เพียงแค่คิดว่า ประเพณีสงกรานต์ เทศกาลปีใหม่ไทยปีนี้ คงต้องเปลี่ยนไป ไม่คึกคัก สนุกสนานเหมือนเดิม ด้วยพวกเรากำลังอยู่ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ทำให้ใครหลายคนรู้สึกหดหู่และเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ทว่า หากทุกคนปรับความคิดใหม่ได้ว่า สงกรานต์ปีนี้เราจะละวางความสนุกอย่างการสาดน้ำปะแป้ง แล้วปรับมาเป็น ‘สงกรานต์ ต้านโควิด’ ที่มาให้ความสำคัญกับการแสดงความรักความห่วงใยต่อญาติผู้ใหญ่ หรือ “พระในบ้าน” ด้วยวิถีปฏิบัติที่อาจต้องเปลี่ยนไป แต่สร้างความรู้สึกดีทางใจได้เหมือนเดิม
อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบให้รูปแบบของประเพณีและเทศกาลสงกรานต์ที่เคยถือปฏิบัติกันมาเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น ทว่า ในแง่มุมของเศรษฐกิจ เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่จะสะพัดจากการท่องเที่ยว และการเดินทางกลับบ้านของประชาชน ก็แทบจะหายวับไปด้วยอย่างน่าใจหาย
ทว่า ที่สุดแล้ว เมื่อวิกฤตการแพร่ระบาดนี้ ยังคงดำเนินไป และกำลังก้าวผ่านเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ การรู้เท่าทัน ปรับตัว เพื่อร่วมป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด ร่วมกับการรณรงค์ภาครัฐ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” น่าจะเป็นสิ่งที่ชาวไทยทุกคนควรร่วมมือกันที่สุดในนาทีนี้

เศรษฐกิจยุคโควิด-19 พ่นพิษทำ เทศกาลสงกรานต์ 2563 รายได้หด แนะมาตรการเยียวยาของรัฐที่ดี ช่วยรอดได้
จากบทวิเคราะห์ของ SCB Economic Intelligence Center เผยผลคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี พ.ศ.2563 หรือ ปี ค.ศ.2020 ว่า GDP ไทยปี 2020 คาดว่าจะหดตัวที่ –5.6% ต่ำสุดนับจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1998 จากเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย โดยมีสาเหตุหลักมาจากวิกฤตการะบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ประเทศไทยต้องประกาศมาตรการปิดเมือง จำนวนนักท่องเที่ยวจึงมีแนวโน้มลดลงมากและคาดเห็นได้อีกว่าจะฟื้นตัวล่าช้าด้วย
โดยในเนื้อหาของบทวิเคราะห์ฉบับเดียวกันนี้ ได้ชี้ให้เห็นปัจจัยสำคัญในแบบ “เหรียญสองด้าน” เมื่อมีตัวฉุดเศรษฐกิจลง ก็มีพระเอกขี่ม้าขาวที่มาเป็นความหวังในการดึงสถานการณ์ย่ำแย่ขึ้นมาได้เช่นกัน
เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย
เพราะการหยุดลงแบบฉับพลันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (sudden stop) ซึ่งเป็นผลจากปัญหาโควิด-19 และมาตรการปิดเมืองของหลายประเทศ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าของไทยมีแนวโน้มหดตัวมากที่ -12.9% ในปีนี้
- จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศมีแนวโน้มจะลดลงมาก และฟื้นตัวล่าช้ากว่าที่คาดไว้
โดยจะลดมาอยู่ที่ 13.1 ล้านคนในปีนี้ หรือหดตัวที่ -67% จากปีก่อนหน้า เป็นผลจากความกังวลของนักท่องเที่ยวต่อการเดินทางระหว่างประเทศตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนและการรักษาโรคที่ได้ผล กอปรกับสภาวะที่รายได้ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศซึ่งลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้ด้วย
- มาตรการปิดเมือง สู้โควิด-19
