Medical Hub หมื่นล้านล้านเหรียญสหรัฐ โอกาสใหม่ของไทยหลังโควิด-19

อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร หรือ Medical Hub เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) ของไทย

เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยกำลังเดินหน้าสู่ศูนย์กลางของอาเซียนตามนโยบาย Thailand 4.0
เป็นที่ทราบกันดีระบบสาธารณสุขไทยถูกจัดอยู่ในระดับชั้นแนวหน้าของโลก
จากการจัดอันดับระบบสาธารณสุขทั่วโลกของนิตยสาร CEOWORLD นิตยสารด้านธุรกิจของสหรัฐอเมริกา ยกเครดิตให้สาธารณสุขของไทยติดอันดับ 6 ของโลก
บทพิสูจน์ดังกล่าวชัดเจนอย่างยิ่งหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19

เพราะในจำนวน 10 อันดับแรก (ยกเว้นไต้หวัน) ไทยมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตน้อยที่สุด
โดย 10 อันดับแรกระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ประกอบด้วย
  • อันดับ 1 ไต้หวัน
  • อันดับ 2 เกาหลีใต้
  • อันดับ 3 ญี่ปุ่น
  • อันดับ 4 ออสเตรีย
  • อันดับ 5 เดนมาร์ก
  • อันดับ 6 ไทย
  • อันดับ 7 สเปน
  • อันดับ 8 ฝรั่งเศส
  • อันดับ 9 เบลเยี่ยม
  • อันดับ 10 ออสเตรเลีย
การจัดอันดับดังกล่าวพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่
  • 1. โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข
  • 2. ประสิทธิภาพของบุคลากรด้านสาธารณสุข ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรอื่นๆ
  • 3. ค่าใช้จ่ายในระบบ
  • 4. การเข้าถึงยาคุณภาพ
  • 5. ความพร้อมของรัฐบาลในการจัดการระบบ
ประเทศไทยได้คะแนนทั้งหมด 67.99 จาก 100 คะแนนเต็ม
เป็นรองอันดับ 1 ไต้หวัน ที่ได้คะแนนทั้งหมด 78.72

แต่หากนับเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทย ถือเป็นที่ 1 เหนือกว่าสิงคโปร์ (อันดับที่ 24) มาเลเซีย (อันดับ 34) อินโดนีเซีย (อันดับ 52) เวียดนาม (อันดับ 66) ส่วนประเทศอาเซียนอื่นๆ ยังไม่ได้รับการสำรวจ


อุตฯการแพทย์ไทยไม่ธรรมดา

ข้อมูลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมทรัพย์สินทางปัญญา แสดงให้เห็นว่าวิวัฒนาการการแพทย์ไทยนั้นมาตรฐานระดับโลก
การสำรวจเมื่อเดือนเมษายน ปี 2560 ประเทศไทยสามารถผลิตแพทย์ได้ประมาณ 3,121 คนต่อปี จากคณะแพทยศาสตร์ 21 แห่ง
  • พยาบาล ประมาณ 11,000 คนต่อปี จากคณะพยาบาลศาสตร์ 86 แห่ง
  • ทันตแพทย์ ประมาณ 616 คนต่อปี จากคณะทันตแพทยศาสตร์ 13 แห่ง
  • เภสัชกร ประมาณ 2,000 คนต่อปี จากคณะเภสัชศาสตร์ 13 แห่ง
  • นักเทคนิคการแพทย์ประมาณ 911 คนต่อปี จากคณะเทคนิคการแพทย์ 12 แห่ง
  • นักกายภาพบำบัด ประมาณ 900 คนต่อปี จากคณะเทคนิคการแพทย์ 16 แห่ง
  • นักสาธารณสุข ประมาณ 14,197 คนต่อปี จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ 69 แห่ง
  • แพทย์แผนไทยประยุกต์ประมาณ 1,080 คนต่อปี จากคณะแพทย์แผนไทยประยุกต์ 27 แห่ง

