เสียงชื่นชม อสม. จากองค์การอนามัยโลก (WHO) กับการทำหน้าที่ช่วยส่งเสริมป้องกันโรคในภาวะวิกฤตโควิด-19 ทำให้คิดถึงบทสัมภาษณ์ นพ.อมร นนทสุต เมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ “หลังประติมาสาธารณสุข 20 เบื้องหลังการขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย”
ครูใหญ่แห่งระบบสาธารณสุขเพื่อชุมชน.
เกริ่นก่อนว่า นพ.อมร นนทสุต ถือเป็นครูและนักคิดที่สำคัญมากที่สุดคนหนึ่งสำหรับงานสาธารณสุขในประเทศไทย เพราะนอกจากท่านจะเป็นครูชั้นยอด นักคิดชั้นเซียน ผู้บริหารที่ดีที่สุดแล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานงานต่างๆ ของระบบสาธารณสุขในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นงานสาธารณสุขมูลฐาน หรือแม้กระทั่งการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งในที่สุดแล้ว ผลพวงของโครงการนี้ อย่าง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ก็กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบงานสาธารณสุขจนถึงปัจจุบัน
สำหรับบทสัมภาษณ์นี้ เราจะพาทุกคนไปดูชีวิตการทำงานของครูนักคิดผู้นี้ว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาได้สร้างคุณูปการอะไรไว้ให้กับสังคมบ้าง ตลอดจนปรัชญาความคิดที่ช่วยผลักดันให้ท่านมีเรี่ยวแรง และพร้อมเดินทางทำงานต่ออย่างไม่ท้อถอย แม้ว่างานนั้นจะขัดกับหลักปฏิบัติของระบบราชการไทยที่มีมาอย่างช้านานก็ตาม
อาจารย์เริ่มคิดที่จะวางรากฐานงานสาธารณสุขมูลฐานตั้งแต่เมื่อไหร่
จริงๆ ผมก็คิดมาตลอดนะ ตั้งแต่เป็นอนามัยจังหวัดที่แพร่ แต่ว่าเพิ่งมีโอกาสได้มาทำจริงๆ ตอนย้ายมาอยู่เชียงใหม่ ก่อนอื่นผมคงต้องเล่าย้อนกลับไปสมัยที่จบโรงเรียนแพทย์มาใหม่ๆ แล้วก็มาอยู่ที่แพร่ เมื่อปี 2496 ตอนนั้นผมถือเป็นหมอปริญญาคนเดียวของที่นั่นเลยนะ แล้วลูกน้องของผมส่วนใหญ่ก็คือพวกอนามัยอำเภอ ซึ่งก็จะเป็นคนแก่ๆ หน่อย เขาก็จะคอยเอ็นดูเอาใจใส่เรา อย่างเวลาเขาเข้าป่าเข้าดง หรือจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เขาก็จะพาเราไปด้วย ทำให้เรามีโอกาสสัมผัสชาวบ้านเยอะ ได้พบเห็นน้ำใจของชาวบ้าน ที่มาช่วยยกโต๊ะ ยกเก้าอี้ จดชื่อนักเรียนให้ และที่สำคัญยังทำให้ผมมีโอกาสได้เห็นความลำบากของชาวบ้านว่าหนักขนาดไหน เพราะเวลาที่เจ็บป่วยไม่มีเงิน ก็ต้องจูงควายไปขาย ถ้าหนักหน่อยก็ต้องขายบ้านขายนา บางคนถึงกับหมดตัวไปเลยก็มี
หลังจากเห็นปัญหาเยอะๆ ผมก็มานั่งคิดว่าจะทำยังไงต่อดี เพราะหากเรายังคงทำแบบเดิมอยู่คงจะไปไม่รอดแน่นอน เพราะผมอยู่คนเดียว จะให้ไปดูคนไข้ทั้งจังหวัดคงเป็นไปไม่ได้ จังหวะนั้นผมก็นึกย้อนไปถึงสมัยเด็กๆ ตอนที่เราได้รับการดูแลจากญาติผู้ใหญ่ เวลาเราเจ็บป่วย ท่านก็เอาเราไปนอนตัก ป้อนยาแล้วลูบหัว เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกประทับใจมากๆ ก็เลยคิดว่าหากเอาเรื่องพวกนี้มาใช้ในหมู่บ้านบ้างก็คงจะดีนะ
