ภารกิจดับ ‘ไฟป่า’ หนทางที่ยังมืดมน

448

วิกฤตไฟป่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพปุย ยังคงปะทุอยู่อย่างต่อเนื่อง ซ้ำเติมมลพิษทางอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ สัตว์ป่าจำนวนมากต้องดับสูญในกองไฟ ท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาปนส้ม แม้สถานการณ์เช่นนี้จะเคยทุกครั้งที่ฤดูแล้งมาเยือน แต่ไม่มีครั้งไหนรุนแรงเท่าครั้งนี้


สำหรับพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายครอบคลุม 16 อำเภอ เสียหายไม่ต่ำกว่า 2,400 ไร่ ขณะที่พื้นที่เกิดจุดความร้อน (Hotspots) มากที่สุด 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภออมก๋อย เชียงดาว แม่แจ่ม แม่วาง และสะเมิง
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักและต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องมี 86 จุด คือ อำเภออมก๋อย 26 จุด ประกอบด้วย ตำบลยางเปียง ตำบลอมก๋อย ตำบลนาเกียน, อำเภอเชียงดาว 16 จุด ตำบลเมืองงายและตำบลทุ่งข้าวพวง, อำเภอแม่แจ่ม 13 จุด ตำบลกองแขกและตำบลแม่น่าจร, อำเภอแม่วาง 9 จุด ตำบลแม่วิน, อำเภอดอยเต่า 7 จุด ตำบลมืดกา, อำเภอเวียงแหง 6 จุด ตำบลเมืองแหง, อำเภอสะเมิง 5 จุด ตำบลบ่อแก้ว และอำเภอฝาง 4 จุด ตำบลม่อนปินซึ่งเกิดไฟไหม้ป่าซ้ำซากบนภูเขาสูงชันและเป็นเหวลึกยากต่อการเข้าถึง
คำถามคือ มหันตภัยไฟป่าทำไมจึงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเราจะป้องกันได้อย่างไร และแนวทางการดับไฟป่ามาถูกทางแล้วหรือ

ไฟป่าดับไม่ง่าย

เพจ forestbook สะท้อนเรื่องราวไฟป่าผ่านคำบอกเล่าของ เมธาพันธ์ ภุชกฤษดาภา ผู้ใหญ่บ้าน บ้านม้งดอยปุย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ว่า การปะทุของราวไฟ แม้ว่าจะเกิดขึ้นเพียงจุดเดียว แต่ถ้าเราดับไม่สนิทมันก็จะขยายไปอย่างต่อเนื่อง บางจุดดับได้ บางจุดดับไม่ได้ บางทีลูกไฟกระเด็นไปไกลเป็นร้อยเมตร โดยเฉพาะเวลาไฟไหม้ลามสูงขึ้นไปบนต้นไม้ ต่อให้เราดับข้างล่างหมด พอต้นไม้ล้มลงมาแล้วพื้นที่มีความสูงชัน เปลวไฟก็กระเด็นกระดอนสไลด์แตกกระจายไปทุกทิศทุกทาง บางบริเวณมองดูแล้วเหมือนคนแอบจุด แต่ไม่ใช่ เป็นการกระเด็นของเปลวไฟ ทำให้ไฟไม่ดับ
อันที่สองคือ ไฟเรือนยอด เนื่องจากในป่าต้นไม้ชิดกัน พอไฟเรือนยอดขึ้นลมพัดเปลวไฟก็จะลามต่อจากต้นนี้ไปต้นนั้นเป็นลูกโซ่ บางพื้นที่มีการสะสมเชื้อเพลิงไว้นานหลายปี เช่น 30 ปีก็ 30 ชั้น เวลาไฟไหม้ก็จะไหม้ทีละชั้น ลึกลงไปเรื่อยๆ กินเวลาประมาณ 3-4 วันหรือเป็นอาทิตย์ แล้วก็ปะทุใหม่ เวลาเราไปดับไฟรูปแบบนี้ เราจะขุดชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงของไฟเดินมาถึงเชื้อเพลิงที่เรากันไว้