น่าทึ่งกว่านั้นคือประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตยาแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่หมดสิทธิบัตรแล้ว ทั้งยาเม็ด ยาน้ำ ยาแคปซูล ยาฉีด ยาครีม และยาผง
จากข้อมูล 3 ปีย้อนหลังพบว่าไทยผลิตยาดังกล่าวได้เฉลี่ยประมาณ 38,000 ตันต่อปี นับเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพด้านทรัพยากรที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และมีความพร้อมที่จะนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยไปใช้ในอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมยาสมุนไพร อุตสาหกรรมสมุนไพรแปรรูป เช่น สารสกัดสมุนไพร เครื่องสำอาง/ผลิตภัณฑ์สปา และยาแปรรูป เป็นต้น

ยาสมุนไพรไทย
ผลการศึกษาของธนาคารออมสิน พบว่าในปี 2558 มีคนไข้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชนของไทยประมาณ 2.81 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557
เหตุผลหลักที่ชาวต่างชาตินิยมมาใช้บริการทางการแพทย์ของไทยมากขึ้น เนื่องจากไทยให้บริการคุณภาพสูงแต่ราคาสมเหตุผลเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

บีโอไอหนุนเครื่องมือแพทย์

เมื่อมองไปในส่วนของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยก็กำลังเติบโต ด้วยอัตราเฉลี่ย 9-10% ต่อปี ตั้งแต่ปีค.ศ. 2019 เป็นต้นมา
สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ และศูนย์กลางการส่งออกเครื่องมือแพทย์ของภูมิภาคภายในปี 2021
ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บอร์ด BOI ได้มีมติออกมาตรการเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ คือมาตรการเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมทางการแพทย์เพื่อรับมือกับโควิด-19

โดยให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 3 ปี ให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ซึ่งปกติได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 อยู่แล้ว เช่น การผลิตเครื่องมือแพทย์หรือชิ้นส่วน วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ การผลิตหน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เป็นต้น

มาตรการนี้จะครอบคลุมถึงโครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย. นี้ และต้องเริ่มผลิตและมีรายได้ภายในวันที่ 31 ธ.ค. นี้
ทั้งนี้ จะต้องจำหน่ายและหรือบริจาคภายในประเทศอย่างน้อย 50% ของปริมาณที่ผลิตได้ในปี 2563-2564
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนสายการผลิตเดิมเพื่อผลิตเครื่องมือแพทย์หรือชิ้นส่วน รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร โดยต้องนำเข้าภายในปี 2563 และยื่นขอแก้ไขโครงการภายในเดือนก.ย.นี้
รวมถึงการปรับ สิทธิประโยชน์สำหรับกิจการผลิตวัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำในอุตสาหกรรมทางการแพทย์ โดยเพิ่มเติมขอบข่ายประเภทกิจการผลิตเชื้อเพลิงจากผลผลิตการเกษตร ให้ครอบคลุมถึงการผลิตแอลกอฮอล์ทางการแพทย์ (Pharmaceutical Grade) ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ให้กิจการผลิต Non- Woven Fabric ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตหน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์การแพทย์ จากเดิมยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็น 5 ปี

รพ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา

ชิงมาร์เก็ตแชร์หมื่นล้านล้าน

ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ประมาณการมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศไทยว่ามีมูลค่าประมาณ 16 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 5.6 แสนล้านบาท
ขณะที่รายงาน 2019 Global Health Care Outlook โดย Deloitte ระบุเม็ดเงินที่ใช้จ่ายในอุตสาหกรรมการแพทย์และการดูแลรักษาสุขภาพทั่วโลกจะมีมูลค่าราว 10,059 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2565
มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยในช่วงปี 2561-2565 อยู่ที่ 5.4%
เพิ่มขึ้นจากในช่วงปี 2556-2560 ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 2.7% 
นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเจิดจรัสอย่างยิ่ง
พัฒนาการแพทย์ไทยและนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐจึงนับเป็นก้าวย่างสำคัญของไทยในการรุกเข้าไปช่วงชิงเม็ดเงินในอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรหมื่นล้านล้านเหรียญสหรัฐดังกล่าว
น่าจับตามองอย่างยิ่ง!!!