทั้งหมดกว่า 4 ล้านบาทต่อหนึ่งระบบ แต่เมื่อมีการนำไปผลิตเป็นจำนวนมาก คาดว่างบประมาณในการพัฒนาจะลดลงเหลือเพียง 2.5-3 ล้านบาทต่อระบบ” 

“การวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้ ฟีโบ้ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน ประกอบด้วย บริษัท ฟอร์มส์ ซินทรอน (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้ทุนสนับสนุนการสร้างต้นแบบแพลตฟอร์ม โดยสนับสนุนทั้งในส่วนของงบประมาณและอุปกรณ์ รวม 3 ล้านบาท และยังส่งทีมนักออกแบบของบริษัทเข้าร่วมในโครงการฟาโก้อีกด้วย”

น่ายินดีที่ทีมวิศวกร ทีมนักออกแบบ และนักวิจัยฟีโบ้ จะร่วมมือกันทำงานพัฒนาระบบซึ่งถือว่าได้บริษัทผู้มีความชำนาญในแพลตฟอร์มเฉพาะนี้ เพราะจะทำให้การต่อยอดไปเป็นแพลตฟอร์มบริการทางการแพทย์ (Medical Service Platform) ที่นำขึ้นคลาวด์ ใช้ปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายขึ้น

อีกทั้งในโอกาสนี้ รศ.ดร.ชิต ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มี บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ที่ให้ทุนสนับสนุนการสร้างแพลตฟอร์มในส่วนของงบประมาณและอุปกรณ์ 1 ล้านบาท และบริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้บริจาคอุปกรณ์สำหรับการประชุมทางไกลผ่านทางจอภาพ (Video Conference) และ High Definition Camera ที่ใช้ในการพัฒนาหุ่นยนต์ด้วย


เสียงตอบรับจากบุคลากรทางการแพทย์ตัวจริง ต่อการทำงานของ ‘ฟาโก้ FACO’ แก๊งหุ่นยนต์สู้โควิด

เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา รศ.ดร.ชิต ยังได้อัปเดตล่าสุดว่า จากการได้ต้อนรับ คณะแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ และโรงพยาบาลตำรวจ มาร่วมชมการสาธิตการทำงานของชุดระบบหุ่นยนต์ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา “FIBO AGAINST COVID-19: FACO” ได้รับเสียงตอบรับที่น่าพอใจ

โดยในโอกาสนี้มี วุฒิชัย วิศาลคุณา รองผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม ผศ.ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และทีมพัฒนาหุ่นยนต์ ฯ ของสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ให้การต้อนรับ

จากการชมการสาธิตโดยจำลองการทำงานของระบบหุ่นยนต์และระบบควบคุมส่วนกลางในสภาวะเสมือนจริง คณะแพทย์ต่างแสดงความพึงพอใจในรูปแบบการทำงานของหุ่นยนต์ที่สามารถช่วยสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย COVID-19 ในโรงพยาบาลได้จริง

และในโอกาสนี้ ยังได้เข้าร่วมประชุมหารือถึงแนวทางและช่วงเวลาในการเข้าติดตั้งระบบ เพื่อพร้อมปฏิบัติงานจริงในโรงพยาบาลด้วย

โดยบุคลากรทางการแพทย์ตัวจริง ได้สื่อสารมาอย่างชัดเจนว่า จุดเด่นของ ชุดระบบหุ่นยนต์ “FIBO AGAINST COVID-19: FACO” คือ หน้าจอแสดงผลในระบบควบคุมส่วนกลางมีขนาดใหญ่ สามารถขยายได้เป็นสิบเท่า ตรงนี้จึงเอื้อต่อการทำงานของแพทย์ที่จะติดตามอาการของผู้ป่วยได้ดีมาก เพราะหน้าจอหุ่นยนต์ปรากฏเป็นหน้าของแพทย์ แพทย์จึงสามารถโต้ตอบกับคนไข้ประหนึ่งยืนอยู่ข้างผู้ป่วย

“เรียกว่า ฟาโก้ FACO ขอทำหน้าที่ Safe คุณหมอ เพื่อให้หมอ ไป Save ชีวิตผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 อีกที นี่เป็นความตั้งใจสำคัญที่ทำให้เราทุ่มเท สร้างเจ้าฟาโก้ ขึ้นมา” รศ.ดร.ชิต กล่าวในที่สุด


ในวิกฤต มีโอกาสสร้างสรรค์นวัตกรรมสู้การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เสมอ มีไอเดียดีๆอะไรบ้าง ไปอ่านเพิ่มกัน

รีวิวต้นแบบ ‘นวัตกรรมสู้โควิด-19’ ลดความเสี่ยงบุคลากรการแพทย์ ภารกิจเพื่อชาติ ที่ภาคธุรกิจทั่วโลกขานรับ

5 โซลูชันส์ สู้โรคระบาด กรณีศึกษาจากต่างชาติและการแก้ปัญหาใน 5 ประเทศ

“ความหวัง” จากการวิจัย “วัคซีน” COVID-19