แล้วตอนนั้นอาจารย์ทำอะไรบ้าง
ก็ไม่ได้อะไรมาก เป็นแค่ความคิดเท่านั้น เนื่องจากเรายังไม่มั่นใจว่าจะทำได้จริง เพราะฉะนั้นงานหลักจึงเป็นการแก้ปัญหาเรื่องคอพอกเสียมากกว่า เนื่องจากตอนนั้นตามหมู่บ้านต่างๆ มีคนป่วยเป็นโรคนี้เยอะมาก และผมเองก็มีความฝังใจกับคอพอก เพราะพี่เลี้ยงผมก็เป็นคอพอกเหมือนกัน เม็ดใหญ่มากๆ ตอนเด็กๆ ผมเองยังเคยไปลูบคลำอยู่บ่อยๆ ทำให้หลังจากนั้น เวลาผมเห็นใครเป็นคอพอก มันจะเหมือนมีแรงดึงดูด ต้องเร่เข้าไปหาเลย
สำหรับวิธีการแก้ปัญหาเรื่องคอพอกนั้น เราก็ใช้เกลืออนามัยเป็นตัวหลักในการทำงาน โดยเราได้รับความร่วมมือจาก UNICEF และกองโภชนาการที่กรุงเทพฯ หรือแม้แต่ข้อมูล อ.ร่มไทร สุวรรณิก จากศิริราช ที่กำลังทำวิจัยเรื่องการค้นหาไอโอดีนในปัสสาวะคน แต่ว่าก็ไม่ได้ใช้มากนะ เพราะว่าแกไปเน้นในเรื่องรังสีวิทยาเป็นหลัก ทำเรื่องเทคนิค เจาะเลือด อะไรพวกนี้ ส่วนเราเป็นฝ่ายอนามัย ก็เลยสนใจอยู่อย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้โรคมันหายได้ จากนั้นเราก็ตั้งโรงเกลือขึ้นที่ อ.เด่นชัย ถือเป็นโรงเกลือแรกในจังหวัดเลย เวลาเกลือลงจากรถไฟ เราก็จะพ่นไอโอดีนก่อน จากนั้นก็แพร่กระจายไปสู่จุดต่างๆ ในเมืองแพร่ เมืองน่าน แล้วเราก็คอยติดตามผลเรื่อยๆ ซึ่งผลที่ได้มาก็น่าพอใจมาก เพราะจำนวนผู้ป่วยลดลง อย่างเห็นได้ชัด
จากแพร่ อาจารย์ย้ายไปอยู่เชียงใหม่เลยใช่ไหม
ยัง ผมไปเรียนปริญญาโทก่อน ไปเรียนเรื่องสาธารณสุขที่ Harvard University พอกลับมาเมื่อปี 2511 เขาก็ให้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ พอดี อ.สมบูรณ์ วัชโรทัย กับ อ.กำธร สุวรรณกิจ ท่านมีโครงการส่งเสริมบริการอนามัยชนบท อยู่ที่อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก โดยจ้างเด็กชาวบ้านหนุ่มๆ สาวๆ มาช่วยกันทำเรื่องสุขภาพในชุมชน เพราะช่วงนั้นท่านมองว่า แม้กระทรวงสาธารณสุขจะขยายเครือข่ายงาน และสถานบริการสาธารณสุขออกไปถึงตำบลแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนประชาชนก็ไม่ค่อยรับรู้เท่าใดนัก ขาดความร่วมมือ และขาดความรับผิดชอบจากท้องถิ่น ส่งผลให้ไม่อาจบริการงานสาธารณสุขได้ตามที่คาดหวังไว้
ช่วงที่ผมกลับมา ก็เป็นจังหวะเดียวกับตอนที่อาจารย์ทั้ง 2 ท่านเกิดความคิดจะขยายงานไปตามจุดต่างๆ ในประเทศ ท่านเลยมาชวนว่าสนใจไหม ผมเนี่ยเพิ่งกลับมาจากเมืองนอก ความมั่นใจที่จะทำอะไรก็มากขึ้น ไอเดียที่จะนำมาใช้จัดการบริการก็เต็มไปหมด เพราะฉะนั้นผมก็เลยตอบตกลงทันทีว่าทำ จากนั้นเราก็เลยสร้างโครงการนี้ขึ้น คือที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
ตอนนั้นอาจารย์ต้องทำอะไรบ้าง
เราทำคล้ายๆ กับที่วัดโบสถ์นะ แต่คอนเซ็ปต์หรือวิธีการทำงานนั้นต่างกัน เพราะเราไม่จ้างเด็กหนุ่มๆ สาวๆ มาเป็นตัวขับเคลื่อนโครงการ โดยนึกไปถึงประสบการณ์ในวัยเด็ก ว่าหากเราเอาคนที่เป็นผู้ใหญ่ หรือคนที่เป็นที่นับถือของคนอื่นมาเป็นตัวขับเคลื่อน น่าจะได้ผลมากกว่า
