“รุ่นใหม่” แต่ “หน้าเก่า” เรียกเขาว่า Gen A

ผมเคยเขียนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการนับรุ่น Generation ต่างๆ เอาไว้อย่างละเอียด ใน SALIKA ของเราแห่งนี้ ชื่อตอนว่า Generation Why เมื่อประมาณปลายปี 2561


มาในครั้งนี้ ขอถือโอกาสย้อนกลับไปพูดในประเด็นของ Generation อีกครั้งนะครับ เนื่องจากในช่วงนี้ ได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้าวิจัยในหัวข้อ “สังคมไทยวัยทอง”
ผมคงไม่ลง Detail ในส่วนความเป็นมาของ Generation ต่างๆ เพราะท่านผู้อ่านสามารถคลิกไปดูได้ในบทความ Generation Why ครับ

อย่างไรก็ดี เพื่อให้การอ่านข้อเขียนชิ้นนี้ไหลลื่นไปได้ ก็จะขอเล่าย่อๆ เกี่ยวกับนิยามและความเป็นมาของแต่ละ Generation กันพอสังเขปดังนี้
เริ่มด้วย The Lost Generation เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้สูญเสียในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเริ่มต้นนับกันที่ปี 1880
ก่อนเข้าสู่ The Builder หรือ The Greatest Generation นับกันตั้งแต่ผู้ที่เกิดในปี 1900 ถึง 1920 อันเป็นช่วงเวลาของการเกิด The Great Depression หรือ “ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ต่อมาคือ The Silent Generation คือผู้ที่เกิดตั้งแต่ 1920 ถึงปี 1940 อันเป็นยุคสงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม คนรุ่นนี้คือผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมายในโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ถัดไปคือ The Baby Boomers หรือ Gen B เริ่มนับคนที่เกิดตั้งแต่ 1940 ถึง 1960 จัดว่าเป็นยุครุ่งเรืองและเฟื่องฟูของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเป็นอย่างมาก
ล่าสุด มีการขนานนาม The Baby Boomers กันใหม่ว่า Generation Perennials หรือ The Perennials ครับ
และจาก The Baby Boomers ก็มาสู่ Generation X ซึ่งมีที่มาจากหนังสือ Generation X: Tales for an Accelerated Culture ของ Douglas Coupland อันโด่งดังนั่นเอง
Generation X คือผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1960 ถึง 1980 ซึ่งปัจจุบันคือกลุ่ม A-List หรือ “คนแถวหน้า” หลากหลายวงการบนโลกใบนี้
ส่วน Generation Y หรือ The Millennial คือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1980 ถึงปี 2000 หรือ “สหัสวรรษใหม่” จึงมีอีกชื่อว่า Millennial Generation
ทุกวันนี้ Generation Y ได้ก้าวขึ้นมาแทน Generation X เกือบหมดแล้ว และกำลังครองโลก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ Facebook Google YouTube LINE twitter ล้วนแล้วแต่เป็น Generation Y ทั้งสิ้นครับ
ส่วน Generation Z ใช้เรียกคนที่เกิดตั้งแต่ปี 2000 จนถึง 2010 และน้องนุชสุดท้องก็คือ Generation Alpha
Generation Alpha คือคำจำกัดความของผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา โดยถ้านับถึงปัจจุบัน Generation Alpha ก็จะมีอายุเพียง 10 ขวบ
จุดเด่นของ Generation Alpha นอกจากการเป็นตัวของตัวเอง รักการเรียนรู้ ไม่ยึดติดกับกรอบเกณฑ์เก่าๆ แล้ว
คุณสมบัติซึ่งสำคัญที่สุดของ Generation Alpha ก็คือความคิดสร้างสรรค์นั่นเองครับ

ดังนั้น หากไล่เรียง Generation กันมา ก็จะพบว่า สามารถลำดับ Generation ต่างๆ ได้ดังนี้ครับ
  • 1. The Lost Generation
  • 2. The Greatest Generation
  • 3. The Silent Generation
  • 4. The Baby Boomers
  • 5. Generation X
  • 6. Generation Y
  • 7. Generation Z
  • 8. Generation Alpha
กล่าวโดยสรุปก็คือ ทั้ง 8 Generation คือการแบ่งอายุขัยช่วงวัยต่างๆ ของพลเมืองโลก
และเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับ Generation ขึ้นมาใหม่
ทว่า หาได้มีความเกี่ยวข้องกับ 8 Generation แต่อย่างใดไม่
นั่นก็คือ การเกิดขึ้นของคำเรียกที่ว่าด้วยเรื่องราวของ Active Citizen นั่นเองครับ
Active Citizen หมายถึง พลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่น มีจิตสาธารณะ เห็นแก่ประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก ช่วยเหลือ และกระทำสิ่งต่างๆ โดยไม่มุ่งหวังผลตอบแทน
โดยที่ผ่านมา มีการแปลนิยามของ Active Citizen ออกไปในหลายความหมาย อาทิ เยาวชนพันธุ์ใหม่, คนรุ่นใหม่หัวใจอาสา, เยาวชนคิดบวก ฯลฯ
อันที่จริง แนวคิด Active Citizen นี้ ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วนะครับ
โดยเริ่มต้นที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งถือเป็นชาติแรกที่นำแนวคิด Active Citizen มาใช้ในระบบการศึกษาภาคบังคับ
ก่อนที่ยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี และสหรัฐอเมริกา รวมถึงอิสราเอล จะรับเอาองค์ความรู้เกี่ยวกับ Active Citizen ไปประยุกต์ใช้ ตามด้วยจีน และแน่นอนที่สุดในปัจจุบันก็คือ ญี่ปุ่น
นอกจากนี้ Active Citizen ยังถอดนิยามความหมายออกไปได้อีกประการหนึ่ง ซึ่งก็คือคำว่า “พลเมืองสร้างสรรค์”
แปลไทยเป็นไทยก็คือ “พลเมืองสร้างสรรค์” เป็นการยกระดับคำว่า Active Citizen ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งนั่นเองครับ