ไขปริศนา เส้นทางไฟ

#จะเผาอะไรกันนักหนา? #เมื่อไรจะดับได้สักที?คำถามแบบนี้ น่าจะเคยผุดขึ้นในหัวของพวกเราส่วนใหญ่นะครับถ้าอยากรู้คำตอบคลิปนี้ ชวนมาไขปริศนากันนะครับเนื้อหาในคลิปนี้ว่าด้วยกรณีไฟป่าดอยสุเทพนะครับ ส่วนไฟป่าที่อื่น อาจมีทั้งความเหมือนและความต่าง แล้วแต่บริบท1. เป็นที่รู้กันนะครับว่าไฟป่าเมืองไทยไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากคน (ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา) 2. แต่เชื่อไหมครับ แม้ไฟจุดแรกที่เกิดขึ้น จะมาจากคน แต่ไฟที่ปะทุครั้งถัด ๆ มาซึ่งลุกลาม และต่อเนื่องยาวนานหลายสัปดาห์ #ไม่จำเป็นต้องมีคนจุด 3. เราเคยฟังการวิเคราะห์จากหน่วยงาน นักวิชาการ รวมถึงสังคมโซเชียล มาพอสมควรแล้วนะครับ คลิปนี้ จะพาเราไปฟังชาวบ้าน ชวนพิสูจน์หลักฐานบนดอยปุย #คลิปการดับไฟป่าทั้งหมด บันทึก ณ จุดเกิดเหตุโดยผู้นำชุมชน ภาพอาจจะมืดไปบ้าง สั่นไปบ้าง แต่เหมือนเราได้ร่วมอยู่ในสถานการณ์ใจกลางไฟจริง ๆ (บ้านม้งดอยปุย ดูแลผืนป่าเกือบ 20,000 ไร่ซึ่งเปรียบเสมือนพื้นที่ไข่แดงของอุทยานฯ) 4. ธรรมขาติของไฟในป่าดิบ มันเดินทางได้เอง กลิ้งได้ บินได้ มุดดินได้ 5. เมื่อโลกร้อน ภัยแล้ง ใบไม้ร่วงไว รวมถึงเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทับถมกัน บางจุดของดอย ไม่มีไฟเข้ามานานนับ 30 ปี 6. ประกอบกับคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ บอกว่า ปีนี้ การประสานงานและการบริหารจัดการของหน่วยงานกับชุมชน ประสิทธิภาพไม่ดีเหมือนที่เคยเป็น 7. เมื่อปัจจัยครบพร้อม คือ มีเชื้อเพลิงสูงมาก อากาศร้อน แล้ง บวกกับการบริหารจัดการไม่ดีพอ "ไฟ" จึงพร้อมออกเดินทางโดยเสรีทุกทิศทาง ขอเพียงเกิดการจุดครั้งแรก จากนั้น ไม่ต้องมีคนจุดใหม่ ไฟพร้อมจะลามเลียผิวดิน ไต่ขึ้นเรือนยอด มุดลงดินกินซากพืช และพร้อมจะปะทุใหม่ได้ตลอดเวลา8. ปีนี้ ดอยสุเทพ(และพื้นที่ป่าส่วนใหญ่ทั่วภาคเหนือ) เสียหายรุนแรง ค่าฝุ่นสูงลิ่ว งบประมาณมหาศาลถูกทุ่มลงมา 9. สิ่งดีที่เห็น คือ ความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานซึ่งเหน็ดเหนื่อยและเสี่ยงชีวิต รวมถึงน้ำใจของเหล่าอาสาในเมือง ทั้งแรงกาย แรงทรัพย์ และแรงใจ10. แต่กับคำถามที่ว่า #เกิดอะไรขึ้น #ใครเผา #ทำไมดับไม่ได้สักที #ทำไมไม่หาคนผิดมาลงโทษและประณามให้หนัก เท่านี้คงยังไม่พอ และไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาระยะยาว โจทย์ที่ชวนไขปริศนาในคลิปนี้ อาจทำให้เราได้ทบทวนว่า ควรกลับมาตั้งหลักอย่างไร? ให้ปีต่อ ๆ ไป มีประสิทธิภาพมากกว่านี้#ไฟป่า #ดอยสุเทพ#forestbookขอบคุณ..คลิปการดับไฟป่า โดย เมธาพันธ์ ภุชกฤษดาภา (พ่อหลวงนวย) ผู้ใหญ่บ้าน บ้านม้งดอยปุยภาพไฟป่ามุมสูง โดย ทีมโดรนอาสา/ WEVO สื่อสู้ฝุ่น