วิธีการที่เราทำก็คือ เราสร้างไอเดียเรื่อง ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข หรือ ผสส. ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวกลางในการสื่อสารเรื่องสาธารณสุขระหว่างชาวบ้าน เพราะปกติแล้วชาวบ้านก็ต้องสื่อสารกันอยู่แล้ว มันเป็นธรรมชาติของคนปกติ จากนั้นเราก็เอาเทคนิค Social Metric ที่ได้จาก Harvard มาใช้ โดยเราคุยกับชาวบ้าน แล้วก็ถามคำถาม 2-3 คำถาม เช่น เวลาเจ็บป่วยคุณไปหาใคร แล้วเวลามีปัญหาเรื่องสุขภาพคุณปรึกษาใคร ใครเป็นที่พึ่งของคุณ บอกมาสัก 3 ชื่อสิ ถามง่ายๆ แบบนี้แหละ
จากนั้นชาวบ้านเขาก็จะบอกชื่อออกมา คำตอบที่เราได้เนี่ย เราก็ดูความถี่ว่า ใครเป็นคนที่ชาวบ้านระบุชื่อมากที่สุด ชื่อที่ได้ เราพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีอาวุโส ผู้ที่ได้รับการนับถือจากชาวบ้าน ซึ่งถือเป็นผู้นำแบบธรรมชาติ ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อชาวบ้านสูง จากนั้นก็ทำเป็นแผนภูมิออกมาว่า ตาคนนี้อยู่ตรงนั้น ยายคนนี้อยู่ที่นี่ ซึ่งชื่อเหล่านี้ก็จะกระจายอยู่ตามจุดเลยนะ เฉลี่ยแล้วทุกๆ 15 หลังคาเรือน จะมีอย่างนี้คนหนึ่ง คนเหล่านี้แหละที่เราจะดึงมาทำหน้าที่เป็น ผสส. โดยเราเอาความรู้เรื่องสาธารณสุขใส่ให้เขาไป แล้วให้เขาไปกระจายความรู้ให้ชุมชนต่อไป

แล้วคนเหล่านั้นเขายอมทำงานนี้กันง่ายๆ เลยหรือ
เราก็ต้องมีการพูดคุย ทาบทามกันก่อนว่าเขาจะเอาไหม เราก็ใช้วิธีการคุยกับเขา บอกเขาว่า “คุณนี่แหละที่ชาวบ้านเขาไปหา เขาระบุมาว่ามีอะไรก็มาปรึกษาคุณ” พอฟังเสร็จเขาก็ Happy สิ เพราะเขาได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ สังคม เพราะฉะนั้นเกือบทั้งหมดยอมรับตำแหน่ง
หลังจากทำไปสักระยะ เราก็คิดว่าจริงๆ แล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่เขาก็มีความสามารถจะรักษาพยาบาลกันทั้งนั้นแหละ แต่ว่าที่ผ่านมาเขารักษาโดยไม่มีหลักการ คือรักษาไปตามประสบการณ์ หากเราฝึกดีๆ หน่อย ก็จะทำให้เขามีประสิทธิภาพขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้น เราจึงมีความคิดจะสร้างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ขึ้นมา โดยความตั้งใจแรก เราอยากจะฝึกพ่อแม่ปู่ย่าตายายตามบ้านนั่นแหละ แต่ว่าเราเข้าไปไม่ถึงคนพวกนั้น มันเยอะเกิน เราก็เลยปรับใหม่ หันมาทางผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) แทน เพราะเราถือว่าเขาเป็นตัวแทนของเราอยู่แล้ว โดยเข้าไปพูดคุยกับเขาว่า เรามีความคิดแบบนี้ สนใจไหม เราจะอัปเกรดฐานะให้ โดยจะสอนวิชาเกี่ยวกับการรักษาเบื้องต้นให้ จะได้ดูแลคนที่เจ็บป่วยในหมู่บ้านได้
ตอนนั้นอาจารย์จ่ายเงินให้ ผสส. และ อสม. หรือเปล่า
