COVID-19 Global Report Vol.15

161
COVID-19 Global Report vol.15

ทั่วโลกตื่นตัว เร่งทดลองยารักษาผู้ป่วย COVID-19

การที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิต พุ่งสูงขึ้นทุกวันทั่วโลก จึงเป็นสภาวการณ์ที่่น่ากังวลใจเป็นอย่างมาก การหาแนวทางในการป้องกันและรักษาเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกเอาใจช่วยและเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ โดย VOA Thai รายงานว่า ในขณะที่การทดลองและพัฒนาวัคซีนสำหรับ COVID-19 ยังคงอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ในหลายห้องทดลอง ในหลายประเทศ โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาราว 12-18 เดือน จึงจะแล้วเสร็จและนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด เพราะกำลังเร่งหาตัวยาใหม่ ๆ รวมทั้งควานหาวิธีการที่จะนำยาหรือกระบวนการที่มีอยู่เดิมซึ่งได้รับอนุมัติให้ใช้กับโรคบางอย่างแล้ว มาใช้กับCOVID-19 โดยหวังว่าจะช่วยให้โลกไม่ต้องเผชิญกับความสูญเสียมากเกินไป จนกว่าวัคซีนจะพัฒนาแล้วเสร็จ และถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

โดยวัตถุประสงค์ของการนำยาหรือวิธีที่มีอยู่เดิมมาทดลอง เพื่อใช้รับมือกับ COVID-19มี 3 แนวทาง ได้แก่

  1. ยาที่มีฤทธิ์เพื่อจำกัดการแทรกตัวของ COVID-19เข้าไปในเซลล์ หรือทำให้ไม่เกิดการขยายตัวของไวรัสในร่างกายในช่วงแรกที่ได้รับเชื้อ เช่น ยา Hydroxychloroquine ที่แต่เดิมใช้กับเชื้อมาลาเรีย เช่นเดียวกับยา Remdesivir ซึ่งเคยใช้กับไวรัส Ebola มาแล้ว
  2. ยาเพื่อช่วยบรรเทาความรุนแรงจากเชื้อไวรัส รวมทั้งบรรเทาปฏิกิริยาซึ่งเป็นผลจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อต่อต้านเชื้อที่ทำให้เกิดภาวะอักเสบอย่างรุนแรงในร่างกาย และส่งผลเสียต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญบางอย่าง เช่น ปอด จนคุกคามต่อชีวิตผู้ป่วยได้ ตัวอย่างของยากลุ่มนี้ คือ ยา Kevzara ที่ใช้รักษาไขข้ออักเสบ

อย่างไรก็ตาม ยาทั้ง 2ประเภทนี้อาจมีผลข้างเคียงในทางลบต่อสุขภาพของคนไข้ ซึ่งแพทย์กำลังพยายามศึกษาหาคำตอบอยู่ว่าจะต้องมีเงื่อนไขและรายละเอียดในการใช้กับผู้ป่วยแต่ละรายอย่างไรบ้าง

  1. การช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของคนป่วยที่รับเชื้อให้สามารถสู้กับไวรัสได้ โดยอาศัยสารภูมิต้านทานจากพลาสม่าในเลือดของผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว หรือที่เรียกว่า Convalescent plasma therapy โดยวิธีดังกล่าวก็เป็นเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ข้อจำกัดคืออาจจะไม่ได้ผลกับผู้ป่วยที่มีอาการหนักในระยะท้ายๆ

ในภาพรวมแล้ว ขณะนี้มีการทดลองยาต่างๆ อยู่ราว 70 ชนิด เพื่อเร่งหาคำตอบว่ายาชนิดใดที่อาจเป็นความหวังที่ให้ผลดีในการรักษามากที่สุด เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็จะช่วยทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น จำนวนผู้รักษาหายจะสูงขึ้น อัตราผู้เสียชีวิตจะลดต่ำลง แต่กระนั้นก็ยังต้องรอต่อไปจนกว่าวัคซีนที่เป็นความหวังสุดท้ายจะได้รับการพัฒนาสำเร็จ

IATA ประเมินอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบินทั่วโลก
เสี่ยงตกงานมหาศาล 25 ล้านตำแหน่ง

เป็นที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมการบินเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากพิษ COVID-19 อย่างหนักหน่วง จนถึงกับต้องจอดสนิท เหลือเพียงไม่มีกี่สายการบินที่ยังคงเปิดให้บริการอยู่ แต่ก็เป็นไปด้วยความทุลักทุเล และยากลำบากอย่างแสนสาหัส เพราะที่ตัดเที่ยวบินไปก็เยอะ ดังนั้นสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) จึงได้รายงานบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า จะมีผู้ได้รับผลกระทบและเสี่ยงตกงานกว่า 25ล้านตำแหน่ง ในอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก

ในวิถีชีวิตของมนุษย์บางส่วนของ 65.5 ล้านคน (จากจำนวนประชากรโลกทั้งหมด 7,776 ล้านคน ) พึ่งพาอุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะการเดินทางและการท่องเที่ยว ในจำนวนนี้มีงานในสายการบิน2.7 ล้านตำแหน่ง และจากสภาพการณ์ของการเข้มงวดและกฎเกณฑ์ของประเทศต่าง ๆ ในเรื่องของคนเข้า-ออก ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดย IATA ระบุว่า 25 ล้านตำแหน่ง ประกอบด้วย
เอเชียแปซิฟิค 11.2 ล้านตำแหน่ง ยุโรป 5.6 ล้านตำแหน่ง อเมริกาใต้ 2.9 ล้านตำแหน่ง อเมริกาเหนือ 2 ล้านตำแหน่ง แอฟริกา 2 ล้านตำแหน่ง แอฟริกา 2 ล้านตำแหน่ง ตะวันออกกลาง 9 แสนตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังคาดว่าอุตสาหกรรมการบินโดยรวมทั่วโลกจะสูญเสียรายได้จากผู้โดยสารมากถึง 252 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,242 พันล้านบาท) หรือลดลง 44% ในปี 2020 เมื่อเทียบกับปี 2019 และไตรมาส 2/2020 เป็นช่วงวิกฤตที่สุด เพราะดีมานด์ลดลงถึง 70% และธุรกิจสายการบินจะช้ำหนัก สูญเสียเงินสด 61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,996 พันล้านบาท)

สายการบินหลายแห่งเรียกร้องให้รัฐบาลของแต่ละประเทศสนับสนุนการช่วยเหลือทางการเงินทันที เพื่อให้สายการบินอยู่รอดได้ และสามารถที่จะฟื้นตัวกลับมาได้หลังจากที่ COVID-19 ถูกยับยั้งได้แล้ว โดยข้อเรียกร้องพิเศษจาก IATA คือ 1.ให้การสนับสนุนทางการเงินกับสายการบินที่มีปัญหาโดยตรง 2.รัฐบาลปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือสนับสนุนด้วยการซื้อหุ้นกู้ของสายการบิน และ 3.ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

Trump ไม่ปลื้ม WHO เหตุเอาใจ ‘จีน’
ผู้สนับสนุนทางการเงินเบอร์ 2

จากการที่สหรัฐอเมริกาตอบสนองต่อการระบาดของ COVID-19 ช้ากว่าที่ควร และภายใต้การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบใด ๆ ต่อวิกฤตที่ลุกลามอย่างหนักนี้ และเขาเปลี่ยนไปกล่าวโทษองค์การอนามัยโลก (WHO) แทน โดยกล่าวหาว่า WHO ผิด เพราะมัวแต่ยึดโยงเอาจีนเป็นศูนย์กลาง ทั้ง ๆ ที่ควรจะประกาศเตือนเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้นานแล้ว แม้ Trumpจะมี Peter Navarro ที่ปรึกษาการค้า แจ้งเตือนตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม ว่าไวรัสนี้อาจเป็นความเสี่ยงสำหรับชาวอเมริกันหลายล้านคนและทำให้เกิดการสูญเสียหลายล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าไวรัสนี้เป็นเรื่องฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในวันถัดมา

Trump อ้างถึงการบริจาคเงินของสหรัฐฯให้กับ WHOโดยกล่าวว่า “เราจะระงับการใช้จ่ายเงินให้กับองค์การอนามัยโลก” จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “เราจะทำการระงับที่มีประสิทธิภาพมากและเราจะได้เห็นกัน” ต่อมาประธานาธิบดีถูกถามว่า การพักเงินสนับสนุน WHO ในช่วงกลางของการระบาดใหญนี้่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ เขาถึงกับเปลี่ยนท่าทีทันที และบอกว่าเขาไม่ได้บอกว่าจะทำ แต่บอกว่าจะพิจารณาเรื่องนี้

เมื่อพิจารณาจากการพูดจากลับไปกลับมาของผู้นำสหรัฐอเมริกาดังกล่าว จึงเกิดคำถามที่ชวนหาคำตอบว่า แล้วประเทศใดบ้างที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ WHO มากที่สุด?