โพสต์โดย forestbook เมื่อ วันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2020

เจ้าหน้าที่บางหน่วยที่มีประสบการณ์เขาก็รู้ แต่ถ้าคนมาจากที่อื่นที่ไม่เคยดับไฟในพื้นที่ในลักษณะแบบนี้ก็อาจไม่เชี่ยวชาญ หรือทำได้ในเวลาที่รวดเร็ว ต่างคนต่างก็ดับไฟบนผิวให้สนิทก่อน ด้วยการเดินหน้าอย่างเดียว ไม่ได้ระวังการเดินทางของไฟใต้ดินผู้ใหญ่บ้านม้งดอยปุย อธิบาย
เมธาพันธ์ยอมรับว่าไฟป่าครั้งนี้ถือว่ารุนแรงและกินพื้นที่มากที่สุด บางจุดไม่เคยไหม้ก็ไหม้เนื่องจากแล้งมานานมากและฝนไม่ตกชุกเหมือนทุกปี ประกอบกับหน่วยงานต่างๆ อาจไม่มีประสิทธิภาพในการเข้าหาชุมชนหรือชะล่าใจเกินไป ประเมินเหตุการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ควบคุมได้ไม่รวดเร็ว
เขายกตัวอย่างการป้องกันไฟป่าในพื้นที่ชุมชนของตัวเองว่า
พื้นที่ที่เรารับผิดชอบคือชุมชนม้งดอยปุยเกือบ 2 หมื่นไร่ ทุกหลังคาเรือนจะต้องมีอาสา 1 คน หมู่บ้านเรามีประมาณ 200 หลังคาเรือน ก็จะจัดชุดทั้งหมด 13 ชุด ชุดหนึ่ง 17-20 คน แบ่งแนวกันไฟกันทำตลอด 20 กิโลเมตรรอบหมู่บ้าน มีการจัดเฝ้าเวรยามวันละชุด ไฟขึ้นเมื่อไหร่ต้องเข้าไปดับ ไม่ว่าจะเป็นตี 1 ตี 2 ตี 3 ทำแบบจิตอาสา ไม่มีงบประมาณ ไม่มีหลักประกันอะไรเลย” 

บางคนพูดว่าทำไมไฟไหม้ไม่ยอมดับ มันดับยาก การกระเด็นของไฟ การปลิวมาของก้อนหิน กิ่งไม้ มันรุนแรงและอันตรายต่อชีวิต อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้มองว่าเขาว่าเรา เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้และเขาไม่ได้มาสัมผัสจริงๆ ผมคิดว่าแต่ละพื้นที่ที่มีหมู่บ้าน ไม่ว่าจะคาบเกี่ยวกับป่าอนุรักษ์หรือป่าชุมชน หน่วยงานจะต้องเข้าไปทำความเข้าใจให้ชัดเจนจริงๆ เพื่อสามารถรักษาผืนป่าได้ด้วยตัวของชุมชนเอง แต่ถ้าชุมชนไม่ได้มาช่วยกันจัดการปล่อยให้หน่วยงานเป็นคนดูแล กำลังเขาคงไม่พอ การจัดการต่างๆ จะยุ่งยากมาก ถ้าไม่อยากให้เกิดไฟอย่าช้าเกินไป ไม่ใช่ไหม้แล้วค่อยมาทำ ค่อยมาบูรณาการจัดการป้องกัน ต้องมีการบริหารจัดการชุดดูแลต่างๆ ผมคิดว่าใช้งบประมาณไม่เยอะผู้ใหญ่บ้านม้งดอยปุย กล่าวปิดท้าย