พลเมืองสร้างสรรค์

คือนอกจากจะเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่น มีจิตสาธารณะ เห็นแก่ประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก ช่วยเหลือ และกระทำสิ่งต่างๆ โดยไม่มุ่งหวังผลตอบแทนแล้ว

“พลเมืองสร้างสรรค์” ยังจะมีบทบาทในการร่วมขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าใน “ทิศทางที่สร้างสรรค์” อีกด้วย

ในมุมมองของผม แม้ความหมายโดยกว้างของ Active Citizen ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่จะพุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน
ทว่า เราสามารถปรับประยุกต์เอาแนวคิดนี้ มาใช้กับการขับเคลื่อน “ผู้สูงวัย” ให้เป็น “พลเมืองสร้างสรรค์” ได้เช่นเดียวกันครับ
ดังนั้น Active Citizen หรือ Gen A ตามความหมายใหม่ที่ผมยึดโยงนี้ จึงหมายถึง “คนทุก Generation”
โดยเฉพาะในยุคใหม่สมัยปัจจุบัน ได้มีการจุดประเด็น และให้ความสำคัญกับ The Baby Boomers มากขึ้นกว่าเดิม
ที่ถือว่าได้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา บทบาทของ The Baby Boomers นั้นได้หายไปจากสังคมเป็นระยะเวลานานมากเลยทีเดียว
ทั้งนี้เนื่องเพราะ วิทยาศาสตร์ด้านการสาธารณสุขที่ก้าวหน้ามากขึ้นนั่นเอง
เราจึงพบเห็น The Baby Boomers มีอายุยืนยาวขึ้นมา และกลับมามีบทบาทในสังคมอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง
ดังเห็นได้จากการสรรค์สร้างสินค้าและบริการ ที่จะมาตอบโจทย์ความต้องการของ Baby Boomer กันอย่างมากมาย จากบรรดา Marketing Guru ผู้ซึ่งตระหนักถึงผู้บริโภคกลุ่ม Baby Boomer เป็นอย่างดี
โดยผมเองก็ได้เคยวิเคราะห์ในประเด็นดังกล่าวเอาไว้ในบทความ “การตลาดสีดอกเลา พลิกมุมคิด ตอบโจทย์ชีวิตผู้สูงวัย Anadiggy” และข้อเขียน “ส่องไลฟ์สไตล์ 3 กลุ่มสูงวัย Best – Bright – Basic เข้าใจความต่างก่อนทำการตลาดสีดอกเลา”

กลุ่มสูงวัย

ดังที่กล่าวไปว่า Active Citizen หรือ Gen A นั้นมีหลายความหมาย ไม่ว่าจะเป็น เยาวชนพันธุ์ใหม่, คนรุ่นใหม่หัวใจอาสา, เยาวชนคิดบวก ฯลฯ
โดยเฉพาะนิยามที่ผมคิดว่าสามารถนำมาใช้อรรถาธิบายความเป็น Active Citizen ได้ดีที่สุดก็คือ “พลเมืองสร้างสรรค์”
ที่ถือเป็นการยกระดับคำว่า Active Citizen ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า แม้ความหมายโดยกว้างของ Active Citizen ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่จะพุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน
ทว่า เราสามารถปรับประยุกต์เอาแนวคิดนี้ มาใช้กับการขับเคลื่อน “ผู้สูงวัย” ให้เป็น “พลเมืองสร้างสรรค์” ได้เช่นเดียวกัน
นั่นก็คือ การกลับมาให้ความสำคัญและยกย่อง The Baby Boomers หรือ Gen B ที่ล่าสุด ได้มีการขนานนาม The Baby Boomers กันใหม่ว่า Generation Perennials หรือ The Perennials
ให้เป็น Gen A หรือ Active Citizen ได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น ตามนิยามนี้ เราจึงสามารถเรียก “คน Gen A” หรือ The Baby Boomers ว่าเป็น “คนรุ่นใหม่” แต่ “หน้าเก่า” ได้นั่นเองครับ!