ไม่ให้ เราเอาเงินไปให้เขาก็น่าเกลียดสิ คือคนที่เราเลือกมาเป็นอาสาสมัคร ส่วนใหญ่เป็นบุคคลซึ่งเป็นที่นับถือของผู้คนในละแวกนั้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่เขาทำไว้ มันถึงมีความยั่งยืนไง ขณะที่ประเทศอื่นๆ เขาใช้เงินจ้าง เพราะฉะนั้นจึงไม่มีที่ไหนเหลือรอดสักแห่ง เพราะเขาไปตั้งต้นผิด เขาไปจ้างคนมาทำ ไม่ได้ทำด้วยความเต็มใจ พอทำโครงการมาได้ระยะหนึ่ง คนพวกนี้ก็จะมาเรียกร้องอะไรเยอะมาก เช่น มาขอขึ้นเงินเดือน เขาจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ซึ่งพอเจออย่างนี้เยอะๆ เขาก็อยู่ไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปให้
ที่ผ่านมามีคนไม่เข้าใจสิ่งที่อาจารย์ทำบ้างไหม เพราะหากพูดกันจริงๆ เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว คนใหญ่โตมักจะมองว่าชาวบ้านไม่ฉลาด ทำเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรอก
มีๆๆ เขาบอกว่าผมจะทำหมอเถื่อนเหรอ (หัวเราะ) เพื่อนกันนี่แหละที่พูด คือเขาไม่เข้าใจสิ่งที่เราทำไง เขามองว่า คนมองเรื่องพวกนี้เป็นหน้าที่ของราชการนะ ที่ต้องบริการประชาชน แต่ว่าเราเนี่ยมีประสบการณ์มา ยิ่งแพทย์ที่อยู่ต่างจังหวัดอย่างผม ที่ทั้งจังหวัดมีคนเดียว เรารู้ว่าปัญหาคืออะไร แล้วจะให้ไปดูแลหมด คงเป็นไปไม่ได้
เรื่องนี้บรรจุเข้าสู่นโยบายระดับประเทศเมื่อไหร่
ก็เพิ่งมาอยู่ในช่วงปี 2520 หลังจากที่ผมมาเป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้ว เผอิญช่วงนั้นผมเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) ผมก็เลยเอาเรื่องนี้ใส่เข้าไป รวมทั้งระบบสาธารณสุขมูลฐานด้วย
แล้วระบบสาธารณสุขมูลฐาน (Primary health care) เริ่มต้นได้อย่างไร
มันต่อเนื่องจากโครงการจาก อสม. ผสส. นะ เผอิญช่วงนั้น Dr.Maler Ramasamy ซึ่งเคยเป็นหมออยู่ตามบ้านนอกเหมือนกับเราเนี่ยล่ะ เข้าไปเป็นบอร์ดขององค์การอนามัยโลก (WHO) แกก็เลยสร้างนโยบายขึ้นมาอันหนึ่งเรียกว่า Health for all ซึ่งมีใช้หลักของสาธารณสุขมูลฐานขึ้นมาทำ โดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนในการดูแลสุขภาพของตัวเอง เราเองซึ่งรับนโยบายตรงนี้มาก็มองว่านี่เป็นเรื่องที่ดีมากเลยนะ เพราะเราก็มองว่าชาวบ้านนี่แหละต้องเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสุขภาพที่ดี จะไปหวังพึ่งหมออย่างเดียวคงไม่ได้
แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดของแกก็มักจะถูกตีความผิดไปๆ โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเขามองว่าคนที่จะทำเรื่องนี้ก็มีแต่ “หมอ” เท่านั้น คือหมอในประเทศพวกนี้มันมีอิทธิพลมากเลยนะ ที่สำคัญมันยังเห็นแก่ตัวมาก ขนาดพยาบาลมันยังไม่ให้ฉีดยาแทนเลย หรือเวลาที่จะจัดการอะไร เขาก็ไม่ให้ชาวบ้านเขามายุ่งเลย ทั้งที่ความจริงแล้ว นี่เป็นเรื่องของชาวบ้านด้วยซ้ำ ยิ่งที่ผ่านมาเราเห็นปัญหาของชาวบ้านมาเยอะ เลยทำให้รู้ว่าทำแบบนี้ไม่ถูก จะมาหวงก้างไว้ทำไม ไม่ยุติธรรมเลย และนี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้งานของเขาล้าหลังกว่าเรา