ดับไฟป่าให้ได้ผลต้องดับที่หัวใจ

ด้าน นิคม พุทธา อดีตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อดีตเอ็นจีโอมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิงและผู้ก่อตั้งค่ายเยาวชนเชียงดาว กล่าวว่า ปัญหาของไฟป่ามาจากสาเหตุหลักๆ คือ ระบบนิเวศที่บกพร่อง ถ้าปีไหนปริมาณน้ำฝนน้อย หลังฤดูฝนป่าจะแห้ง พอเกิดไฟป่าก็จะรุนแรง อีกสาเหตุคือ การเผาโดยฝีมือมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาเพื่อทำไร่ข้าวโพด
เนื่องจากกฎหมายไม่อนุญาตให้นำรถไถหรือรถแทรกเตอร์เข้าไปในเขตป่า วิธีการเผาจึงเป็นวิธีการที่ง่ายและสะดวกที่สุด แต่ปัญหาคือพวกเขามักไม่ทำแนวกันไฟ พอเผาทิ้งไว้ไฟจึงแพร่ขยายลุกลามกลายเป็นไฟป่า ซึ่งต้องยอมรับว่าหน่วยงานราชการปล่อยปละละเลยให้มีการทำไร่ข้าวโพดในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจนกลายเป็นป่าที่ไม่สมบูรณ์ ประกอบกับคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนยากจนที่อาศัยอยู่ในป่า เป็นคนที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ไม่รู้หนังสือ บางคนพูดไทยไม่ได้ด้วยซ้ำ ชีวิตเขาเข้าป่ามากกว่าเข้าเมือง เลี้ยงสัตว์ หาของป่า ไม่รู้หรอกว่าหมอกควันมันไปสร้างความเสียหายกับใคร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีรณรงค์ห้ามเผาป่า
นิคม พุทธา // thepotential.org
และที่ผ่านมาการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านมักออกมาในรูปการข่มขู่คุกคามและแสดงความเหยียดหยามจนกลายเป็นจุดไฟในใจให้กับชาวบ้าน เปลี่ยนความร่วมมือให้เป็นการต่อต้าน เคียดแค้น ชิงชัง เมื่อเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอต่อการเฝ้าระวัง ประกอบกับการไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในพื้นที่ทำให้ปัญหาไฟป่า กลายเป็นมหากาพย์ที่แก้ยังไงก็ไม่มีวันจบสิ้น
สถานการณ์ไฟป่าในเชียงใหม่ครั้งนี้รุนแรงหนักมาก แต่การแก้ปัญหาเรายังทำกันแบบครั้งต่อครั้ง ไฟป่าเกิดทีก็มานั่งวางแผนบริหารจัดการกันที ไม่มีการวางแผนกันล่วงหน้า ไม่มีอาสามัครคอยดูแลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอุปสรรคสำคัญคือ ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน หากเจ้าหน้าที่เข้าไม่ถึงจิตวิญญาณ อารมณ์และความรู้สึกของชาวบ้าน ยังมองเขาเป็นผู้ร้าย ไม่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพในสิทธิและการอยู่ร่วมกัน ปัญหาไฟป่าที่มีมานานแล้วก็คงจะยังมีอยู่ต่อไปนิคม กล่าว
การที่เราจะชวนคนมาปกป้องป่า เราต้องสร้างแนวกันไฟในจิตในใจของเขาก่อน ไม่ควรจุดไฟในใจด้วยการชี้หน้าว่าเขาเป็นคนเผา เป็นต้นเหตุของไฟป่า แต่เราควรจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร สร้างจิตสำนึกใหม่อย่างไร การฟื้นฟูหลังจากเกิดสถานการณ์ มันควรจะมีกระบวนการทำงานที่ไม่ใช่แค่เป็นภารกิจชั่วคราว แต่มีการสรุปบทเรียน วางแผน และทบทวนสม่ำเสมอ
ถ้าเจ้าหน้าที่ยังใช้อำนาจข่มขู่ ข่มเหงรังแก ใช้ความรุนแรงกับชาวบ้าน สร้างความกดดัน หวาดระแวง จนกลายเป็นความเกลียดชังเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านก็จะประชดด้วยการเผาป่า แต่ถ้าเจ้าหน้าที่อะลุ่มอล่วย ประนีประนอม สื่อสารกับเขาด้วยความอ่อนโยน เมตตากรุณา ดับไฟในใจได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นเราอาจดับไฟป่าได้ในที่สุด

จากออสเตรเลียถึงเชียงใหม่

รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี // soc-anp.soc.cmu.ac.th
รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี นักวิชาการประจำภาควิชาสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ความตอนหนึ่งว่า
แม้ว่าปัญหาไฟป่าในออสเตรเลียกับไทยจะมีความต่างกันทั้งในแง่สเกลและระดับของความรุนแรง แต่นั่นไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปล่อยให้ปัญหาไฟป่าในเชียงใหม่กลายเป็นปัญหาระดับท้องถิ่น เพราะปัญหาที่แม้เกิดในระดับท้องถิ่นนี้ได้ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่เป็นพิษทางอากาศสูงอันดับหนึ่งของโลกติดกันมายาวนานเป็นอาทิตย์