มาตรการปิดเมืองของหลายจังหวัด รวมถึงมาตรการเคอร์ฟิวที่รัฐบาลประกาศออกมา ซึ่งคาดว่าถ้าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่ดีขึ้น ก็อาจจะมีการยกระดับมาตรการปิดเมืองที่เข้มข้นขึ้น กินเวลานานขึ้น
แม้มาตรการนี้จะเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นในการควบคุมการระบาดของโรค แต่สิ่งที่ต้องยอมรับ คือ มาตรการนี้ส่งผลให้การบริโภคสินค้าและบริการของภาคครัวเรือนโดยรวมลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบที่เพิ่มเติมจากความกังวลของผู้บริโภคต่อธุรกรรมที่มีลักษณะ face-to-face ในช่วงโรคระบาดอยู่แล้ว
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายการเงินและการคลัง ที่คาดว่าจะมีออกมาเพิ่มเติม
ตัวแปรนี้เองที่ SCB EIC ชี้ชัดว่าจะเป็นเหมือน พระเอกขี่ม้าขาว มาช่วยบรรเทาผลกระทบของ COVID-19 ต่อเศรษฐกิจไทย โดย SCB EIC ได้เพิ่มสมมติฐานของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากการออก พรก. กู้ฉุกเฉิน จำนวน 200,000 ล้านบาทไว้ในการประมาณรอบนี้ด้วย
ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่อง “มาตรการภาครัฐ” นี้ บทวิเคราะห์ฉบับนี้ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “มาตรการภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการประคับประคองเศรษฐกิจ และลดผลกระทบต่อแรงงานและภาคธุรกิจ”
เพราะมาตรการที่ได้จัดทำไปในช่วงก่อนหน้า ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน ส่วนใหญ่มุ่งเน้นในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ที่ถูกกระทบ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการลดภาษี มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน
อย่างไรก็ดี SCB EIC เชื่อว่า ในระยะต่อไป ภาครัฐจะเร่งดำเนินการออกมาตรการการคลังเพื่อชดเชยรายได้ให้กับแรงงานและผู้ประกอบการที่ตกงานหรือสูญเสียรายได้จาก COVID-19 ทั้งในส่วนการโอนเงินให้กับผู้ถูกกระทบจำนวน 3 ล้านคนที่ประกาศไปแล้ว
และการเพิ่มวงเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกระทบได้มากขึ้น ผ่านการออก พรก. กู้เงินฉุกเฉิน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการอัดฉีดเงินให้ถึงมือของผู้เดือดร้อนได้ตรงจุดและประคับประคองเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วขึ้น
ฮาวทูสืบสานประเพณี ‘สงกรานต์ ต้านโควิด’ อย่างสร้างสรรค์ ห่างไกลการติดเชื้อ
เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านของประชาชนทั่วไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) จึงมีมติว่าให้เลื่อนวันหยุดเทศกาล “สงกรานต์” ในวันที่ 13-15 เมษายน ออกไป โดยให้เป็นวันทำงานปกติ จนกระทั่ง เมื่อสถานการณ์โรคระบาด “โควิด-19” จะคลี่คลาย จึงจะมีการประกาศชดเชยวันหยุดให้ภายหลัง
จากคำสั่งนี้เอง หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ออกมาให้คำแนะนำประชาชนเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตัวในช่วง “สงกรานต์” ให้เหมาะสมเพื่อช่วยกันป้องกันการระบาดของโควิด-19 ให้เข้มข้นมากขึ้น
เริ่มจาก กระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์และวันผู้สูงอายุในปีนี้ ลูกหลานชาวไทยต้องปรับตัวและเปลี่ยนวิธีแสดงความกตัญญูต่อญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นประเพณีอันงดงามของไทยที่ทำเป็นประจำทุกปี อย่างการรดน้ำดำหัว หรือการกลับไปกราบขอพรญาติผู้ใหญ่ที่บ้านเกิด เป็นต้น
