ถ้าไม่ใช่ Tablet PC “การศึกษาไทย” มีช่องทางเรียนรู้อะไรบ้าง? (ตอนแรก)

ผมเคยเขียนบทความ “Blended Learning ชั่วโมงนี้ดีที่สุด เหมาะสุดสำหรับผู้เรียนและผู้สอนในยุคดิจิทัล” ลงใน SALIKA ของเราแห่งนี้

ว่าด้วยเรื่องราวของ “ช่องทางการเรียนรู้” ในยุค 5.0 ครับ


ประเด็นหลักของบทความดังกล่าวก็คือ “สภาพแวดล้อมทางโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนาเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีความหลากหลายของสถาบันการศึกษาไม่ว่าจะเป็นขนาด อายุ แนวทาง”
“ที่สำคัญก็คืองบประมาณ โดยเฉพาะโรงเรียนในเขตชนบทที่ไกลออกไปมากๆ ยังคงมีความไม่เสมอภาคทางการศึกษาทั้งในแง่ความพร้อมของการจัดโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า หรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ยังครอบคลุมไปไม่ถึง”
จากบทความดังกล่าว ผมได้ชี้ประเด็น BYOD ว่าเป็น Trend ใหม่สำหรับการจัดการเรียนการสอนยุค 5.0
นั่นคือ การนำ “โทรศัพท์มือถือ” หรือ Tablet PC และ Notebook Computer ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือ BYOD (Bring Your Own Device) มาใช้ในห้องเรียน
เนื่องจาก พบว่า BYOD นี้ มีทิศทางเชิงบวกในหลายประเทศ และมีแนวโน้มการใช้ BYOD ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองครับ
สอดคล้องกับ ภัชภิชา ฤกษ์สิรินุกูลที่ก็ได้เขียนบทความBYOD: เทรนด์ที่บริษัทเปิดทางให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงานก็กล่าวถึง Trend ของ BYOD ใน SALIKA ของเราแห่งนี้เช่นกันครับ

BYOD

ที่ผมหยิบยกเอาเรื่องราวของ Blended Learning ก็ดี หรือ BYOD ก็ดี มาพูดถึงในครั้งนี้ ก็เนื่องมาจากข่าวดังเมื่อสัปดาห์ก่อน
ที่ “เสมา 1” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีดำริปัดฝุ่น นำรูปแบบโครงการ One Tablet PC Per Child กลับมานำเสนอใหม่
แม้ว่า ไม่กี่วันต่อมา “เสมา 1” จะยกเลิกการนำเสนอนโยบายดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม
ทว่า ประเด็นที่จุดขึ้นมานี้ แม้จะถูกระงับไป ในฐานะโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้ลงมือทำ กระทั่งโครงการเก่าที่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่างก็มีความน่าสนใจนำมาวิเคราะห์

เพราะผมคิดว่า อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอันใกล้ Trend การศึกษาโลกยุค 5.0 คงหนีไม่พ้น BYOD ที่เป็นการนำ “โทรศัพท์มือถือ” หรือ Tablet PC และ Notebook Computer ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา มาใช้ในห้องเรียนอย่างแน่นอนครับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำ Blended Learning มาปรับประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอน
ในยุคเปลี่ยนผ่านจาก Lecture-based Learning สู่ Online-based Learning ของไทย และการผสมผสานกันระหว่างครูสองรุ่น ผ่านการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนกับการให้ความรู้ผ่านระบบออนไลน์

e-Education

ที่สำคัญก็คือ การค้นหาประสิทธิภาพเครื่องไม้เครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน และสร้างสมดุลในเรื่องของการใช้เวลาในชั้นเรียนได้อย่างเหมาะสมนั่นเองครับ
ก่อนอื่น เราควรไปสำรวจงานวิจัยในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับ โครงการ One Tablet PC Per Child กันก่อน
เริ่มด้วย พี่เบิ้ม อเมริกัน มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกครับ
แม้ว่าระยะหลัง ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของสหรัฐฯ โดยเฉพาะคะแนน PISA จะตกเป็นอย่างมาก และถูกประเทศเล็กแซงหน้าในเรื่องระบบการศึกษา
ทว่า ในฐานะนักการศึกษาแล้ว เราไม่อาจมองข้ามสหรัฐอเมริกาได้เลยนะครับ
ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า อเมริกาเป็นประเทศใหญ่ มีความหลากหลายทางประชากรสูง
อีกทั้ง “รากที่หยั่งลึก” ของ “การวางฐานการศึกษา” ของสหรัฐฯ นั้นใช้ระบบการศึกษาแบบกระจายอำนาจ (Decentralized Education System)
ดังนั้น การตัดสินใจเลือกใช้ “เทคโนโลยีทางการศึกษา” จึงมิใช่ “ยุทธศาสตร์ชาติ” หรือ “นโยบายจากส่วนกลาง”
แต่กระจายอำนาจให้ “เขตพื้นที่การศึกษา” เกือบ 15,000 แห่ง