สำหรับประเทศไทย เริ่มทำจริงจังเมื่อปี 2521 ตอนนั้นผมเป็นรองปลัดกระทรวงแล้ว ก็เลยถือโอกาสตรงนี้ เอาเรื่องนี้มาทำ เพราะเรามองว่ายิ่งทำเยอะก็ยิ่งดี โดยขั้นแรก เราก็ทำเรื่อง Planning ก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าเรามียุทธศาสตร์อย่างไร เราควรใส่ใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ควรจะเอาเทคโนโลยีด้านใดเข้ามาใช้ ถึงจะเกิดประโยชน์มากที่สุด
พอปี 2523 ผมเป็นอธิบดีกรมอนามัย ก็นำเรื่อง Primary health care เข้ามาใส่ในงานของกองโภชนาการ คือผมเนี่ยอยากเห็นชาวบ้านสามารถลุกขึ้นมาทำอะไรเองได้หมด คิดเองได้หมด ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก สามารถดูครอบครัวของตัวเองได้ อย่างเวลาเด็กแรกเกิด ต้องมีการฉีดวัคซีน มีการชั่งน้ำหนัก แม่เด็กต้องรู้ ไม่ใช่ตัวเองอยู่เฉยๆ นั่งรอแต่หมอ-พยาบาลมาเรียก ทำอย่างนี้ไม่ได้ ที่ผ่านมาตรงนี้ถือเป็นข้อเสียของราชการเลย เพราะเราไปทำให้เขาหมด เขาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวก็มีคนมาทำให้เอง

หลังจากทำเป็นนโยบายแล้ว ผลที่ออกมาเป็นไปอย่างที่ต้องการหรือไม่
ไม่ เหตุผลมี 2 อย่าง เรื่องแรกมาจากตัวคนปฏิบัติงานเอง เพราะว่าระบบราชการไทยมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งที่หล่อหลอมกันมา ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คือราชการต้องรับใช้ประชาชน หรือ Service Minded ซึ่งมันแตกต่างจากเรื่องที่เราจะทำเลยนะ และที่สำคัญเรื่องนี้มันเข้ามาครอบงานของเราจนหมด ทำให้เกิดปัญหาในระบบสาธารณสุขเยอะมาก เพราะการที่เราจะบริการอย่างเดียวได้ก็ต้องรอให้ป่วยก่อน ซึ่งมันช้าไปแล้ว จริงๆ เราควรจะต้องทำขั้นตอนป้องกัน หรือ Prevention แต่เราก็ไม่เคยใส่ใจ เดี๋ยวนี้ไปดูได้เลยว่านโยบายปัจจุบันแทบไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย
ส่วนที่ 2 ก็คือชาวบ้าน เขาไม่เข้าใจว่าเรื่อง Health มีประโยชน์อะไรกับเขา ที่ผ่านมาเราก็พยายามจะสร้างคำขวัญขึ้นมาขายชาวบ้าน “สุขภาพดีเป็นของทุกคน ซื้อก็หาไม่ได้ ต้องทำเอาเอง” แต่ก็ไม่ได้ผลอยู่ดี เพราะเขาไม่สนใจ ไม่ยอมลุกขึ้น ถึงแม้เราจะเอาหมอพยาบาลเข้าไปชี้แนะก็ยังไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ใหม่ จะมานั่งขายแต่ Health อย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราก็มามองปัญหาในภาพที่กว้างกว่านั้น ชาวบ้านรู้สึกว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตเขาบ้าง ก็เลยพบว่าหากเราพูดเรื่องคุณภาพชีวิต อย่างอาชีพ การศึกษา ความมั่นคงในชีวิต หรืออะไรที่เป็นรูปธรรมมากๆ ชาวบ้านเขาฟังนะ เขาสนใจ เราก็เปลี่ยนใหม่หมด ไม่เอาแล้ว Health for all หันมาทำเรื่อง Quality of life for all แทน แล้วเราก็แทรกเรื่องสุขภาพลงไปด้วย ถ้าเปรียบง่ายๆ ก็คือเราต้องมีตัวพาหะที่เขาให้ความสนใจเป็นตัวนำทาง โครงการมันถึงจะสำเร็จ แล้วมันก็สำเร็จจริงๆ