รวมถึงเปลี่ยนการฉลอง “สงกรานต์” ควรงดการเล่นสาดน้ำ เพิ่มความระมัดระวังในทุกการกระทำ เพื่อไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคระบาดทั้งของตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ
นอกจากนั้น กระทรวงวัฒนธรรม ยังได้ออกมาแนะนำวิธีการสืบสานประเพณี สงกรานต์ ต้านโควิด ที่แม้วิถีปฏิบัติอาจจะเปลี่ยนไป แต่ความรู้สึกดีต่อใจยังคงเดิมด้วย

- เปิดมาตรการภาครัฐตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2563 หยุดเชื้อ เพื่อชาติ
เพื่อควบคุมบ้านเมืองให้สงบ เรียบร้อย ปราศจากการกระทำที่ทำให้เกิดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ภาครัฐ รวมถึงหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบควบคุมความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง อย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ออกมาตรการและกฎเกณฑ์มาบังคับใช้ตลอดเทศกาลสงกรานต์ปีนี้
เริ่มจาก ตั้งแต่ก่อนเข้าเดือนเมษายน ได้มีมาตรการภาครัฐประกาศออกมาชัดเจนว่า ให้งดการจัดงานสงกรานต์ทุกระดับ งดเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อลดความเสี่ยงการนำเชื้อไปแพร่ให้กับญาติผู้ใหญ่ ชาวบ้านในภูมิลำเนาเดียวกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่จัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโรคโควิด-19
ต่อมาเมื่อไม่กี่วันมานี้ ทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้แถลงข่าวขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่บ้านช่วงสงกรานต์ เพื่อหยุดการแพร่เชื้อโควิด-19 ด้าน พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาย้ำถึงมาตรการล่าสุดว่า
“กรณีที่บางคนอ้างว่าไม่ได้เดินทาง แต่นำถังน้ำตั้งสาดน้ำบริเวณหน้าบ้านตัวเอง ถือว่ามีความผิด เนื่องจากอยู่ในช่วงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีข้อบังคับหรือข้อกำหนดหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการไม่มั่วสุมในสถานที่ใดๆ ที่อาจจะแพร่เชื้อได้ การเล่นน้ำเช่นนี้ อาจเป็นการแพร่เชื้อได้ แม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาเคอร์ฟิวก็ตาม”
นอกจากนั้น ในส่วนของการปฏิบัติตามประเพณีอันดีงามของเทศกาลสงกรานต์ อย่างการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ การเข้าวัดไปทำบุญเพื่อฟังเทศน์ฟังธรรม แน่นอนว่าในปีนี้ ย่อมต้องมีการปรับวิถีการปฏิบัติให้สอดคล้องตามหลักการป้องกันการแพร่เชื้อโรคโควิด-19 ด้วย
โดย อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับเทศกาลประเพณีสงกรานต์เพิ่มเติมว่า
“ควรงดเว้นการรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ทุกกรณี เพราะมีความเสี่ยงที่จะอยู่ใกล้ชิด และผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะนำน้ำนั้นมาลูบใบหน้า ลูบตัว รวมถึงลูบ หรือพรมให้กับลูกหลาน ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ได้ ดังนั้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันผู้สูงอายุ (14 เมษายน) ด้วย ขอแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยในระหว่างการกราบขอพร รับพรและควรเว้นระยะห่างทางกายภาพ หรือ Physical Distancing ด้วย อย่างน้อย 2 เมตร จึงจะปลอดภัยที่สุด”
นอกจากนั้น ในส่วนของการเดินทางไปทำบุญ ฟังเทศน์ ฟังธรรม ที่วัด ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ห้าม ถ้าจะไปวัด ควรเว้นระยะห่างทางกายภาพในทุกกิจกรรม อย่างน้อย 2 เมตร ด้วย