เมื่อหันไปดูว่ารัฐบาลออสเตรเลีย ทำอะไรบ้างในการรับมือกับปัญหาไฟป่า เราจะพบความแตกต่างที่เรียกได้ว่าระหว่างฟ้ากับเหว เพราะไม่เพียงที่ปัญหาไฟป่าจะถูกยกให้เป็นปัญหาระดับชาติเท่านั้น แต่รัฐยังทุ่มเททั้งงบประมาณ กำลังคน และเทคโนโลยี เพื่อจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการผจญเพลิงนั้นคือทหารที่มากันทั้งสามเหล่าทัพ ในจำนวนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 8,000 นายทั่วประเทศนั้น มีทหารอยู่กว่า 3,000 นาย ทั้งทหารบก ทหารอากาศ และทหารเรือ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครผจญเพลิงอื่นๆ ไม่ได้ปล่อยให้งานดับเพลิงเป็นภาระของกรมอุทยานฯเพียงหน่วยงานเดียว

Katoomba, New South Wales / Australia – December 1st 2019: NSW Rural Fire Service drop water from a helicopter onto Ruined Castle Bush Fire in the Blue Mountains.
นอกจากทหารจะมีบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหาไฟป่า รัฐยังลงทุนในด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ โดยลงทุนซื้อเครื่องบินกว่า 500 ลำ ซึ่งทั้งหมดเป็น fire bombing/air tanker หรือเครื่องบินที่ใช้เพื่อดับเพลิงโดยเฉพาะ ที่จุน้ำ/โฟม/เจลดับเพลิง ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 44,000 ลิตร ไปจนถึง 15,142 ลิตร ที่มีไว้ทุ่มมวลน้ำขนาดใหญ่สำหรับดับเพลิงโดยเฉพาะ เฮลิคอปเตอร์ก็เป็น fire bombing ที่สามารถทั้งบรรทุกคนเพื่อนำไปสู่จุดหมายในการดับเพลิง และทั้งบรรจุน้ำเป็นพันลิตร ซึ่งมีสมรรถนะในการดับเพลิงอย่างสูง ไม่ใช่เฮลิคอปเตอร์ที่ใช้โดยสารแต่นำมาห้อยกระป๋องน้ำบินแกว่งไปมาอย่างน่าอเนจอนาถนับร้อยเที่ยวอย่างบ้านเรา
ไฟป่าในออสเตรเลีย และไฟป่าที่ไหม้ดอยสุเทพ ต่างก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปีมาเป็นเวลายาวนาน แต่ในขณะที่ในออสเตรเลียนั้น รัฐมีความจริงจังในการพัฒนาแนวทางในการจัดการกับปัญหาและลงทุนกับมัน
ส่วนในเชียงใหม่นั้นหลายทศวรรษของปัญหาไฟป่า เรายังคงใช้เฮลิคอปเตอร์แบบเดิม อุปกรณ์ primitive ราคาถูกแบบเดิม ส่งคนเสี่ยงตายไปดับไฟที่ปราศจากหลักประกันความปลอดภัย และไร้ประสิทธิภาพในการดับเพลิง มิหนำซ้ำ ยังต้องขอรับบริจาคอาหารและน้ำดื่มจากประชาชน เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเหล่านี้ ราวกับว่าปัญหานี้ ไม่เคยเป็นวาระใดๆ ของรัฐ และปล่อยให้หน่วยงานท้องถิ่นและอาสาสมัคร แก้ไขกันไปเองตามยถากรรม

บทความเกี่ยวกับไฟป่าที่ทุกคนสามารถเข้าใจสถานการณ์และเรียนรู้ได้

ไฟป่า ‘ดอยสุเทพ-ปุย’ ฝ่ามหันตภัยก้าวข้ามความ ‘ขัดแย้ง’

เปิดโปรไฟล์ ‘งานวิจัยเพื่อชุมชน’ ใช้เห็ดป่าแก้ปัญหาฝุ่นควันไฟป่า ‘ลดฝุ่นพิษ’ ระดับชาติ ได้ด้วยภูมิปัญญา