พอหลังจากที่เราเปลี่ยนนโยบาย เราก็นำเรื่องนี้ไปพูดกับ WHO ว่าเราหยุดทำเรื่อง Health for all แล้วนะ เพราะทำไปก็ไม่ได้ผลหรอก ซึ่งพูดเสร็จ Dr.Malar ที่เป็นคนคิดก็โกรธมากเลยนะ (หัวเราะ) แต่ว่าแกทำอะไรไม่ได้ แกเลยบอกว่าอยากจะทำอะไรก็ทำไป ซึ่งสุดท้ายแล้วเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์นะว่า เรื่อง Health for all มันก็ไม่รอดจริงๆ เพราะเดี๋ยวนี้ลองไปดูเลยว่ามีประเทศไหนทำอยู่บ้าง ไม่มีเลย ซึ่งก็แสดงให้เห็นชัดๆ ว่ามันล้มเหลว
อาจารย์คิดว่าเพราะอะไรถึงทำให้เรื่อง Quality of life for all อยู่ได้จนมาถึงทุกวันนี้
ผมคิดว่าเป็นเรื่องวัฒนธรรม อย่างพวก อสม. ที่ทำกันได้จนถึงทุกวันนี้ มาจากความมีจิตอาสาของเขา เขาทำโดยไม่ต้องการเงิน แต่ก็อาจจะมีบ้างนะที่ต้องการ แต่เราเชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่ แล้วที่ผ่านมาเราปลูกฝังเรื่องนี้ตลอด 30 ปีมาแล้ว แล้วมันก็เกิดการสืบทอดกันในลักษณะรุ่นต่อรุ่น เดี๋ยวนี้เรามี อสม. รุ่นใหม่ๆ เยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นต่อจากพ่อแม่นั่นแหละ
ในฐานะที่เป็นผู้ริเริ่ม อสม.ขึ้นมา อาจารย์คิดอย่างไรที่รัฐบาลจะเงินให้กับ อสม. เดือนละ 600 บาท
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าเราไม่ควรจะให้เป็นเงือนเดือนนะ เพราะมันเสียคอนเซ็ปต์ที่เราวางไว้ แต่ก็เข้าใจนะว่าทำงาน เขาก็ต้องเสียค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน เราก็ควรจะช่วยเขาบ้างเพื่อความเป็นธรรม ไม่ใช่จะใช้เขาฟรีตลอด แต่ผมก็มองว่าหากจะทำจริง ก็ต้องทำอย่างมีเงื่อนไข คือเราไม่ควรจะให้ทุกคนเท่ากันหมด คนที่ทำดี ทำงานหนักเหนื่อย เราจะไปให้เท่ากับคนที่ขี้เกียจ ไม่ยอมทำงานได้อย่างไร ทางที่ดีเราควรจะเอาเงินของพวกขี้เกียจมาให้พวกขยันแทนจะดีกว่า
อีกวิธีหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเหมาะสมมากที่สุดก็คือ รัฐควรจะให้เงินนี้เป็นกองกลางของหมู่บ้าน คล้ายๆ กับเป็นงบประมาณของ อสม. โดยมีกรรมการกองทุนของเขา ทำหน้าที่จัดสรรแบ่งปันว่าจะเอาไปทำอะไรบ้าง
ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีมานี้ อาจารย์มองว่างานเรื่องสาธารณสุขมูลฐานยังมีปัญหาอะไรอีกบ้าง
เรื่องแรกคือ ความเข้มแข็งของ อสม. ที่ผ่านมาผมก็เตือนอยู่บ่อยๆ ว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเขาควรจะมีชมรม หรือสมาคมอะไรจริงๆ สักที เพราะการทำงานที่ถูกต้อง มีนิติบุคคลรองรับ รัฐบาลถึงจะสามารถปล่อยเงินลงไปได้ แต่ปัจจุบันนี้คืออะไร นำเงินไปฝาก อบต. หมด เขาเองก็มีธุระเยอะแยะเหมือนกัน บางทีได้เงินมา เขาก็ไม่ให้เราใช้ จริงๆ แล้ว อสม. อายุตั้ง 30 ปีแล้ว ควรจะเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าเป็นคนก็ต้องออกเรือนไปได้แล้ว จะมาห้อยเป็นติ่งอะไรอย่างทุกวันนี้ไม่ได้