ขณะเดียวกัน ล่าสุด ในกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาตรการห้ามจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง ซึ่งก็สอดคล้องและตอบโจทย์การป้องกันการแพร่เชื้อ ซึ่งอาจเกิดจากการลักลอบตั้งวงดื่มสุรากันด้วย

- แนะเคล็ดลับ ฮาวทู สืบสานประเพณีอันดีงาม ต้านโควิด และการดูแลผู้สูงอายุในบ้าน
ทางกระทรวงสาธารณสุข ยังแนะนำข้อควรปฏิบัติในช่วงเทศกาลสงกรานต์และวันผู้สูงอายุในปีนี้ โดยระบุชัดเจนว่าลูกหลานชาวไทยต้องปรับตัวและเปลี่ยนวิธีแสดงความกตัญญูต่อญาติผู้ใหญ่
- ปีนี้ขอให้งดเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อกลับภูมิลำเนา ให้อยู่ในที่พักของตนเอง แนะนำให้ขอพรและแสดงความกตัญญูทางไกล เช่นโทรศัพท์คุยกัน คุยผ่านไลน์ หรือคุยแบบเห็นหน้าผ่านทางวิดีโอคอล แทน
- กราบขอพรญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน โดยเว้นระยะห่างทางกายภาพ อย่างน้อย 2 เมตร งดการรดน้ำดำหัว เพราะการกอด หอม หรือใช้น้ำพรมอวยพรให้ลูกหลาน ทำให้เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 เพราะที่ผ่านมา อัตราผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19ในประเทศไทย 20 ราย พบว่าเป็นผู้สูงอายุถึง 9 ราย หรือเกือบ 50%
- ผู้ที่อยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้สูงอายุ เมื่อกลับถึงบ้าน ให้ดูแลสุขอนามัยตนเองเพื่อลดการแพร่เชื้อ อย่าง หมั่นล้างมือให้สะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย เน้นล้างมือบ่อยๆ
- งดพาผู้สูงอายุออกนอกบ้าน หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ก่อนรับประทานอาหาร และล้างมือหลังใช้ห้องน้ำ ไม่ใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา ปาก จมูก กินร้อน ใช้ช้อนส่วนตัว แยกสำรับอาหารและแยกของใช้จำเป็นของผู้สูงอายุ อย่าให้ปะปนกับของลูกหลาน
- ระมัดระวังและเตือนผู้สูงอายุ ให้เว้นระยะห่างจากบุตรหลานและผู้อื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร
- สื่อสารกับญาติผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ด้วยการอธิบายอย่างชัดเจนว่าทำไมในปีนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนวิถีปฏิบัติในช่วงเทศกาลสงกรานต์
ที่มา :
- รายงานข่าว เรื่อง “รวมข้อห้าม-ข้อปฏิบัติ สืบสานประเพณีสงกรานต์ในสถานการณ์โควิด” (วันที่ 10 เม.ย. 2563) เผยแพร่ในเว็บไซต์โพสต์ทูเดย์
- ข่าวสุขภาพ “แนะสงกรานต์ควรงดรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ” โดย Thitiphon Yothaphan (วันที่ 10 เมษายน 2563) เผยแพร่ในเว็บไซต์ สสส.
- ข่าวสุขภาพ “งดจัดงานสงกรานต์ทุกระดับ ป้องกันโควิด” โดย Thitiphon Yothaphan (วันที่ 10 เมษายน 2563) เผยแพร่ในเว็บไซต์ สสส.
- บทความวิเคราะห์ เรื่อง “EIC ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2020 เป็นหดตัวที่ –5.6% ต่ำสุดนับจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1998” จากเว็บไซต์ SCB Economic Intelligence Center (SCB EIC)
พลิกวิกฤต เป็นโอกาสดีๆในการปรับเปลี่ยน เพื่อร่วมกันหยุดเชื้อโควิด-19 ด้วยไอเดียจากบทความต่อไปนี้
เจาะ ‘กลยุทธ์การสื่อสารในภาวะวิกฤต’ ลดความสับสน พาชาติฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน
‘เชงเม้งออนไลน์’ เหรียญสองด้านท้าทายความเชื่อชาวจีน ผิดธรรมเนียม หรือ ทางออกช่วงวิกฤตโควิด -19