ทั้งนี้ รูปแบบการการจ่ายเงินสนับสนุนให้กับ WHO มี 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทแรก คือ การจ่ายเงินสมทบหรือค่าบำรุงของประเทศสมาชิก ค่าธรรมเนียมการเป็นสมาชิกที่มีการคำนวณจำนวนเงินทั้งหมดที่จ่ายเมื่อเทียบกับความมั่งคั่งและประชากร ประเภทที่ 2 คือ การบริจาคโดยสมัครใจ

อันที่จริง ภายใต้การบริหาร Tump ได้ลดเงินสนับสนุนที่ให้กับองค์การอนามัยโลกมาแล้ว โดยในข้อเสนองบประมาณล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ลดการสนับสนุนทางการเงินจาก 122.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,116 ล้านบาท) เหลือเพียง 57.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,890 ล้านบาท) แม้จะลดลงจากผู้สนับสนุนเบอร์ 1 แต่ WHOยังคงได้รับการสนับสนุนจากจีนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเบอร์
2 จำนวน 28.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 934 ล้านบาท) ส่วนญี่ปุ่นให้เงินกับ WHO มากที่สุดเป็นอันดับ 3จำนวน 20.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 670 ล้านบาท) โดยรวมประเทศสมาชิกทั้งหมดจ่ายเงินสนับสนุน WHO ในปีนี้อยู่ที่ 246.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,060ล้านบาท)

‘Starbucks’ จัดสรรเงินช่วยเหลือพนักงานทั่วโลก 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้อยู่ในท่ามกลางวิกฤต เชนร้านกาแฟรายใหญ่ของโลกอย่าง Starbucks ก็ไม่ทอดท้ิงพนักงาน หรือที่มีบริษัทฯ นี้เรียกว่า partner แม้สาขาของ Starbucks เกือบทั่วโลกจะถูกปิดตัวลงเพราะมาตรการรับมือ COVID-19 ของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ก็ตาม โดยกาแฟนางเงือกได้ประกาศจัดตั้งโครงการช่วยเหลือพนักงานด้วยเม็ดเงินมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 326.5 ล้านบาท) เป็นครั้งแรก

พนักงานร้านสตาร์บัคส์ในสาขาต่าง ๆ ทั่วโลก ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 จะได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจาก Starbucks Global Partner Emergency Relief Program ทั้งสาขาที่บริษัทดำเนินการเองและสาขาที่คู่ค้าซึ่งได้รับลิขสิทธิ์ให้ดำเนินการในต่างประเทศ เพื่อให้เข้าถึงเงินช่วยเหลือแบบจ่ายครั้งเดียวผ่านมูลนิธิต่าง ๆ ของ Starbucks รวมถึงมูลนิธิที่ให้่ความร่วมมือกับบริษัทอยู่แล้ว เพื่อบรรเทาทุกข์ให้ใช้ชีวิตอยู่รอดในสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้

ทั้งนี้ ในปี 2019 Starbucks มีรายได้ทั่วโลก 26.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 866พันล้านบาท) เสิร์ฟกาแฟ เครื่องดื่มอื่น ๆ รวมถึงเบเกอรี่ทั่วโลก 31,256 สาขา

‘Nike’ รังสรรค์ Face Shield ประสิทธิภาพสูง

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ร่วมระดมไอเดีย เพื่อต่อสู้กับ COVID-19 โดยจากแถลงการณ์ล่าสุดของ Nike ระบุว่า ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของ Oregon Health & Science University (OHSU) ทีมนวัตกรรม โรงงานและฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Nike ได้มารวมกันเพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วน ในการผลิตอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) ในรูปแบบของหน้ากากป้องกันเต็มรูปแบบ ที่ผลิตจากเลนส์ป้องกันระบบหายใจ (PAPR) เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ป้องกัน COVID-19

Face Shield นี้ ใช้วิธีการผลิตจากอุปกรณ์และวัสดุของ Nike เป้าหมายไม่ใช่แค่เกราะป้องกันที่ใช้งานได้ดี มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำไปผลิตได้ง่ายด้วย โดยบุคลากรทางการแพทย์ของ OHSU เป็นผู้ทดสอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบและเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์ในขั้นตอนสุดท้ายอีกที โดย Face Shield ล็อตแรกของ Nike ถูกส่งไปยังOHSU แล้วเมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา

“Nike ยืนยันว่าจะยังคงแสวงหาวิธีที่จะสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ที่กล้าหาญ และทำงานด้วยความอุตสาหะ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยต่อไป เพื่อสนับสนุน เยียวยา และปลอบประโลมชุมชนของเราให้ผ่านช่วงเวลาที่สำคัญนี้ไปให้ได้”