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ พวกราชการนี่แหละ หลายปีมานี้ เขาไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงเลยนะ พวกนี้ชอบคิดว่า อสม. เป็นลูกน้อง สั่งเขาได้ ให้ทำโน่นทำนี่ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเขาเป็นเจ้าบ้าน ส่วนเราเป็นแค่ตัวกลางเท่านั้น ระบบมันถึงได้บิดเบี้ยวอย่างทุกวันนี้ ที่ผ่านมาผมเองก็พยายามเตือนผู้ใหญ่ในกระทรวงบ่อยๆ นะ แต่เขาไม่ฟังผมหรอก

อะไรที่เป็นตัวผลักดันให้อาจารย์มีกระบวนทัศน์แบบนี้ เช่น ไปสั่งชาวบ้านไม่ได้ เพราะโดยส่วนใหญ่ข้าราชการและหมอจะไม่คิดแบบนี้
อาจจะเป็นผมเติบโตมากับสายอนามัยตั้งแต่จบจากโรงเรียนแพทย์เลย หากผมไปเติบโตในสายของการรักษาคงไม่เป็นแบบนี้หรอก เพราะหมอที่เติบโตมาสายนี้จะคุ้นเคยกับการออกคำสั่ง สั่งให้พยาบาลทำนั่น สั่งให้คนไข้ทำนี่ แต่เราไม่ใช่ ผมเองก็รักษาบ้างนะ แต่ก็ไม่มาก ส่วนใหญ่ผมจะไปอยู่กับชาวบ้าน ไปช่วยเรื่องสุขศึกษา คือเราทำเหมือนกับเราและชาวบ้านเป็นคู่หูกัน ความคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า หรือจะไปสั่งชาวบ้าน ไม่มีหรอก
ทำไมตอนนั้นอาจารย์ถึงเลือกจะอยู่สายอนามัย ไม่ไปอยู่สายรักษา
ก็เป็นเรื่องตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนแพทย์แล้วนะ ตอนนั้นไปฝึกงานที่โรงพยาบาลไง แล้วไปติดวัณโรคจากคนไข้ เลยเข็ด ไม่อยากอยู่โรงพยาบาลอีกเลย (หัวเราะ) จากนั้นก็มาสายนี้ตลอด ตอนนั้นกรมอนามัย ไม่มีใครอยากอยู่หรอก เขาอยากอยู่กรมการแพทย์กันทั้งนั้น เพราะเป็นหมออยู่ในโรงพยาบาล มันก็สบายๆ ไม่ต้องมาเดินต๊อกๆ อยู่ในป่าเหมือนเรา ทุกวันนี้ ผมยังกลับมานั่งคิดบ่อยๆ ว่าจบ Harvard มา ทำไมถึงตกยากจังวะ
แล้วอาจารย์ไม่คิดจะไปทำงานที่สบายบ้างเลยหรือ
ไม่ล่ะ ผมคิดว่าชีวิตตัวเองมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนอยู่แล้ว คือเรารู้ว่าเราต้องการอะไร ผมเนี่ยอยากเห็นสังคมมีความสุข อยากเห็นชาวบ้านเขาดีกัน เราก็เห็นปัญหามาเยอะ แต่เราก็เชื่อนะ ว่าอย่างน้อยเราคงจะช่วยได้
ทุกวันนี้มีเรื่องอะไรที่อาจารย์ยังอยากจะทำอีกบ้างหรือเปล่า
ตอนนี้คงเหลือเรื่องเดียวแล้วล่ะ คือเรื่องแผนที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นการกำหนดจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน สำหรับโครงการต่างๆ ที่เราได้วางเอาไว้ ให้มันสำเร็จตามเป้าหมาย โดยในแผนที่นี้จะระบุหมดเลยว่า ใครต้องทำอะไรบ้าง ใช้กระบวนการอะไรบ้าง ระบบอะไรบ้าง ต้องมีทักษะตรงไหนบ้างถึงจะทำให้โครงการนี้สำเร็จ ที่สำคัญเรายังพูดถึงบทบาทของชาวบ้านว่าเป็นอย่างไร ภาคีทั้งหลายต้องทำอะไร เพื่อที่ชาวบ้านจะได้ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของตัวเองได้