คนในแวดวงการศึกษาทราบดีว่า Maine คือรัฐแรกเป็นผู้บุกเบิกการใช้ Laptop หรือ Notebook Computer ในโรงเรียนแห่งแรกของโลกกับโครงการ One Laptop per Child (OLPC) ในปี ค.ศ. 2005
แม้ว่าในปัจจุบัน องค์ประกอบบางส่วนของ OLPC มีการปรับเปลี่ยนไปแล้วอย่างมากมาย อย่างไรก็ดี Best Practice จากรัฐ Maine ในกรณีนี้ ได้ส่งผลสะเทือนทางความคิดให้แก่ผู้จัดทำนโยบายด้านการศึกษาทั้งในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศชั้นนำครับ
นอกจาก Maine แล้ว “เขตพื้นที่การศึกษา” Los Angeles และ Florida รวมถึง “เขตพื้นที่การศึกษา” อีกหลายแห่งของสหรัฐฯ ยังได้ดำเนินโครงการจัดซื้อ iPad ให้กับนักเรียนทุกคนเช่นกัน
โดยเฉพาะการส่งเสริมและสนับสนุนแนวความคิด BYOD หรือ BYOT (Bring Your Own Technology) เพื่อเป็นการยกระดับการเข้าถึง “โทรศัพท์มือถือ” หรือ Tablet PC และ Notebook Computer ในหลายโรงเรียนอีกด้วยครับ
จากประเทศ “เจ้าแห่ง Hardware” คือ สหรัฐอเมริกา เรามาดูชาติที่เป็น “เจ้าแห่ง Software” กันบ้าง
นั่นก็คือ Bangalore เมืองที่ได้รับฉายาว่า Silicon Valley of India
เพราะ Silicon Valley ของอเมริกา คือแห่งรวมหัวกะทิด้าน IT เมือง Bangalore ของอินเดียก็สามารถเรียกได้ว่าเป็น Silicon Valley แห่งเอเชียเลยก็ว่าได้
เพราะ Programmer ของที่นี่ ได้รับการยกย่อง ยอมรับ และ “เรียกใช้งาน” มากที่สุดในโลกครับ!
“Bangalore” Silicon Valley of India // en.wikipedia.org
ดังนั้น หากจะพูดถึงการใช้ ICT กับการศึกษาแล้ว เราจึงไม่สามารถมองข้าม Silicon Valley of India แห่งนี้ไปได้เลย
และถ้าจะเอ่ยถึง โครงการ One Tablet PC Per Child เวอร์ชั่น “ภารตะ” แล้ว คงต้องกล่าวถึง Aakash ครับ
เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักการศึกษาว่า โครงการ Aakash นั้น ได้สร้างความตื่นตะลึงกับตัวเลข Tablet PC ที่ได้แจกให้กับนักเรียนจาก 25,000 วิทยาลัย และนักศึกษาใน 400 มหาวิทยาลัย
ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เนื่องจากรัฐบาลอินเดีย Subsidy งบประมาณ Tablet PC ที่ผลิตได้เองในประเทศ ด้วยสนนราคาเพียงเครื่องละ 600 บาท กับประสิทธิภาพเทียบเท่า iPad
www.aakash.ac.in
ปัจจุบัน โครงการ Aakash ได้ดำเนินไปด้วยความเข้มข้น คึกคัก และต่อเนื่อง โดยเฉพาะรัฐราชสถาน และรัฐอุตตรประเทศ ที่มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะปริมาณนักเรียนและนักศึกษา
ก่อนที่จะกระจายไปสู่ “เขตการศึกษา” ในระดับท้องถิ่น ที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการ “องค์ความรู้” ที่แตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่
ซึ่งต่างก็มีวิถี และวิธีปฏิบัติการที่หลากหลายนั่นเองครับ
นายกรัฐมนตรีอินเดีย กล่าวว่า โครงการ Aakash คือ “ของขวัญล้ำค่า” สำหรับเด็กอินเดียทุกคน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้พวกเขาหลุดพ้นจากความยากจน
โดยมีเป้าหมายที่การเรียนการสอนทางไกลในท้องถิ่นทุรกันดาร
ในครั้งหน้าซึ่งเป็นตอนจบ เราจะตามไปดู Best Practice เกี่ยวกับโครงการแจก Tablet PC ของประเทศที่น่าสนใจอื่นๆ ที่เหลืออยู่
พร้อมข้อเสนอแนะทางออกสำหรับการบริหารจัดการงานด้านการศึกษาในบ้านเรา
เพราะผมเชื่อว่า ถ้าไม่ใช่ Tablet PC “การศึกษาไทย” ยังมีช่องทางเรียนรู้อื่นๆ อีกมากมายครับ!

ลิงก์สำหรับอ่านบทความภาคต่อ

ถ้าไม่ใช่ Tablet PC “การศึกษาไทย” มีช่องทางเรียนรู้อะไรบ้าง? (ตอนจบ)


หรือบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาหาความรู้ด้วยเครื่องมือดิจิทัล

Innovation Management ติดปีกสถานศึกษาสู่ยุค 5.0

เมื่อเด็กทั่วโลก ‘หยุดเรียนเพราะ โควิด-19’ คอร์สเรียนออนไลน์ฝึกทักษะภาษาฟรี คือ พระเอกขี่ม้าขาวในนาทีนี้