พอกำหนดรายละเอียดทั้งหมดเสร็จแล้ว เราก็จะพัฒนาข้อมูลทั้งหมดออกมาเป็นแผนที่ เพื่อดูว่าเรายังขาดอะไร ต้องเติมอะไรลงไปอีก รวมทั้งกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราจะทำโครงการนี้ให้เสร็จเมื่อไหร่ มีอะไรเป็นตัวชี้วัดบ้าง
ที่ผ่านมาเนี่ย ผมก็เริ่มส่งโครงการไปให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงแล้ว ตอนนี้บางจังหวัดเริ่มทำแล้ว บางจังหวัดกำลังฝึกกันอยู่ ผมคิดว่างานนี้คงเป็นงานสุดท้ายแล้วสำหรับผม ถ้าสำเร็จก็โอเค คุ้มแล้ว พอแค่นี้แหละ ถือว่าช่วยบ้านเมืองมาเต็มที่แล้ว หมดสภาพแล้ว (หัวเราะ)
มีคนบอกว่าอาจารย์เป็นทั้งครู เป็นทั้งนักคิด จึงอยากให้อาจารย์ฝากข้อคิดสำหรับคนที่จะเป็นผู้นำรุ่นต่อไป ว่าเขาควรจะประพฤติตัวอย่างไรในอนาคต
จริงๆ แล้วผู้นำมีหลายระดับนะ ผู้นำที่อยู่ในระดับพื้นฐานที่สุดหรือต่ำที่สุด ก็คือผู้นำที่นึกถึงตัวเองเป็นสำคัญ พวกนี้เราสังเกตดูได้เลย เวลาถามว่ามีปัญหาอะไรบ้าง สิ่งที่เขาตอบหรือยกมือถามเราเนี่ยนะ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาหมดเลย เมื่อไหร่เงินเดือนผมจะได้มากกว่านี้ เมื่อไหร่ตำแหน่งนี้จะได้อัปเกรด พวกนี้ไม่ได้คิดเลยว่าองค์กรของเราจะดีขึ้นมาตรงไหน
ระดับ 2 ก็จะสูงกว่านี้อีก อันนี้ดีขึ้นมาหน่อย คือเห็นแก่กลุ่มของตัวเป็นหลัก อย่างราชการนี่ใช่เลย เห็นองค์กรของตัวเป็นสำคัญ เอาองค์กรฉันให้ดีก่อน คนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่าง ชาวบ้านได้ประโยชน์อะไรหรือเปล่าก็ไม่สนใจ
ส่วนระดับ 3 อันนี้ถือว่าสูงสุด ผู้นำระดับนี้ เวลาทำอะไรก็ตามจะมองว่าประชาชนจะประโยชน์ได้อะไร คนไทยจะได้อะไร ผมเนี่ยอยากให้ผู้นำรุ่นใหม่ๆ อยู่ในระดับนี้นะ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ระบบราชการ เพราะเงินที่คุณนำไปทำอะไรเป็นเงินของประเทศ เป็นเงินของประชาชนทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เวลาจะใช้เงินทำอะไร ก็ต้องคิดเสมอว่าเจ้าของเงินเขาจะได้อะไรบ้าง
ราวทศวรรษ 2530 ได้เริ่มมีการยกเลิกเปลี่ยนผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) โดยอบรมยกระดับให้เป็นอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) เริ่มที่จังหวัดแพร่ ลำปาง และ นครราชสีมา จนกระทั่งปรับเปลี่ยนทั้งประเทศราว 10 ปีต่อมา

ผู้สัมภาษณ์ : กรรณิการ์ กิจติเวชกุล
ที่มา : หลังประติมาสาธารณสุข 20 เบื้องหลังการขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย, อมรินทร์พริ้นติ้ง, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2553
อีกหนึ่งบทความของ SALIKA ที่กล่าวถึงภารกิจสำคัญของ นพ.อมร นนทสุต โดยไม่เคยลืมเลือน
อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) คนทำงานด้านสาธารณสุขไทยที่โลกยกย่อง!












